กระทรวงการคลัง

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส โหลดเป๋าตังด่วน

สวัสดีครับชาวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกท่าน! มีข่าวดีสุดๆ มาอัปเดตกันเลยนะครับ สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส ที่กำลังจะมาแบบจัดเต็ม ล่าสุดรัฐบาลประกาศเพิ่มสิทธิ์ให้ผู้ถือบัตรคนจนสามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้แล้ว คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนพฤษภาคมนี้เลย รัฐช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้กลุ่มเปราะบางแบบตรงจุดสุดๆ วันนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดแบบละเอียดยิบ รวมถึงวิธีโหลดแอป “เป๋าตัง” และยืนยันตัวตนให้พร้อมรอรับสิทธิ์กันครับ

จากข้อมูลล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง บอกว่าหลังประชุมครม. วันที่ 11 เม.ย. จะเน้นเยียวยากลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร ชาวประมงก่อน ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส จะแยกเป็นมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว จะเติมเงินบัตรสวัสดิการและเปิดให้ใช้ซื้อของจากร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่ง ชื่อโครงการใหม่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปลัดคลัง นายลวรณ แสงสนิท ยืนยันว่าอยู่ระหว่างออกแบบงบประมาณ คาดเปิดใช้พ.ค. 2565 นี้แน่นอน

เงื่อนไขผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส

ใครจะได้สิทธิ์บ้าง? มาดูเงื่อนไขง่ายๆ กันครับ เพื่อให้คุณเช็คตัวเองได้ทันที

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งทุกราคา (ระลอก 1-5)

ถ้าคุณตรงตามนี้ แสดงว่ามีสิทธิ์แน่นอน! โครงการนี้จะช่วยให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งได้ โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนหนึ่ง ลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจผันผวนแบบนี้ได้ดีมากครับ

วิธีลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

ขั้นตอนหลักๆ คือต้องโหลดแอปเป๋าตังก่อนเลยนะครับ เพราะเป็นช่องทางเดียวในการลงทะเบียนและรับสิทธิ์ มาดูวิธีกันแบบ step by step

  1. ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง” จาก App Store หรือ Google Play Store
  2. เปิดแอปแล้วให้ความยินยอมจัดการข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน
  3. เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปทั้งหน้าและหลัง
  4. กรอกเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรเพื่อรับ OTP
  5. ใส่ OTP 6 หลักที่ส่งมา
  6. กรอกข้อมูลบัตรประชาชนให้ครบถ้วน
  7. เลือกวิธียืนยันตัวตน (มี 2 แบบหลัก)

ยืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส

ถ้ามีบัญชี Krungthai NEXT อยู่แล้ว ง่ายมาก

  • เข้าสู่ระบบ Krungthai NEXT ด้วย PIN
  • กดดำเนินการในแอปเป๋าตัง
  • กรอก OTP ที่ส่งไปเบอร์ผูกบัญชี
  • ตั้งรหัส PIN ใหม่และยืนยัน (ต้องใช้บัตรประชาชนเดียวกัน)

ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า

แบบนี้สะดวกสุดสำหรับคนไม่มีบัญชีธนาคาร

  • เตรียมใบหน้าให้พร้อมสแกน
  • สแกนใบหน้า (ข้ามได้ถ้ากล้องเสีย)
  • ตั้งและยืนยัน PIN
  • เปิดใช้งานสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ
  • ยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน
  • รอระบบตรวจสอบ จะเห็นข้อความ “กำลังตรวจสอบข้อมูล”
  • สำเร็จแล้วจะมี wallet card ให้สมัครใช้

หลังยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว รอประกาศวันลงทะเบียนรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส จากรัฐบาล (คาดเวลา 06.00-22.00 น.) ผลจะแจ้งในแอปเป๋าตังทันที อย่าลืมเช็คแจ้งเตือนนะครับ

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ร้านค้าปลีกจะได้ยอดขายเพิ่ม ผู้บริโภคอย่างเราก็ประหยัดเงินได้ ถ้าคุณเป็นเกษตรกรหรือกลุ่มขนส่ง ก็เตรียมตัวรับเยียวยาเพิ่มเติมได้เลย อย่ารอช้า ดาวน์โหลดแอปไว้ก่อนดีที่สุด!

