วัน: 26 สิงหาคม 2025

วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด

วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด

ลูกัส วาสเกซ ย้ายร่วมทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แบบไม่มีค่าตัว หลังจากสัญญาของเขากับเรอัล มาดริด หมดลงในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ดาวเตะวัย 34 ปี ผู้ซึ่งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 5 สมัย และลาลีกา 4 สมัยกับทีมราชันชุดขาว ได้เซ็นสัญญา 2 ปีกับทีมของ เอริก เทน ฮาก

วาสเกซกล่าวว่า ชาบี อลอนโซ่ อดีตผู้จัดการทีมเลเวอร์คูเซ่น ซึ่งปัจจุบันคุมทีมเรอัล มาดริด และ ดานี การ์บาฆัล อดีตเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเคยใช้เวลาในฤดูกาล 2012-13 กับสโมสรในบุนเดสลีกาแห่งนี้ ช่วยเกลี้ยกล่อมให้เขาย้ายทีม

“การพูดคุยของผมกับฝ่ายบริหารยืนยันสิ่งที่ผมได้รับแจ้ง – สโมสรมุ่งเน้นไปที่การชนะอย่างแน่นอน พวกเขากระหายและพวกเขากำลังเล็งเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด” เขากล่าวในแถลงการณ์

“ความคิดนั้นสอดคล้องกับความคิดของผม และผมตั้งตารอที่จะมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จที่มากขึ้นที่เลเวอร์คูเซ่น” การย้ายทีมของ วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าสนใจ

หลังจากที่ก้าวขึ้นมาจากอคาเดมีของเรอัล มาดริด และได้รับโอกาสลงประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ในปี 2015 วาสเกซลงเล่นไป 402 นัด และคว้าแชมป์ 20 รายการกับเรอัล รวมถึงแชมป์สโมสรโลก 3 สมัย

ในฐานะผู้เล่นสารพัดประโยชน์และติดทีมชาติสเปน 9 นัด เขาถูกใช้งานในตำแหน่งปีกและแบ็กขวา

วาสเกซลงเล่นในลีกสูงสุดของสเปน 32 นัดในฤดูกาลที่แล้ว แต่ได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองเพียง 2 นัดในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกช่วงซัมเมอร์ หลังจาก การมาถึงของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จากลิเวอร์พูล

ขณะเดียวกัน เลเวอร์คูเซ่นกำลังมองหาแบ็กขวาหลังจาก การย้ายทีมของเฌเรมี ฟริมปง ไปร่วมทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤษภาคม

เลเวอร์คูเซ่น เสริมแกร่งหลังเสียผู้เล่นหลัก

สโมสรจากเยอรมนี ซึ่งคว้าแชมป์ลีกในประเทศและดับเบิลแชมป์เมื่อสองฤดูกาลก่อน ยังได้ขาย ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ให้กับลิเวอร์พูล และ กรานิต ชาก้า ให้กับซันเดอร์แลนด์ ในช่วงซัมเมอร์ ขณะที่กองหลัง โจนาธาน ทาห์ ย้ายร่วมทีมคู่แข่ง บาเยิร์น มิวนิค แบบไม่มีค่าตัว การที่ วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด จึงเป็นการเสริมทัพที่สำคัญ

การเข้ามาของ วาสเกซ คาดว่าจะช่วยเพิ่มมิติในเกมรุกและเกมรับให้กับเลเวอร์คูเซ่นได้เป็นอย่างดี ด้วยประสบการณ์ที่มากมายของเขา เขาจะเป็นผู้นำในห้องแต่งตัวและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเตะรุ่นน้อง นอกจากนี้ ความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่งของเขายังช่วยให้ผู้จัดการทีมมีตัวเลือกในการจัดทัพมากขึ้นอีกด้วย

เลเวอร์คูเซ่นภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่กำลังอยู่ในช่วงสร้างทีม การเสริมทัพด้วยผู้เล่นที่มีคุณภาพอย่าง วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

แน่นอนว่าการย้ายทีมครั้งนี้เป็นความท้าทายใหม่สำหรับวาสเกซเองด้วย เขาจะต้องปรับตัวเข้ากับฟุตบอลเยอรมันและพิสูจน์ตัวเองว่าเขายังสามารถเล่นในระดับสูงได้ แม้ว่าอายุจะมากขึ้นแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถและประสบการณ์ของเขา เราเชื่อว่าเขาจะประสบความสำเร็จกับเลเวอร์คูเซ่นอย่างแน่นอน

