กฎหมายที่ดิน

วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต พบ 361 บริษัทผิดกฎหมาย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการวรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้า

สถานการณ์ล่าสุด: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

จากข้อมูลล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงผลการปฏิบัติการเฟส 4 ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 16 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดพยายามเข้ามาประกอบธุรกิจแข่งกับคนไทยโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
  • บริการรถเช่าและคาร์แคร์
  • ร้านอาหารและร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์
  • บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ไอที

ผลกระทบและการดำเนินคดี: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นอกจากปัญหาธุรกิจนอมินีแล้ว สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการตรวจสอบพบว่ามีบริษัทจำนวนมากถึง 361 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจฐานรากของคนไทยโดยตรง ทางภาครัฐจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว 149 คดี พร้อมเดินหน้าส่งฟ้องศาลเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าเรายินดีต้อนรับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีการข่มขู่หรือใช้นอมินีเพื่อเอาเปรียบคนไทย รัฐบาลพร้อมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เราหวังว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวให้กลับมาโปร่งใสและสร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำมาหากินอย่างเป็นธรรม หากคุณพบเห็นการกระทำที่ส่อแววผิดกฎหมายในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “วรศิษฎ์” ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ปัญหาที่ผ่านมามักมีการนำเสนอข้อมูลว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นของนักการเมืองชื่อดัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง โดยนายศุภชัยได้ชี้แจงว่าที่ดินกว่า 4,800 ไร่ในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่พื้นที่ของนักการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยนักการเมืองมีเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด

เบื้องลึกความเข้าใจผิดเรื่องที่ดินเขากระโดง

หลายคนมักเข้าใจว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก นายศุภชัยยังได้ขยายความถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ที่ดินทำกินของราษฎร: พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนที่ถือครองโฉนดมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะโดยนักการเมือง
  • กระบวนการทางกฎหมาย: ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการฟ้องร้องรายแปลงเพื่อหาความชัดเจนที่สุด
  • การตรวจสอบ: กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการมาตรา 61 จนครบถ้วนแล้ว และมีการยืนยันว่าไม่มีอำนาจเพิกถอนโดยพลการหากไม่มีคำสั่งศาล

การที่นายศุภชัยออกมากล่าวย้ำว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง ถือเป็นการดึงสติสังคมให้กลับมามองข้อเท็จจริงตามรูปคดีมากกว่าจะฟังข่าวลือหรือกระแสสังคมที่พยายามสร้างภาพให้นักการเมืองดูเป็นผู้ถือครองพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงคงต้องรอคำพิพากษาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวที่จะยุติมหากาพย์ที่ยืดเยื้อนี้ได้ภายใน 2 ปี หากผลเป็นอย่างไร เราคงจะได้ความชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของใคร ใครมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง และนี่คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่แท้จริงเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีข้อกังขา

ที่มา – “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร

ปัญหานอมินีล้งสินค้าเกษตรที่ต่างชาติสวมสิทธิ์กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมะพร้าวและผลไม้ไทย ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยรอคอยการแก้ไขมานาน เพราะทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำและคนไทยเสียโอกาสในการแข่งขัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูลข่าว) จะมีการหารือสำคัญกับนางศุภจี สุกาพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงบ่าย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล้งมะพร้าวที่ถูกต่างชาตินอมินีสวมสิทธิ์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเมื่อวันก่อนหน้า และเตรียมประชุมสัปดาห์หน้า พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ

เบื้องต้นพบว่ามีการจับกุมล้งนอมินีต่างชาติ 7-8 แห่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานอมินี เพราะหากปล่อยให้บริษัทนอมินีผูกขาดการรับซื้อมะพร้าว จะกระทบเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยโดยตรง นอกจากมะพร้าวแล้ว ยังครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ที่ประสบปัญหาเดียวกัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร อย่างไร

การแก้ไขจะครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การรับซื้อ ขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง หากพบว่าอยู่ในมือต่างชาติทั้งหมด จะรื้อระบบใหม่ โดยย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดการได้เอง สำหรับกรอบเวลา จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ

ในส่วนประมวลกฎหมายที่ดิน กรมที่ดินเสนอร่างแก้ไขให้ทรัพย์สินนอมินีตกเป็นของรัฐ และลงโทษอาญาทั้งไทยและต่างชาติแล้ว ผู้ตรวจการจะเร่งบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น โดยร่วมกับผู้บังคับใช้กฎหมาย แม้กฎหมายนอมินีปัจจุบันยังไม่ชัดเจน จึงใช้กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายที่ดิน อาคารชั่วคราว

  • ตรวจสอบก่อนจดทะเบียนธุรกิจ: ดูทุนจดทะเบียนย้อนหลัง 3-5 ปี และที่มาของเงิน ร่วม ปปง.
  • ตรวจสอบหลังจดทะเบียน: ผู้บริหารบริษัท หากทั้ง 5 คนเป็นต่างชาติ ถือว่านอมินี
  • บังคับใช้ พ.ร.บ.ธุรกิจประเภทต่างด้าว และประมวลกฎหมายที่ดินอย่างเข้มงวด
  • พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาทุนต่างชาติ

ปัญหานี้เกิดมานานหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สำเร็จเพราะขาดระบบควบคุม ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตรวจสอบล้งทั่วประเทศ หาจุดอ่อนช่องโหว่ และเสนอแก้ทั้งระบบ หวังให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์เต็มที่

นอกจากนี้ ยังเน้นการทำสวนมะพร้าวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่รวมถึงการดูแลระยะยาว การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิเกษตรกรไทยจากนอมินีต่างชาติ

เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ปัญหาเชิงระบบ หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน แนะนำให้เกษตรกรติดตามและมีส่วนร่วมในการร้องเรียนต่อไป

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินหน้าแก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร ตรวจสอบกันต่างชาติสวมสิทธิ

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“แก้วสรร” แนะวิธีค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดง

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ หากถูกกรมที่ดิน–รฟท.ละเมิด โดยอ้างอิง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ม.51–52

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ โดยเน้นย้ำว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กรมที่ดินไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเพิกถอนที่ดินทั้งหมดได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ 35 รายที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น

นายแก้วสรรอธิบายว่า ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใดๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายใช้อ้างสิทธิ์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ และจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้มีโอกาสโต้แย้งว่าที่ดินที่ตนถือครองนั้นไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

ชี้ช่องทางชาวบ้านสุจริตใช้สิทธิคัดค้านได้

นายแก้วสรรกล่าวว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต มักจะไม่ได้รับความสำคัญจากภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ มักดำเนินการในลักษณะที่ไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ให้มองว่าเป็นการข่มขู่ แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริง ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายแก้วสรรยังเสริมว่า ชาวบ้านอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบตัวเงิน หรือในรูปแบบอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

การรถไฟฯ ปล่อยปละละเลย

นายแก้วสรรยังวิพากษ์วิจารณ์การรถไฟฯ ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยแสดงท่าทีหวงแหนที่ดิน ปล่อยให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุใดจึงเพิ่งจะมาหวงแหนในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด นอกจากการอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองเท่านั้น

นายแก้วสรรระบุทิ้งท้ายว่า “หากประชาชนได้สิทธิ์มาโดยสุจริต และการรถไฟฯ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ที่ดิน กรมที่ดินจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน แต่ยังเป็นการบั่นทอนหลักกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย”

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้ความเห็นของนายแก้วสรรในครั้งนี้ ถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับชาวบ้านที่อาจกำลังกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ที่มา – “แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

Scroll to top