กรรมการบริหารพรรค

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” คุมเลือกตั้งหัวหน้าพรรค!

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค เพื่อควบคุมดูแลกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานจัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและคณะ กก.บห.พรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ พรรคจะแจ้งรายละเอียดและระเบียบวาระการประชุมให้สมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ตามข้อบังคับพรรค

องค์ประชุมประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค, อดีต สส., อดีตรัฐมนตรี, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ส่งสมัครในนามพรรค, หัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด โดยจำนวนองค์ประชุมทั้งหมดต้องไม่น้อยกว่า 250 คน

ประเด็นสำคัญคือ สมาชิก กก.บห. ชุดรักษาการที่เป็น สส. จะต้องแสดงความจำนงว่าจะใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น และต้องใช้สิทธินั้นตลอดการประชุม

ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค

สำหรับการเสนอชื่อผู้เข้ารับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ การเลือกตั้งคณะ กก.บห.พรรค จะดำเนินการตามลำดับ ได้แก่ หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนพรรค, โฆษกพรรค และ กก.บห.พรรค โดยต้องมีสมาชิกในที่ประชุมใหญ่วิสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน

การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นไปตามข้อ 84 ซึ่งกำหนดเกณฑ์คำนวณคะแนนเสียงจากองค์ประชุมในสัดส่วนต่างๆ ดังนี้

  • กก.บห.พรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20
  • สส. ของพรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40
  • คะแนนเสียงเลือกตั้งขององค์ประชุมอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40

ที่ประชุม กก.บห.พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ วินิจฉัย และประกาศผลการเลือกตั้ง (กกต.พรรค) โดยมีนายวิรัช ร่มเย็น รักษาการ กก.บห.พรรค เป็นประธาน

กกต.พรรคชุดนี้มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับพรรค ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นธรรม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือการเลือกผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง และพร้อมนำพาพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อไป

นายธนิตพลกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่พรรค ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” มาควบคุมการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านผู้นำของพรรคเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยภายในพรรคอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของพรรคประชาธิปัตย์

การตัดสินใจของ ปชป. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความเป็นสถาบันทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ผอ.พรรคประชาธิปัตย์-กรรมการบริหาร-โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยัน “เฉลิมชัย” ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์” ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน พร้อมจัดทัพลุยเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 13 กันยายน 2568 นางสาวเจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรค แถลงข่าวกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นางสาวเจนจิรา กล่าวว่านายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส.และรองหัวหน้าพรรคดำเนินการปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทนตามข้อบังคับพรรค โดยให้เหตุผลในการลาออกว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยพรรคจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปว่าจะต้องมีการจัดประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน

นางสาวเจนจิรา ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งภายในระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปรับประทานข้าวด้วยกัน ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าเป็นปกติอยู่ ไม่น่าจะใช่สาเหตุในการลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่มีการนัด เพราะเป็นเหตุกะทันหัน ไม่มีใครทราบว่านายเฉลิมชัยได้ไปยื่นใบลาออกแล้ว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายเฉลิมชัย ไม่ได้พูดคุยกับใครใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นจังหวะที่มีการตั้งรัฐบาล เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศหลังจากที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเบา ๆ ลง เนื่องจากเรื่องจบหมดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกัน ตนเองและพรรคก็มาดูเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน เราจึงมีการเตรียมการเลือกตั้งจนกระทั่งเมื่อวานนี้ทราบข่าวจากเอกสาร จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันกับนายเฉลิมชัย

ส่วนกรณีที่หัวเรือใหญ่ออกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภายในพรรคหรือไม่ และจะเตรียมการเลือกตั้งทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นายธนิตพล ยืนยันว่า ทัน เราเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันมาหลายคนแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พรรคเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร การลาออกของนายเฉลิมชัยเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ก็นิดหนึ่ง หมดกำลังใจหรือไม่ ไม่มี เพราะถือว่าทุกคนยึดพรรคเป็นหลัก คนที่จะมาบริหารงานต่อก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าเป็นการลาออกเพื่อล้างไพ่หรือไม่ นางสาวเจนจิรา กล่าวว่าจากการที่ได้ถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังตามตรงว่าท่านมีปัญหาด้านสุขภาพจริง ๆ เกรงว่าพอใกล้เลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มความสามารถ จึงตัดสินใจลาออกก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตามกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่าหักล้างไพ่เลือดเก่าอาจจะกลับมาและเรียกศรัทธาได้นั้น ไม่ว่าเลือดเก่าเลือดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเป็นเรื่องดีที่คนเก่า ๆ เข้ามาช่วยฟื้นฟูนำทัพ หรือดำเนินการก้าวหน้าไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีคนที่ลาออกไปแล้วจะมาชิงหัวหน้าพรรค สามารถเข้ามาได้เลยหรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่า หากจะกลับเข้ามาต้องทำตามกระบวนการ ต้องสมัครสมาชิกพรรค เมื่อเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์ทุกอย่าง ส่วนจะติดเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก 5 ปี ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ ตอนนี้เหลือ 2 ปีแล้ว ตามข้อบังคับพรรค กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ผู้สมัครกรรมการบริหารพรรคต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2. ต้องเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเงื่อนไขนี้ สามารถลงมติยกเว้นได้เหมือนกับกรณีของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และนางสาววทันยา บุนนาค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีการกำหนดวันเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ในเร็ววันนี้