โดยสรุปแล้ว การที่ วาสเกซ ย้ายซบ เลเวอร์คูเซ่น หลังลา เรอัลมาดริด เป็นการย้ายทีมที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จากการย้ายทีมครั้งนี้ เลเวอร์คูเซ่นได้ผู้เล่นที่มีคุณภาพและประสบการณ์ ส่วนวาสเกซก็ได้โอกาสใหม่ในการพิสูจน์ตัวเอง

ที่มา – Vazquez joins Leverkusen after Real Madrid exit

ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและอิหร่านตึงเครียดอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลออสเตรเลียประกาศขับไล่เอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน หลังจากหน่วยข่าวกรองของออสเตรเลีย (ASIO) พบหลักฐานที่เชื่อมโยงรัฐบาลอิหร่านกับเหตุการณ์โจมตีชาวยิวในออสเตรเลียหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุวางเพลิงคาเฟ่และโบสถ์ยิว

ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

คำสั่งขับไล่ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที โดยกำหนดให้นายอาหมัด ซาเดกี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำออสเตรเลีย และเจ้าหน้าที่อีก 3 คน เดินทางออกจากออสเตรเลียภายใน 7 วัน นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตของตนเองประจำอิหร่านกลับประเทศ เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทูต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้รับรายงานจาก ASIO ซึ่งระบุว่า มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับการวางเพลิงโจมตีคาเฟ่แห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และการวางเพลิงโจมตีโบสถ์ชาวยิวในเมืองเมลเบิร์นเมื่อเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีอัลบาเนซี ได้ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า การโจมตีเหล่านี้เป็นความพยายามที่จะบ่อนทำลายความสามัคคีในสังคมออสเตรเลีย และสร้างความขัดแย้งในชุมชนต่างๆ

หลักฐานที่นำไปสู่การขับไล่ทูตอิหร่าน

นายไมค์ เบอร์เจสส์ หัวหน้า ASIO เปิดเผยว่า ทีมงานของเขาได้ทำการสืบสวนอย่างละเอียดเป็นเวลาหลายเดือน และพบความเชื่อมโยงระหว่างเหตุวางเพลิงในซิดนีย์และเมลเบิร์น กับผู้บัญชาการหลายคนในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

นายเบอร์เจสส์กล่าวว่า อิหร่านได้ใช้ตัวแทน ซึ่งรวมถึงอาชญากรและสมาชิกองค์กรอาชญากรรม เพื่อดำเนินการตามคำสั่ง IRGC ยังใช้เครือข่ายตัวแทนที่ซับซ้อนเพื่อปกปิดการมีส่วนร่วมของพวกเขาในการโจมตีคาเฟ่ “ลิวอิส คอนติเนนทัล คิตเชน” ในนครซิดนีย์ และโบสถ์ “อาดาส อิสราเอล” ในเมลเบิร์น

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองของออสเตรเลียยังพบหลักฐานว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะอยู่เบื้องหลังการโจมตีชาวยิวอื่นๆ ในออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึงการโจมตีโรงเรียนชาวยิว บ้าน รถยนต์ และโบสถ์ของชาวยิว หลายครั้งนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้น

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า การตัดสินใจของออสเตรเลียมีแรงจูงใจทางการเมืองภายในประเทศ

เหตุการณ์ ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว นี้ นับเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งสำคัญระหว่างสองประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องความปลอดภัยของประชาชน และความเด็ดขาดในการตอบโต้การแทรกแซงจากต่างชาติ การที่ออสเตรเลียตัดสินใจเปิดเผยหลักฐานและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นสัญญาณเตือนไปยังประเทศอื่นๆ ที่อาจมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารระหว่างประเทศ เหตุการณ์ ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว นี้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการมีหน่วยข่าวกรองที่เข้มแข็งเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ออสเตรเลียฉุน ไล่ทูตอิหร่าน พบหลักฐานเอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

“พญานาคน้อย” แก้มแดง ที่วัดปทุมบูชา!

