กรวีร์ ปริศนานันทกุล

“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธนั่งรองประธานสภา พรรคเลือกเหมาะสม

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ กระแสข่าว“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสมกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสภาชุดใหม่ที่กำลังจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เร็วๆ นี้ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นชื่อเด่นที่หลายคนจับตาในตำแหน่งรองประธานสภาฯ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการคุมเกมและช่วยเหลือด้านนิติบัญญัติ

“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

จากที่นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ยังไม่มี讨论正式ในพรรคเรื่องนี้ แต่ย้ำว่าพรรคจะเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์ของเขาที่อยากเห็นสภาไทยก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยแนวคิด “สภาสมาร์ท” ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาระบบงานนิติบัญญัติ ให้โปร่งใส ทันสมัย และเชื่อมโยงประชาชนกับสภาได้ดีขึ้น

กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

บทบาทสำคัญของ ส.ส. กรวีร์ ในการสะท้อนเสียงประชาชน

ตลอดการทำงานในสภา นายกรวีร์ได้ทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่อย่างราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เขายังผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ช่วยปลดภาระผู้ค้ำประกัน ลดเบี้ยปรับ และดอกเบี้ย ทำให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น

  • สะท้อนปัญหาท้องถิ่นสู่สภา เช่น ราคาข้าวตกต่ำและภัยน้ำท่วม
  • ผลักดันกฎหมายปากท้องประชาชน เช่น พ.ร.บ.กยศ. ใหม่
  • ตรวจสอบฝ่ายบริหารให้ทำงานตอบโจทย์ประชาชนจริง

วิสัยทัศน์ “สภาสมาร์ท” ใช้ AI เชื่อมประชาชนกับนิติบัญญัติ

ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทแตกต่างจากอดีต โดยนายกรวีร์ชูแนวคิดนำ AI มาช่วยอธิบายผลงานสภาให้ประชาชนเข้าใจง่าย เปิดช่องทางติดตามการพิจารณากฎหมายและอภิปรายแบบเรียลไทม์ รวมถึงปรับปรุงการรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ให้เข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังผลักดันนโยบายสำคัญอย่างราคาสินค้าเกษตร ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

การนำเทคโนโลยีมาช่วยจะทำให้สภาไทยโปร่งใสมากขึ้น ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตตัวเองชัดเจน และสามารถมีส่วนร่วมได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยดิจิทัล

นายกรวีร์ย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเลือกซ้ำหลายสมัย โดยต้องเป็นตัวแทนที่แท้จริง ผลักดันกฎหมายที่ลดภาระและยกระดับชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากพรรคไว้วางใจ เขาพร้อมทุ่มเทประสบการณ์ทั้งหมด

ความสำคัญของตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในยุคใหม่

ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ 2 กำลังแข่งขันระหว่างโควตาพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย หลังประธานสภาใกล้ชัดเจนว่านายโสภณ ซารัมย์ จะดำรงตำแหน่ง หาก “กรวีร์” ได้รับเลือก จะช่วยเสริมศักยภาพสภาในการเชื่อมโยงประชาชน รัฐบาล และตรวจสอบนโยบายให้เกิดผลจริง

ในมุมมองของเรา การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์เทคโนโลยีอย่างกรวีร์ จะช่วยยกระดับคุณภาพการเมืองไทยให้ทันโลกสมัยใหม่ ลดช่องว่างระหว่างสภากับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและวิเคราะห์ลึกซึ้งได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส.

วันพรุ่งนี้ (26 ก.พ. 2569) ถือเป็นวันสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย เมื่อ โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด

โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส.

หลังจากที่ กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 396 เขต เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ทำให้ว่าที่ สส. หลายคนเริ่มเตรียมตัวเข้ารายงานตัวเพื่อรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะ 3 แกนนำจากพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับฉายาว่า “โต้ง-ลูกแบด-แชมป์” ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แฟนการเมืองตั้งให้จากบุคลิกและผลงานของแต่ละคน

การเข้ารายงานตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีรูปแบบ แต่เป็นก้าวแรกสู่การปฏิบัติหน้าที่ สส. ในสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายต่างๆ ของประเทศ พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง คาดว่าจะมี สส. เขตรวมหลายสิบคน และกำลังรอรับรอง สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเติมในวันที่ 6 มี.ค. 2569

เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่ กกต.-รัฐสภา

สถานที่รายงานตัวหลักอยู่ที่สำนักงาน กกต. สำหรับการรับรองผลเลือกตั้ง และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่อาคารรัฐสภาแห่งชาติ เพื่อลงทะเบียนและรับเอกสารต่างๆ หลังจากนั้น ว่าที่ สส. จะต้องรอพิธีสาบานตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว

  • นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือ “โต้ง” ว่าที่ สส.ศรีสะเกษ เขต 1 ชื่อนี้เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่อีสานใต้ เขาได้รับคะแนนนำขาดลอยจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล หรือ “ลูกแบด” ว่าที่ สส.อ่างทอง เขต 1 ลูกชายของนักการเมืองอาวุโส เคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันแบดมินตันระดับเยาวชน ก่อนผันตัวสู่การเมืองเต็มตัว
  • นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล หรือ “แชมป์” ว่าที่ สส.อ่างทอง เขต 2 พี่น้องกับลูกแบด มีชื่อเสียงจากความสามารถด้านกีฬาและการบริหารจัดการ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากชาวอ่างทอง

ทั้งสามคนนี้เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเสียงสูงในเขตของตน และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายและตั้งคำถามในสภา โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สาธารณสุข และการเกษตรที่เป็นนโยบายหลักของพรรค

นอกจากนี้ สส. ที่เหลือของพรรคภูมิใจไทยกว่า 30 คน คาดว่าจะเข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 6 มี.ค. 2569 เพื่อรอการรับรอง สส.บัญชีรายชื่อจาก กกต. ซึ่งจะทำให้พรรคมี สส. เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้พรรคมีน้ำหนักในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

กระบวนการรับรอง สส. นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา โดย กกต. ต้องตรวจสอบผลคะแนนและอุทธรณ์ต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนประกาศรับรอง การที่ สส. เขตรายงานตัวก่อน เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าสู่สภาชุดใหม่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถติดตามการถ่ายทอดสดหรือข่าวอัปเดตได้ทางช่องข่าวต่างๆ หรือเว็บไซต์ข่าวการเมืองชั้นนำ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ในมุมมองของผู้เขียน การเข้ารายงานตัวของ โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างศรีสะเกษและอ่างทอง คาดว่าพรรคจะมีบทบาทเด่นในการตรวจสอบและเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังโควิด

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบข่าวการเมือง อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจาก สส. ชุดใหม่เหล่านี้!

ที่มา – “โต้ง-ลูกแบด-แชมป์” เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่ กกต.-รัฐสภา 9 โมงเช้า พรุ่งนี้

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ประธานกมธ. หวังเชือดทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติ

กมธ.ปกครอง สภาฯ ขยายปม “ส่วยสัญชาติ” จี้ อธิบดีกรมการปกครองเอาจริง หลังมีหลักฐานชัด เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินชาวบ้าน หวัง นายกรัฐมนตรีเชือดเป็นคดีตัวอย่าง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ. วันนี้ ว่า มีวาระพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้สัญชาติไทย โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมการปกครอง, ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยประเด็น 1. จริงหรือไม่ กรณีที่มีการร้องเรียนว่าบุคคลบางกลุ่มใช้ช่องทางนโยบายของรัฐบาลไปหาประโยชน์โดยการไปเรียกรับเงิน หรือหาผลประโยชน์ใดๆ จากพี่น้องประชาชนที่ควรจะได้รับสิทธิสัญชาติไทย 2. วิธีการและขั้นตอนในการอำนวยความสะดวกเนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาช่วงปลายปี 2567 และโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี จะไปสิ้นสุดโครงการช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 เท่ากับยังมีเวลาเหลือมากพอสมควรที่มอบสัญชาติให้ แล้วติดขัดปัญหาจุดไหน เท่าที่ทราบคือ ต้องมีการจัดคิว จึงคาดว่าจะมีปัญหาในเรื่องของกำลังคน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวง จึงควรมีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ประเด็นการเรียกเงินแลกสัญชาติ กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และ กมธ. ปกครอง สภาฯ ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมุ่งหวังที่จะให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตในคดีตัวอย่าง

ประธานกมธ.ปกครอง สภาฯ หวังนายกรัฐมนตรีเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง

บี้ “อ.ปค.” เอาจริง มีหลักฐานชัด 

นายกรวีร์กล่าวต่อว่า หลังจากที่ กมธ. เปิดรับเรื่องร้องทุกข์ มีประชาชนให้เบาะแสส่งเอกสารหลักฐานที่มีการสนทนากับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ไปเรียกรับเงินกับประชาชนที่เข้ามาติดต่อขอสัญชาติ มีหลักฐานการโอนเงิน, มีการเรียกรับเงินเป็นจำนวน 3 หมื่นบาท เป็นค่าดำเนินการ แต่ต้องโอนค่ามัดจำไปก่อน 1 หมื่นบาท แต่คนแจ้งเขามีแค่ 8 พันบาท กำลังจะไปหาอีก 2 พันบาท ทั้งนี้ ต้องไปดูว่าโยงถึงผู้มีอำนาจ ทั้ง ผู้ใหญ่บ้าน, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ ซึ่งคนในพื้นที่เขากังวลเรื่องความปลอดภัย อาจไม่กล้าออกมาเป็นพยานให้ ดังนั้น อธิบดีและรองอธิบดีกรมการปกครอง, นายอำเภอและผู้ว่าฯ ต้องจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งเอกสารที่ กมธ.ได้รับมาทั้งหมด จะส่งต่อให้กรมการปกครองไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ใครที่ทำผิดต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด และต้องถูกปราบปราม เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจของรัฐในทางที่ไม่ชอบ ไปหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน

การเปิดโปงขบวนการเรียกเงินแลกสัญชาติครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตในวงราชการ ซึ่งประชาชนต่างคาดหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หวัง “นายกฯ” เชือดเป็นตัวอย่าง คดีเรียกเงินแลกสัญชาติ

เมื่อถามว่า เรื่องที่รับแจ้งมามีทั้งหมดกี่เคส นายกรวีร์กล่าวว่า มี 4-5 กรณี และทราบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการปกครองส่งทีมลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน กมธ. เราจะซักต่อว่า เกิดในพื้นที่ใดบ้าง มีนายอำเภอและผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือปลัดอำเภอที่ดูแลเรื่องทะเบียนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หากพบว่าใครเกี่ยวข้อง ตนถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลชุดใหม่ ที่นายกรัฐมนตรี เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วย ตนอยากเห็นความจริงจังเข้มงวด เอาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด เมื่อถามย้ำว่า มีเจ้าหน้าที่ยศใหญ่กว่าปลัดอำเภอเกี่ยวหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ที่ระดับอำเภอ เพราะเรื่องนี้สามารถทำเสร็จที่อำเภอได้ กรมการปกครองต้องสอบสวนข้อเท็จจริงให้ได้ว่า เรื่องนี้จบที่แค่อำเภอ หรือสูงกว่าระดับอำเภอ กระทรวงมหาดไทยต้องทำให้เห็นว่า เราจริงจังกับเรื่องนี้

การที่ประธาน กมธ. ปกครอง สภาฯ ออกมาแสดงความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการอย่างจริงจัง

การที่ผู้มีอำนาจลงมาจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาการทุจริต และพร้อมที่จะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความเด็ดขาดของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาการทุจริต และจะเป็นคดีตัวอย่างที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ประธานกมธ.ปกครอง สภาฯ หวังนายกรัฐมนตรีเชือดเจ้าหน้าที่ทุจริตเรียกเงินแลกสัญชาติเป็นคดีตัวอย่าง

กรวีร์ชี้ ถนนทรุดต้องรอนายกฯ อนุทิน ตรวจสอบ

จากกรณีถนนทรุดที่เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์ถนนทรุดดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น และต้องรอให้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ลงพื้นที่สำรวจก่อนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีถนนสามเสนทรุด บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมและกรุงเทพมหานคร ต้องเข้ามาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในมุมของประชาชนนั้นเกิดความไม่สบายใจอย่างมาก หลังจากที่เคยเห็นเหตุการณ์ถนนพระราม 2 ทรุดมาก่อนแล้ว และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีกในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะเดียวกัน สาเหตุของถนนทรุดในครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ในมุมมองของประชาชนทั่วไป เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะต้องมีมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง และควรมีมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวดอยู่แล้ว

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน และยังสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง” นายกรวีร์กล่าว

ส่วนประเด็นที่ว่า จะต้องมีการทบทวนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ หรือไม่ เนื่องจากระบบชั้นดินของกรุงเทพฯ เริ่มมีปัญหา นายกรวีร์ กล่าวว่า หากเป็นถนนของกระทรวงคมนาคม พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร หรือของกระทรวงมหาดไทย จะต้องมีการสำรวจกรณีอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย หากเป็นปัญหาโครงสร้างดิน จะต้องพิจารณาว่าในอนาคต การก่อสร้างโครงการลักษณะนี้ จะมีการกำหนดมาตรฐานต่างๆ เพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอย่างสูงสุด ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะได้รับทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

กรวีร์ชี้ ถนนทรุดต้องรอนายกฯ อนุทิน ตรวจสอบ

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาถนนทรุด

นายกรวีร์ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาถนนทรุด ว่า ผู้รับเหมาจะต้องหาวิธีการและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบและดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและแข็งแรง

ความสำคัญของการตรวจสอบพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง

“การตรวจสอบสภาพชั้นดินและโครงสร้างพื้นฐานก่อนการก่อสร้างใดๆ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายกรวีร์กล่าวเสริม

ปัญหาถนนทรุดที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

  • ตรวจสอบสภาพชั้นดินอย่างละเอียดก่อนการก่อสร้าง
  • กำหนดมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวด
  • ดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
  • มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่ากรุงเทพมหานครและประเทศไทยของเรา จะเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวและการป้องกันอนาคตถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการส่งเสริมความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน จะช่วยลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาถนนทรุดได้

ที่มา – “กรวีร์” ชี้ เรื่องถนนทรุด ต้องรอนายกฯ “อนุทิน” ลงพื้นที่สำรวจก่อน

Scroll to top