ขณะนี้มีคนมองไปถึงชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ เพราะเรารอให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งจะต้องมีการจัดใน 60 วัน หลังจากนั้นหากมีใครเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องของที่ประชุมตอบแทนไม่ได้

นายธนิตพล ยอมรับว่ากังวล สส.ไหลออกใกล้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นทุกสมัย ทุกพรรคมี สส.ไหลออกช่วงใกล้เลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยึดอุดมการณ์จะไม่มีวันตาย และขอให้นายชวน หลีกภัย กลับมานั้น นายเทพไทไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว การวิเคราะห์ของนายเทพไทเป็นการวิเคราะห์ของคนนอก

“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้กำลังใจสมาชิกทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาในอนาคต จะร่วมกันยึดในอุดมการณ์เดิม และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยไม่ต้องกังวล”

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างกะทันหัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา ผู้นำพรรคหลายคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการลาออกเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ และปฏิเสธความขัดแย้งภายในพรรค แต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับคืนสู่พรรคอีกครั้ง เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางพรรค ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การลาออกของนายเฉลิมชัยและการที่ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกำลังใจของสมาชิกพรรค หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายใน 60 วัน

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจจะนำมาซึ่งความหวังใหม่ๆ ให้กับพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีภายในพรรค หรือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ยัน “เฉลิมชัย” ลาออกปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์”

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

จากกรณีที่มีคำถามเกี่ยวกับสถานะของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่าขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะหลุดจากตำแหน่ง “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ยังต้องรอการพิจารณาและชี้ขาดจากศาลฎีกาฯ และคณะกรรมการบริหารพรรค

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมานั้น ยังไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคโดยอัตโนมัติ เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นกรรมการบริหารพรรค และต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อน การพ้นจากตำแหน่งนั้นมีอยู่สองกรณีหลักๆ คือ คณะกรรมการจริยธรรมพรรคมีมติให้ขับออกจากตำแหน่ง หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้พ้นจากสมาชิกพรรค

อย่างไรก็ตาม นายแสวงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างจากคำพิพากษาของศาลฎีกา ดังนั้น ในปัจจุบันจึงยังไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่เพียงพอที่จะทำให้ นางสาวแพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่ง“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย? ยังไม่เข้าเกณฑ์

นอกจากนี้ เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงประเด็นการพ้นจากกรรมการบริหารพรรคว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องพิจารณาและมีมติว่าจะให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ซึ่ง กกต. จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้ สำหรับเรื่องสมาชิกพรรคนั้นก็เป็นไปตามผลของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมา

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของนายทะเบียนพรรคการเมืองในการตรวจสอบข้อบังคับของพรรค นายแสวงกล่าวว่า กกต. จะดูเพียงข้อบังคับพรรค แต่กิจกรรมของพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พรรคต้องดำเนินการเอง โดย กกต. จะตรวจสอบเพียงว่าพรรคได้ดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคหรือไม่

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานะ “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การที่“แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่

  • มติของคณะกรรมการจริยธรรมพรรค
  • คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • มติของคณะกรรมการบริหารพรรค

ตราบใดที่ยังไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเกิดขึ้น สถานะของ นางสาวแพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็จะยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีพัฒนาการใดๆ เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ นางสาวแพทองธาร จะยังไม่เข้าข่ายที่จะหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปในแวดวงการเมืองไทยอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – “แพทองธาร” หลุดหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ต้องให้ ศาลฎีกาฯ ชี้ขาด แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าเกณฑ์

Scroll to top