องค์ตะมุตะมิ ชาวบ้านถูกใจ “พญานาคน้อย” แก้มแดงยิ้มแฉ่ง โผล่วัดปทุมบูชา จ.ปราจีนบุรี ผู้ปกครองแห่พาบุตรหลานถ่ายภาพเซลฟี่

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านต่างฮือฮา หลังพบกับพญานาคน้อย สีน้ำเงินอมชมพู มีลักษณะแก้มแดงยิ้มแฉ่ง โผล่ขึ้นโชว์ตัวบริเวณม่านน้ำตกของวัดปทุมบูชา จ.ปราจีนบุรี

สำหรับวัดปทุมบูชา ถือว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องขององค์ปู่ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวัด มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของโชคลาภหน้าที่การงาน ซึ่งมีผู้คนประชาชนถูกหวยรวยทรัพย์กันมาแล้วมากหน้าหลายตา โดยวัดปทุมบูชาตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 ต.บ้านทาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

ทั้งนี้ ที่บริเวณท่าน้ำยังมีองค์พระพุทธรูปสีขาวหรือพระพุทธสิรินาถภูวดล องค์พระพุทธรูปนี้เป็นพระปางประทานพร และมีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งประดิษฐานอยู่ภายบริเวณด้านหน้าท่าน้ำของวัดปทุมบูชา โดยมีองค์พญานาคทั้ง 4 เหล่าตั้งประดิษฐานโดยรอบองค์พระพุทธรูปพระพุทธสิรินาคภูวดล อย่างที่ได้กล่าวมา

จากการสอบถาม คุณแม่กมลนัตน์ รัตน อายุ 42 ปี แม่น้องกัปตัน อายุ 5 ขวบ น้องของขวัญ 2 ขวบ เผยว่า องค์พญานาคที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าท่าน้ำ ทางลูกของตนก็จะมีความรู้สึกกลัว แต่ด้วยทางองค์พญานาครูปนี้มีลักษณะที่น่ารัก ทางลูกของตนจึงมีความที่อยากจะใกล้ชิด อยากที่จะถ่ายรูปด้วย โดยปกติครอบครัวของตนจะเข้ามาทำบุญถวายสังฆทานบ่อยครั้ง และไม่เคยเห็นลักษณะพญานาคแบบนี้ เคยเห็นแต่พญานาคที่หากลูกๆ ตนเห็นแล้วจะเกิดอาการกลัว

ทางด้าน ช่างติ๊ก รอสาหร่าย หรือ ช่างตั้ม อายุ 40 ปี เผยว่า ตนได้รับการประสานงานมาจากเจ้าอาวาสวัดปทุมบูชา โดยเจ้าอาวาสมีการวางแผนไว้ว่าจะทำการตั้งพญานาคองค์ตะมุตะมิ บริเวณด้านหน้าป้ายวัดประตูบูชาซึ่งเป็นน้ำตก เป็นจุดที่ครอบครัวผู้ปกครองมักจะพาเด็กๆ มาถ่ายรูปบริเวณนี้

จากนั้นจึงมีการนำเสนอว่า จะมีการปั้นปูนรูปพญานาคเด็กไว้บริเวณนี้ โดยมีการวางแผนไว้ว่าให้ปั้นรูปองค์พญานาคให้เป็นรูปลักษณ์ลักษณะน่ารัก ซึ่งโดยทั่วไปรูปลักษณ์ขององค์พญานาคที่มีการปั้นไว้บริเวณวัดนั้น จะมีการขึ้นรูปปั้นยาก เนื่องจากว่ารายละเอียดของการปั้นจะเยอะกว่า แต่ส่วนงานการขึ้นรูปพญานาคการ์ตูนจะเป็นการขึ้นรูปด้วยความสบาย เนื่องจากว่ารายละเอียดไม่เยอะ

ส่วนจุดเด่นของการปั้นพญานาคเด็กหรือพญานาคเอนิเมะ จะเป็นการขึ้นรูปง่ายและไม่เหมือนใคร เป็นพญานาคที่มีความน่ารักสร้างความสนใจให้กับเด็กๆ ซึ่งหากเด็กๆ บางครอบครัวที่พามาวัดหากเห็นพญานาครูปลายรักเก่าๆ ก็จะมีความรู้สึกกลัว.

“พญานาคน้อย” แก้มแดงยิ้มแฉ่ง โผล่วัดปทุมบูชา

ใครที่กำลังมองหาสถานที่ทำบุญที่น่าสนใจและเป็นมิตรกับเด็กๆ วัดปทุมบูชา จ.ปราจีนบุรี คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด! นอกจากจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยังได้พบกับ “พญานาคน้อย” สุดน่ารัก ที่จะทำให้เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ต้องหลงรักแน่นอน

ทำไมต้องไปดู “พญานาคน้อย” ที่วัดปทุมบูชา?

เพราะว่า “พญานาคน้อย” ที่วัดปทุมบูชาไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ยังเป็นกิมมิกที่สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับทุกคนที่ได้พบเห็น ทำให้การมาวัดไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป! แถมยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ฮิตมากๆ ในตอนนี้ ใครไม่มาถ่ายรูปกับ “พญานาคน้อย” ถือว่าพลาด!

