กรมการท่องเที่ยว

กรมการท่องเที่ยวโชว์ผลงานกวาดล้าง ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน-สแกมเมอร์

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่รักการท่องเที่ยวทุกคนคงอยากเดินทางแบบสบายใจไร้กังวลใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีจากกรมการท่องเที่ยวที่ลุยงานหนักในช่วงครึ่งปีแรกกับการปฏิบัติการกรมการท่องเที่ยวโชว์ผลงานกวาดล้าง ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน-สแกมเมอร์ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยครับ

กรมการท่องเที่ยวโชว์ผลงานกวาดล้าง ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน-สแกมเมอร์ อย่างจริงจัง

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้ออกมาเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ทางกรมฯ ได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่ตรวจเข้มบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทั่วประเทศรวมกว่า 3,187 ราย ซึ่งผลงานการกรมการท่องเที่ยวโชว์ผลงานกวาดล้าง ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน-สแกมเมอร์ ครั้งนี้ ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติครับ

สรุปผลการตรวจสอบและการกระทำผิดที่พบ

จากการตรวจสอบอย่างเข้มข้น พบผู้กระทำผิดในส่วนของบริษัทนำเที่ยวถึง 68 ราย และมัคคุเทศก์อีก 129 ราย โดยปัญหาหลักที่พบได้แก่:

  • การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือทัวร์เถื่อน
  • การทำธุรกิจไม่ตรงตามคุณสมบัติเรื่องสัดส่วนทุนและกรรมการสัญชาติไทย
  • มัคคุเทศก์ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาต หรือไกด์เถื่อน
  • การไม่ติดบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ขณะปฏิบัติหน้าที่

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การไล่จับ แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้นักท่องเที่ยวไม่ถูกเอาเปรียบจากกลุ่มมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นครับ

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว

สำหรับพี่น้องผู้ประกอบการทัวร์และมัคคุเทศก์ ทางกรมการท่องเที่ยวขอความร่วมมือให้ตรวจสอบใบอนุญาตให้ดีนะครับ อย่าปล่อยให้ขาดอายุ เพราะการดำเนินการต่ออายุล่วงหน้าทำได้ง่ายและสะดวกมาก เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนนักท่องเที่ยวเองหากพบเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage ของกรมการท่องเที่ยว หรืออีเมล [email protected] เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมท่องเที่ยวของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากครับ เพราะความเชื่อมั่นคือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว หากเราช่วยกันคัดกรองคนไม่ดีออกไปได้ การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยก็จะมีแต่ความประทับใจและความปลอดภัยอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – กรมการท่องเที่ยวโชว์ผลงานครึ่งปีแรกกวาดล้าง “ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน-สแกมเมอร์”

ซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ทุ่ม 130 ล้าน ถ่ายทำ 11 จังหวัด

เชื่อว่าคอซีรีส์หลายคนคงต้องใจฟูแน่นอน เมื่อได้ยินข่าวว่าโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง ซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ได้ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก โดยทุ่มงบประมาณกว่า 130 ล้านบาท กระจายตัวไปปักหมุดใน 11 จังหวัดทั่วไทย ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าไม่ได้แค่ความสนุก แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคักสุดๆ

ซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ปักหมุดถ่ายทำ 11 จังหวัดในไทย

การเข้ามาของ ซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ประเทศไทยของเรามีศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งในเรื่องสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลายสวยงาม บุคลากรที่มีทักษะฝีมือ และมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) ที่น่าดึงดูดใจ โดยทางกองถ่ายได้เลือกโลเคชันตั้งแต่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ไปจนถึงจังหวัดที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอย่างกาญจนบุรีและนครนายก

ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากโปรเจกต์นี้ไม่ได้มีแค่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึง:

  • การกระตุ้นการท่องเที่ยวใน 11 จังหวัดที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ
  • การจ้างงานบุคลากรในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่มีมาตรฐานระดับสากล
  • การใช้สินค้าและบริการในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย

เบื้องหลังความสำเร็จและเป้าหมายรายได้หมื่นล้าน

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญว่า มาตรการ Cash Rebate สูงสุด 28% คือหัวใจหลักที่ทำให้กองถ่ายระดับโลกเลือกไทย และซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ก็ใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้อย่างคุ้มค่า ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยทะลุ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ดูไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สถิติในปี 2568 ที่พุ่งสูงถึง 7,717 ล้านบาท จาก 546 เรื่อง เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จที่มาถูกทางแล้ว

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับของซีรีส์เรื่องนี้หรือไม่ แต่การที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากแพลตฟอร์มระดับโลกให้เข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะเช่นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางคอนเทนต์โลกอย่างยั่งยืน เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าอนาคตจะมีโปรเจกต์ระดับบิ๊กโปรเจกต์ไหนจะตบเท้าเข้ามาเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำอีกบ้าง เพราะนี่คือผลดีกับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ!

ที่มา – ซีรีส์ทนายปีศาจ Netflix ทุ่ม 130 ล้านปักหมุด 11 จังหวัดถ่ายทำ ดันรายได้ไทยทะลุหมื่นล้าน

สส.ณัฐพล จี้ถาม แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปพลิเคชัน (แอปฯ) ด้านการท่องเที่ยวที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แอปฯ เก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ ใหม่อีก

สส.ณัฐพล จี้ถาม: แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเน้นไปที่กรมการท่องเที่ยวที่ขออนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่อีก 2 แอปฯ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่แอปฯ เก่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

รายละเอียดแอปฯ ที่เป็นประเด็น

แอปฯ แรกที่ของบประมาณในปีนี้คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมายังประเทศไทย (Muslim Friendly) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนแอปฯ ที่สองเป็นแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ด้วยงบประมาณกว่า 32 ล้านบาท

สส.ณัฐพล กล่าวว่า แม้การใช้แอปฯ เพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความซ้ำซ้อน โดยย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2567 กรมการท่องเที่ยวเคยของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ Tourism Wallet และแอปฯ Intelligence Travel Guide มาแล้ว ซึ่งจากการชี้แจงของกรมการท่องเที่ยวต่อคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่าแอปฯ ตัวแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแอปฯ ตัวที่สองในโครงการระยะที่ 1 ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีการของบประมาณสำหรับระยะที่ 2 อีกกว่า 50 ล้านบาท

“ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวยังทำแอปฯ เดิมไม่เสร็จ วันนี้กลับมาของบทำแอปฯ ใหม่อีกสองอัน ถ้าเราผ่านงบวันนี้ไป เท่ากับกรมการท่องเที่ยวกำลังทำแอปฯ อยู่ในมือ 4 แอปฯ ราคา 135 ล้านบาท ซึ่งจะเสร็จหรือเปล่า จะได้ใช้เมื่อไร แม้แต่ตัวหน่วยงานเองยังตอบไม่ได้” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลได้สรุปเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ต้องตัดงบประมาณส่วนนี้ ได้แก่:

  • ทุกแอปฯ ที่ระบุในคำของบประมาณ มีตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่การสร้างแอปฯ ขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ได้มีการวัดผลถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งหากคิดเพียงแค่นี้ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่หน่วยงานราชการต่างๆ มีแอปพลิเคชันรวมกันกว่า 400 แอปฯ โดยที่หลายแอปฯ ไม่มีการใช้งาน
  • จากการวัดผลคะแนนรีวิว พบว่าแอปฯ ด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยหน่วยงานราชการนั้น มีคุณภาพสู้แอปฯ ของภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งของไทยและต่างชาติ
  • มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ต่างก็พัฒนาแอปฯ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกัน
  • เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการเดิมยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นายณัฐพลจึงยืนยันที่จะขอปรับลดงบประมาณสำหรับแอปฯ ใหม่ทั้ง 2 แอปฯ

การที่ สส.ณัฐพล ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปฯ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด การพัฒนาแอปฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แอปฯ เหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เราต้องจับตาดูว่ากรมการท่องเที่ยวจะสามารถตอบคำถามของ สส.ณัฐพล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “สส.ณัฐพล” จี้กรมการท่องเที่ยวตอบ แอปฯ เก่าไม่เสร็จ ของบฯ ทำแอปฯ ใหม่จะเสร็จเมื่อไหร่

Scroll to top