กฎหมายประชามติ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 บังคับใช้ 22 ต.ค.นี้

โปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค. เป็นต้นไป การจัดทำประชามติสามารถทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ และเสียงข้างมากต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความเห็น

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งให้ไว้ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

มาตราสำคัญที่ควรทราบ:

  • มาตรา 1: พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568”
  • มาตรา 2: พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (22 ตุลาคม 2568)
  • มาตรา 3 – 12: เป็นการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • การกำหนดวันออกเสียงประชามติสามารถทำในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระงาน งบประมาณ และความสะดวกของประชาชน
  • วิธีการออกเสียงมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการใช้บัตรออกเสียง แต่สามารถใช้วิธีการทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้
  • ผลการออกเสียงประชามติจะถือว่ามีข้อยุติเมื่อใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น
  • การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รอบด้าน และไม่ชี้นำ

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการจัดการออกเสียงประชามติ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน

ความสำคัญของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของชาติผ่านการออกเสียงประชามติ การแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 นี้ จะทำให้การทำประชามติในอนาคตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดวัน หรือวิธีการลงคะแนนเสียง

การประกาศใช้ โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของไทย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 22 ต.ค.

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” บอก “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ชี้ กฎหมายประชามติเก่าใหม่กระทบไทม์ไลน์แค่ 1 เดือน บอกอย่ากังวลร่างหลักพรรคประชาชน ขอให้รอดูวาระ 3

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องโทษในมาตรา 259 แต่สิทธินี้จะถูกจำกัด ในกรณีขอพระราชทานอภัยโทษแล้วถูกยกหนหนึ่ง จะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 2 ปี เมื่อถามว่า กรณีของนายทักษิณ มีการยกฎีกาจริงหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนายทักษิณ มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ นายทักษิณจึงเข้าไปรับโทษ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการยกฎีกาอะไรมาก่อนเพราะนายทักษิณยังไม่ได้ถวายฎีกาอะไรเลย เมื่อถามว่านายทักษิณ ยังสามารถยื่นได้ใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยื่นได้ถือว่าเป็นสิทธิ โดยรมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราว ส่งมายังคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องนำเรื่องนี้กราบบังคมทูลเสนอไปยังกรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักพระราชวัง เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณ ยังไม่เคยถูกยกฎีกาใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีการถวายฎีกา แต่เป็นเรื่องที่รมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายคำแนะนำ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งเหตุผลที่รมว.ยุติธรรมเห็นว่าควรจะยก แต่ตนไม่สามารถแถลงในรายละเอียดได้ เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการกราบบังคมทูลอธิบายได้เพียงแต่ข้อกฎหมาย

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือน จะกระทบกับไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่าไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของสภาฯ แต่ถ้ามีการยื่นยุบสภาก่อนรัฐธรรมนูญถึงจะชะงัก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้วมีเหตุอื่น เปลี่ยนรัฐบาล สภาฯก็ดำเนินเรื่องไปถ้ายุบสภาก็จบ แต่รัฐบาลใหม่ สามารถขอให้สภาฯหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน ส่วนพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว ซึ่งจะครบ 90 วันในวันที่ 3 พ.ย.68 จะมีการโปรดเกล้าฯใด เราไปเดาไม่ได้ เป็นพระราชอำนาจ อย่าไปบังอาจเดาทีเดียว รู้แต่ว่าถ้าใช้ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2564 ไทม์ไลน์ก็เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ และลงมาก่อนวันที่ 3 พ.ย. ไทม์ไลน์ก็เปลี่ยน สภาจะมีเวลามากขึ้นอีกหนึ่งเดือน และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องรัฐบาลสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน หากจะถามเรื่องเนื้อหาการเมือง ให้ไปถามพรรคการเมือง หรือสว. รัฐบาลมีหน้าที่เดียวคือ เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาแล้ว กฎหมายบังคับให้รัฐบาลทำประชามติ คำถามแรกเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามที่สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบขั้นตอนกระบวนการ และหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้หรือไม่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จประชามติก็เหลือคำถามเดียวคือ

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน. เป็นร่างหลัก มีความกังวลจะเปิดโอกาสให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 ส่วน วาระ 1 และ 2 ไม่สำคัญ เพราะกว่าจะถึงวาระ 3 จะแก้อะไรก็แก้ได้ หมวด 1 หมวด 2 ที่กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูร่างสุดท้ายที่สภาลงมติในวาระที่ 3 เมื่อถามถึงกรณีมีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ามีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการวินิจฉัย จะเอาเนื้อหารัฐธรรมนูญไปทำประชามติในวันที่ 29 มี.ค. ไม่ได้ จะถามได้เพียงคำถามเดียวว่าเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน จะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีหลายทาง ศาลบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม ส่วนที่มีวิจารณ์ว่าศาลวินิจฉัยเกินคำขอนั้น การห้ามศาลตัดสินเกินคำขอนั้นใช้ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะมาใช้ในกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายมหาชนคุ้มครองสิทธิสาธารณะ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก MOA มีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า MOA ไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดเราไม่รู้ สื่อก็รู้ว่าการเมืองมันเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน

ทำความเข้าใจประเด็น บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้

ประเด็นสำคัญที่นายบวรศักดิ์ได้กล่าวถึงคือการที่นายทักษิณยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับระยะเวลาในการยื่นหลังจากที่เคยได้รับการยกฎีกาไปแล้ว นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลกระทบจากกฎหมายประชามติฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของรัฐสภาและรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว

การยื่นฎีกาของนายทักษิณ: นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่าการที่นายทักษิณได้รับการลดโทษจำคุกไม่ได้หมายความว่าถูกยกฎีกา และยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกาได้อีกครั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการถวายเรื่องราว และท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา และรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว โดยกฎหมายประชามติฉบับใหม่จะมีผลต่อไทม์ไลน์ในการดำเนินการ

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าต้องรอดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 และไม่ควรกังวลเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จนกว่าจะเห็นร่างสุดท้ายที่สภาลงมติ

โดยรวมแล้ว ข้อมูลที่นายบวรศักดิ์ได้ให้ไว้ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสิทธิในการยื่นฎีกาของนายทักษิณ รวมถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความสำคัญของการติดตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระต่างๆ ของรัฐสภา ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การที่ บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ นั้นแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทางกฏหมายยังเปิดโอกาสให้มีการดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการรอดูวาระ 3 ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – “บวรศักดิ์​“ เผย “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ อย่ากังวลร่างหลัก ปชน. ให้รอดูวาระ 3

Scroll to top