นอกจากนี้ วัดปทุมบูชายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ให้สักการะอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์ปู่ท้าวเวสสุวรรณ และพระพุทธสิรินาถภูวดล ทำให้การมาที่วัดแห่งนี้ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสุข และได้รูปสวยๆ กลับบ้านไปอีกด้วย

เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไปสัมผัสความน่ารักของ “พญานาคน้อย” ที่วัดปทุมบูชากันได้เลย! รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจ

ที่มา – “พญานาคน้อย” แก้มแดงยิ้มแฉ่ง โผล่วัดปทุมบูชา ทำเอาถูกใจเด็กๆ ใครเห็นต้องขอเซลฟี่

ตัดสินใจยาก! ไม่เรียกตัว โคลแมน ติดทีมชาติ

เฮเมียร์ ฮัลล์กริมส์สัน หัวหน้าโค้ชทีมชาติไอร์แลนด์กล่าวว่า การเลือก ไซมัส โคลแมน สำหรับเกมคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะพบกับฮังการีและอาร์เมเนียในเดือนหน้า จะเป็นการ “สร้างแบบอย่างที่ไม่ถูกต้อง” เนื่องจากเขาไม่ค่อยได้ลงเล่นให้กับเอฟเวอร์ตันในช่วงหลัง

กองหลังวัย 36 ปีรายนี้ พลาดเกมกระชับมิตรกับเซเนกัลและลักเซมเบิร์กในเดือนมิถุนายนเนื่องจากอาการบาดเจ็บ และเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ใช้ในเกมพรีเมียร์ลีกทั้งสองนัดของสโมสรในฤดูกาลนี้

แม้ว่าเขาอาจจะกลับมาลงสนามให้ทอฟฟี่สีน้ำได้ในเกมคาราบาวคัพกับแมนส์ฟิลด์ ทาวน์ ในวันพุธนี้ แต่ฮัลล์กริมส์สันเลือกที่จะไม่เรียกตัวกัปตันทีมชาติของเขากลับมา ซึ่งลงเล่นไปเพียงสองครั้งตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม

“เมื่อเขาเริ่มเล่นแน่นอนว่าเราต้องการให้เขาอยู่ในทีม มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง หากเลือกผู้เล่นที่ไม่ได้ลงเล่นมาเกือบปี” อดีตบอสของไอซ์แลนด์กล่าว

“การตัดชื่อ ไซมัส โคลแมน ออกจากทีมเป็นเรื่องที่ยากเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่นี่มีไม่กี่คนที่ประสบการณ์เท่าเขา”

“เราต้องการที่จะรวมเขาไว้จริงๆ และหวังว่าในการเข้าแคมป์ครั้งหน้าเขาจะอยู่ในทีม คุณต้องการผู้เล่นที่มีคุณภาพและประสบการณ์แบบเขาอยู่ในทีมเสมอ”

Chiedozie Ogbene จาก Ipswich Town ซึ่งไม่ได้ลงเล่นให้ประเทศของเขานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย กลับคืนสู่ทีม 23 คน

นักเตะวัย 28 ปี เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกองหน้าที่แข็งแกร่ง 8 คน ซึ่งรวมถึงเพื่อนร่วมสโมสรอย่าง Sammie Szmodics และ Kasey McAteer เช่นเดียวกับ Evan Ferguson ซึ่งเปิดตัวใน Serie A ในเกมที่ Roma เอาชนะ Bologna 1-0 เมื่อวันเสาร์

Robbie Brady จาก Preston North End และ Will Smallbone กองกลางของ Southampton ต่างก็ขาดหายไปเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

Bosun Lawal กองหลังจาก Stoke City ที่ยังไม่เคยติดทีมชาติ ยังคงอยู่ในทีมต่อไป หลังจากถูกเรียกตัวเข้าร่วมทีมเป็นครั้งแรกในเกมที่เสมอกับลักเซมเบิร์ก

ทีมชาติไอร์แลนด์จะพบกับฮังการีในดับลินในวันที่ 6 กันยายน ก่อนเดินทางไปเยือนอาร์เมเนียในอีกสามวันต่อมา

โปรแกรมการแข่งขันดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นแคมเปญคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 ของทีม โดยมีโปรตุเกสเป็นอีกทีมในกลุ่มของพวกเขา

ตัดสินใจยาก! ไม่เรียกตัว โคลแมน ติดทีมชาติ

ทำไมการตัดชื่อ ไซมัส โคลแมน จึงเป็นการตัดสินใจที่ยาก?

ประสบการณ์และความเป็นผู้นำของ ไซมัส โคลแมน เป็นสิ่งที่ทีมชาติไอร์แลนด์ขาดไม่ได้ การที่เขาไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอทำให้โค้ชต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก

รายชื่อผู้เล่นทีมชาติไอร์แลนด์

ผู้รักษาประตู: Caoimhin Kelleher (Brentford), Gavin Bazunu (Southampton), Mark Travers (Everton).

กองหลัง: Matt Doherty (Wolverhampton Wanderers), Jake O’Brien (Everton), Nathan Collins (Brentford), Dara O’Shea (Ipswich Town), Jimmy Dunne (Queens Park Rangers), Bosun Lawal (Stoke City), Liam Scales (Celtic), Ryan Manning (Southampton).

กองกลาง: Josh Cullen (Burnley), Jason Knight (Bristol City), Jack Taylor (Ipswich Town), Killian Phillips (St. Mirren).

กองหน้า: Evan Ferguson (AS Roma), Troy Parrott (AZ Alkmaar), Adam Idah (Celtic), Finn Azaz (Middlesbrough), Sammie Szmodics (Ipswich Town), Chiedozie Ogbene (Ipswich Town), Kasey McAteer (Ipswich Town), Mikey Johnston (West Bromwich Albion).

การตัดสินใจของโค้ชฮัลล์กริมส์สันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้โอกาสผู้เล่นที่อยู่ในฟอร์มที่ดีและลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าการตัดชื่อ ไซมัส โคลแมน จะเป็นเรื่อง ตัดสินใจยาก! ไม่เรียกตัว โคลแมน ติดทีมชาติ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงผู้เล่นทุกคนว่าโอกาสในการติดทีมชาติมาพร้อมกับการลงเล่นและรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้อาจจุดประกายให้ ไซมัส โคลแมน มุ่งมั่นที่จะกลับมาลงสนามและพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไอร์แลนด์ในอนาคต

การมี ไซมัส โคลแมน อยู่ในทีมชาติไอร์แลนด์นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ด้วยประสบการณ์และความเป็นผู้นำของเขา แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การตัดสินใจของโค้ชก็สมเหตุสมผล

ที่มา – ‘Always tough’ to leave out Coleman – Hallgrimsson

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

“ทนายความ” เผยตำรวจเรียกญาติ “หมอบี” สอบปากคำขยายผลเพิ่ม พร้อมเตรียมหลักฐานสู้คดี ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อเวลา 20.02 น. วันที่ 26 ส.ค. 2568 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยหลังตำรวจนำตัวนายเสกสันน์มาสอบปากคำหลังผ่านไปแล้วกว่า 10 ชั่วโมง ว่า ตนเองยังไม่ได้พูดคุยกับนายเสกสันน์เลย กำลังรออยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้เจอนายเสกสันน์ เนื่องจากยังติดกระบวนการการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอประกันตัว

ส่วนจะถูกแจ้งข้อหาอะไรบ้างนั้น ตนก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้คุยกัน รวมถึงแนวทางการสู้คดีก็ว่าไปตามกระบวนการของศาล และตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทางทีมงานได้เตรียมหลักฐานสู้คดี ซึ่งยังไม่ได้นำหลักฐานมา

เมื่อสอบถามว่า เหมือนตอนแรกจะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่เหตุใดถึงกลับให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ทนายความตอบเพียงว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบเลย เพราะยังไม่ได้คุยกัน ส่วนการสอบปากคำญาติของนายเสกสันน์ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการสอบปากคำไปบางคน แต่ไม่ทราบว่าใครถูกเรียกสอบปากคำบ้าง ส่วนเรื่องประกันตัวก็แล้วแต่ความเห็นของพนักงานสอบสวน

จากนั้น เวลา 20.40 น. ดร.ยุทธนา มาสำราญ ทีมทนายความของอดีตพระอลงกต ได้เดินทางกลับหลังจากการสอบปากคำอดีตพระอลงกตเสร็จสิ้น พร้อมเผยว่า อดีตพระอลงกตมีความสบายใจ ส่วนการต่อสู้ทางคดีต้องรอการสอบสวนให้แล้วเสร็จ โดยตำรวจยังไม่ให้ญาติเข้าพบ แนวทางการสู้คดีต้องรอการสอบสวนอีกคนหนึ่งให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องเส้นเงินต่างๆ คิดว่าทางอดีตหลวงพ่อสามารถชี้แจงได้.

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

คดีของหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ถูกจับกุมในข้อหาทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุดทนายความของหมอบีได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่าทางทีมทนายความได้เตรียมหลักฐานเพื่อสู้คดีแล้ว และทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของการเตรียมหลักฐานสู้คดีของทนาย “หมอบี”

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นข้อมูลที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาต่างๆ ที่หมอบีได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ หรือข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทนายความยังกล่าวอีกว่ากำลังรอพูดคุยกับหมอบีเพื่อวางแนวทางการต่อสู้คดีอย่างละเอียด

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการต่อสู้คดี และความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูกความ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการสอบปากคำญาติของหมอบีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาจมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดี อย่างไรก็ตาม ทนายความยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร และหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นจะสามารถช่วยให้หมอบีพ้นจากข้อกล่าวหาได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจของเราตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และความรับผิดชอบในการใช้เงินบริจาค เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม

ที่มา – ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว บอกทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ทลายเครือข่ายยาเสพติด ยึดยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด

เจ้าหน้าที่ร่วมกันแถลงข่าวยึดยาบ้าบิ๊กล็อต 1.2 ล้านเม็ด มูลค่าขายปลีกกว่า 60 ล้านบาท หลังมีคนพบถุงกระสอบปริศนา 3 กระสอบวางในที่เปลี่ยว พร้อมเผยกลพ่อค้ายาเสพติดพัฒนารูปแบบการส่งมอบยาบ้าแยบยลมากขึ้น

วันที่ 26 ส.ค. 68 เวลา 14.00 น. ที่ สภ.หล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พล.ต.ต.สาระนัย คงเมือง ผบก.ภจว.พช. นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานร่วมแถลงข่าวการยึดยาบ้าล็อตใหญ่จำนวน 1,200,000 เม็ด มูลค่ากว่า 9,600,000 บาท

โดยการตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ครั้งนี้ถูกพบช่วงเวลา 07.00 น.ของเช้าวันเดียวกันนี้ โดยมีพนักงานการไฟฟ้าสาขาหล่มสักได้พบถุงกระสอบปริศนาจำนวน 3 กระสอบถูกนำมาวางไว้ที่ข้างกองเสาไฟฟ้าที่เตรียมจะดำเนินการไปติดตั้งซึ่งวางอยู่ข้างถนนสายลานบ่า-ดงขวาง ทางไปสนามบินหล่มสัก หมู่ 9 ต.บุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ภายหลังรับแจ้ง พ.ต.อ.ธนกร ทิพย์ศิริ ผกก.สืบสวน ภ.จว.เพชรบูรณ์ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดและเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานภจว.พช.เข้าตรวจสอบพร้อมตรวจยึดของกลางนำส่งสภ.หล่มสัก

ด้าน พล.ต.ต.สาระนัย คงเมือง ผบก.ภจว.พช. เปิดเผยว่า พ่อค้ายาเสพติดได้พัฒนารูปแบบการส่งมอบยาบ้าให้หลุดรอดสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความแยบยลมากขึ้น โดยจะใช้วิธีการว่าจ้างตัวกลางรับจ้างส่งและรับยาบ้าที่จะตัดตอนไม่ให้ถึงตัวผู้ซื้อและผู้ขาย และไม่นำส่งถึงตัวของผู้ขนส่งทั้งสองฝ่าย โดยจะให้คนนำส่งหรือเรียกว่านักบินนำยาบ้าไปวางตามจุดที่สะดวกและเปลี่ยวห่างไกลผู้คนในห้วงเวลากลางคืน และแจ้งให้นักบินอีกฝ่ายมารับยาบ้าตามจุดที่นำยาบ้ามาวางไว้ โดยที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่พบเจอหน้ากัน ซึ่งยาบ้าชุดนี้มีมูลค่าการซื้อขายในตลาดค้ายาบ้าในราคาขายส่งเม็ดละ 8 บาท มูลค่ากว่า 9,600,000 บาท และถ้าไปจำหน่ายขายปลีกแก่ผู้เสพในราคาเม็ดละ 50 บาท ก็จะมีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านบาท 

ส่วนต้นตอของยาบ้าล็อตนี้น่าจะถูกลำเลียงส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งประเทศลาว จากนั้นจึงได้ลักลอบนำข้ามชายแดนไทย-ลาวผ่านจังหวัดเลยและส่งต่อกันเป็นทอดๆ ไปตามจังหวัดต่างๆ ส่งจำหน่ายผู้เสพในภาคกลางตอนในรวมถึงกรุงเทพมหานคร.

การทลายเครือข่ายยาเสพติดครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป

ทลายเครือข่ายยาเสพติด ยึดยาบ้าบิ๊กล็อต 1.2 ล้านเม็ด มูลค่าขายปลีกกว่า 60 ล้าน

จากปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายยาเสพติด ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายไปสู่สังคม การยึดยาบ้า จำนวนมากถึง 1.2 ล้านเม็ด นับเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ช่วยลดปริมาณยาเสพติดในตลาด และป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อ การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

รูปแบบใหม่ของขบวนการค้ายาเสพติด

พล.ต.ต.สาระนัย คงเมือง ผบก.ภจว.พช. เปิดเผยว่า ขบวนการค้ายาเสพติดได้พัฒนารูปแบบการส่งมอบยาบ้าให้มีความซับซ้อนและยากต่อการจับกุมมากขึ้น โดยใช้วิธีการว่าจ้าง “นักบิน” หรือผู้รับจ้างขนส่งยาเสพติดที่ไม่รู้จักทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม การทลายเครือข่ายยาเสพติด จึงต้องอาศัยการสืบสวนที่ละเอียดรอบคอบและการข่าวที่แม่นยำ

นอกจากนี้ การที่ยาบ้าล็อตนี้มีต้นทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ การแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง

การ ยึดยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจับกุมยาเสพติดจำนวนมาก แต่ยังเป็นการทำลายเครือข่ายและตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการค้ายาเสพติด การปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่องเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องสังคมและเยาวชนจากภัยร้ายนี้ได้

ที่มา – ทลายเครือข่ายยาเสพติด ยึดยาบ้าบิ๊กล็อต 1.2 ล้านเม็ด มูลค่าขายปลีกกว่า 60 ล้าน

เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม – ข่าวลือ

เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม – ข่าวลือ

เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอคว้าตัว คริส เมแฟม กองหลังทีมชาติเวลส์จาก บอร์นมัธ

เรนเจอร์ส คาดว่าจะยื่นข้อเสนอเพื่อเซ็นสัญญากับ คริส เมแฟม กองหลังชาวเวลส์วัย 27 ปี จาก บอร์นมัธ

ลีลล์ กลับมาเจรจากับ เรนเจอร์ส อีกครั้ง เกี่ยวกับ ฮัมซา อิการาเน่ กองหน้าวัย 22 ปี

คาดว่าสโมสรจากฝรั่งเศสจะยื่นข้อเสนอสำหรับ อิการาเน่ อีกครั้ง หลังจากข้อเสนอขอยืมตัวถูกปฏิเสธไป

เนดิม บายรามี่ กองกลาง และ ไซเรียล เดสแซร์ส กองหน้า ก็มีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายออกจาก เรนเจอร์ส ในขณะที่อนาคตของ ออสการ์ คอร์เตส, ลีออน คิง, แรบบี้ มาตอนโด และ คลินตัน เอ็นเซียล่า ยังไม่แน่นอน

เรนเจอร์ส ต้องการให้ เบลีย์ ไรซ์ กองกลางวัย 18 ปี เซ็นสัญญาฉบับใหม่ก่อนปล่อยตัวให้ยืม

ขณะเดียวกัน เรนเจอร์ส จะปล่อยนักเตะให้ อัลลัว แอธเลติก ยืมตัวในสัปดาห์หน้า

เซลติก อาจพลาดคว้าตัว คาลวิน สเตงส์ ปีกของ เฟเยนูร์ด วัย 26 ปี หากพวกเขาไม่เร่งความสนใจ

ขณะเดียวกัน เซลติก มีรายงานว่าใกล้บรรลุข้อตกลงคว้าตัว มิเชล-อังเก้ บาลิควิช่า ปีกของ อันท์เวิร์ป วัย 24 ปี และ มาร์เซโล่ ซาราชชี่ แบ็คซ้ายของ โบคา จูเนียร์ส วัย 27 ปี

ซาราชชี่ กำลังจะเดินทางไปกลาสโกว์ หลังจาก เซลติก บรรลุข้อตกลงกับ โบคา จูเนียร์ส เพื่ออนุมัติการย้ายทีม

ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ตกลงข้อตกลง 3.5 ล้านปอนด์กับ สตurm กราซ สโมสรจากออสเตรีย สำหรับ แม็กซ์ จอห์นสตัน แบ็คขวาทีมชาติสกอตแลนด์ วัย 21 ปี ซึ่งเตรียมเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนเซ็นสัญญา 4 ปี

เอฟเวอร์ตัน และ เนธาน แพ็ตเตอร์สัน กองหลังทีมชาติสกอตแลนด์ เป็นที่ต้องการของ เซบีย่า ซึ่งกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการยืมตัวแข้งวัย 23 ปี

สก็อตต์ แม็คเคนน่า กองหลังทีมชาติสกอตแลนด์ วัย 28 ปี ได้รับคำชมหลังจากเริ่มต้นชีวิตที่ ดินาโม ซาเกร็บ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม

ข่าวลือการย้ายทีมของ คริส เมแฟม กองหลังทีมชาติเวลส์ กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนบอลเรนเจอร์ส การย้ายตัวครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแนวรับของทีมได้อย่างมาก นอกจากนี้ เรนเจอร์ส ยังมีข่าวกับผู้เล่นคนอื่นๆ อีกหลายคน ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

การที่ เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการเสริมสร้างทีมเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า การมีผู้เล่นที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในลีกและในระดับทวีป

เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม: ความเป็นไปได้และผลกระทบต่อทีม

การย้ายทีมของ คริส เมแฟม มายัง เรนเจอร์ส จะส่งผลกระทบต่อทีมอย่างไร? แน่นอนว่าการเข้ามาของเขาจะช่วยเพิ่มตัวเลือกในตำแหน่งกองหลัง และยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้กับทีมอีกด้วย การมีผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลายจะช่วยให้ทีมมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผนการเล่น และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

การตัดสินใจของ เรนเจอร์ส ในการยื่นข้อเสนอให้กับ เมแฟม สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้จัดการทีมและทีมงานที่ต้องการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการแข่งขันในทุกระดับ การลงทุนในผู้เล่นที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดซื้อขายนักเตะมีความผันผวนอยู่เสมอ การที่ เรนเจอร์ส สามารถคว้าตัว เมแฟม มาร่วมทีมได้ จะถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของสโมสรในการดึงดูดผู้เล่นระดับสูง

โดยรวมแล้ว ข่าวลือเกี่ยวกับการที่ เรนเจอร์สเตรียมยื่นข้อเสนอ เมแฟม เป็นเรื่องที่น่าติดตามและมีความเป็นไปได้สูง หากการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ เรนเจอร์ส ในการเสริมสร้างทีมและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ

ที่มา – Rangers to launch bid for defender Mepham – gossip

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

กระทรวงการต่างประเทศประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประณามกัมพูชาที่ใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ยืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย และเร่งส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตทั่วโลก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเหตุการณ์ที่มวลชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน สตรี เด็ก และผู้สูงอายุในการรื้อลวดหนาม และก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าบ้านหนองจานนั้นตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามในอดีต แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU2543 โดยไทยได้คัดค้านและประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ได้ตอบสนองใดๆ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ พร้อมย้ำว่าการวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยนั้นไม่ขัดต่อข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการป้องกันการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีคลิปวิดีโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าทหารกัมพูชาปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนาม สร้างสถานการณ์ที่เป็นการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง เช่น การตะโกนไล่ทหารไทย และแสดงท่าทีพร้อมที่จะก่อความรุนแรง มีภาพสตรีอุ้มทารกเข้าไปเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการยั่วยุดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปล่อยให้ประชาชนของตนเองเป็นผู้ออกหน้าแทน ทั้งที่ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารควรจะอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประชาชน

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

ประเทศไทยขอประณามฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กบังหน้าเสมือนโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งการจัดฉากโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือด้วย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังมีหนังสือตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และดำเนินกรอบในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม โดยมีภารกิจสำคัญในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่กัมพูชาลอบวางระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย จนเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลายครั้ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังจะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้แสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และขัดต่อหลักกติกาสากลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอ การใช้ทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร หรือการผลักดันเด็ก สตรี และผู้สูงอายุให้ออกมาเป็นหน้าด่าน รวมถึงพฤติกรรมล่าสุดในการยั่วยุเพื่อนำประชาชนมาเป็นโล่มนุษย์

ทำไมกัมพูชาถึงใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน?

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความกดดันต่อประเทศไทยในประเด็นพื้นที่ชายแดน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจานเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและควรได้รับการประนาม

การที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาประณามอย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทยก็ควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ทั้งที่เป็นเขตแดนไทย