ประโยชน์และเคล็ดลับรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส

สิทธิ์นี้ไม่ใช่แค่ลดราคาสินค้า แต่รัฐจะ match จ่าย 50% เหมือนคนละครึ่งเดิม สูงสุด 200 บาท/วัน สามารถซื้อของกินของใช้จำเป็นได้ ช่วยครอบครัวคนจนได้เยอะมาก โดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันแพงแบบนี้ เคล็ดลับคือ ยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ เตรียมเบอร์มือถือที่ใช้งานได้จริง และอัปเดตแอปตลอด ถ้ามีปัญหา ติดต่อ call center เป๋าตัง 02-289-4300 ครับ

สรุปแล้ว บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส เป็นโอกาสทองสำหรับพี่น้องประชาชน รีบเตรียมตัว ดาวน์โหลด “เป๋าตัง” ยืนยันตัวตนรอรับสิทธิ์เลยครับ จะได้ช้อปปิ้งอย่างสบายใจ ลดภาระค่าใช้จ่ายในบ้านได้จริง มุมมองผมคือ รัฐบาลคิดถูกแล้วที่ช่วยกลุ่มฐานรากก่อน สุดยอดเลย!

เรียปร้องขอลงมือทำเลยวันนี้! โหลดแอปเป๋าตัง ยืนยันตัวตน แล้วแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร่วมกันรับสิทธิ์คนละครึ่งพลัสไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มสิทธิคนละครึ่งพลัส แนะโหลด “เป๋าตัง” ยืนยันตัวตนรอ

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้

วันนี้ (8 เมษายน 2569) มีข่าวการเมืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เมื่อ “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากทั้งในและต่างประเทศ โครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นนโยบายยอดฮิตที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีในอดีต และตอนนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มวันทำงานรอบสองด้วยการไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยายที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.59 น. เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะสถานการณ์โลกกำลังเผชิญสงครามและวิกฤตต่างๆ ต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ภราดร รับกำกับดูแลสำนักงบประมาณและ ป.ป.ท.

ตามคำสั่งนายกฯ วันที่ 7 เมษายน นายภราดรได้รับมอบหมายกำกับดูแล สำนักงบประมาณ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่เคยดูแลมาก่อน จึงพร้อมสานต่อทันที

สำหรับการประชุมครม.ครั้งแรก 11 เมษายน จะเสนอปฏิทินจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เพื่อกำหนดทิศทางชัดเจน ไม่ให้ล่าช้า เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 นายกฯ กำชับให้งบฯ เข้ากับสถานการณ์ ชะลอโครงการไม่จำเป็น นำเงินมาช่วยประชาชนก่อน

  • เริ่มนับหนึ่งปฏิทินงบ 11 เมษายน
  • หน่วยงานเสนอคำขอใช้เงิน เดดไลน์พฤษภาคม
  • คัดกรองและอนุมัติ ล่าช้าสูงสุด 15-20 วัน
  • เสร็จทัน 1 ตุลาคม เพื่อใช้จริง

อัปเดต “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” เรื่องงบคนละครึ่ง พลัส

นายภราดรยืนยันว่าจะหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง วันนี้ เพื่อหาแหล่งงบสำหรับ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ช่วยประชาชน โดยใช้ พ.ร.บ.โอนงบฯ คาดเริ่มมิถุนายน

งบกลางเพียงพอหรือไม่? นายภราดรชี้ว่าน่าจะพอ เพราะนายกฯ สั่งชะลอโครงการไม่เร่งด่วน นำงบมาช่วยประชาชนก่อน รายละเอียดจำนวนสิทธิ์ (อาจ 20 ล้านคนเหมือนเดิม?) วงเงิน และโครงสร้าง อยู่ระหว่างออกแบบโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน ยืนยันเฟสแรกเร็วที่สุด

โครงการคนละครึ่ง พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคในร้านค้าชุมชน เหมือนเฟสก่อนที่ประสบความสำเร็จ ลดการตกงาน และหมุนเงินในระบบ สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายโควิด รัฐบาลต้องรับมือหนัก แต่พร้อมเต็มที่

นอกจากนี้ ยังตอบโต้ฝ่ายค้านเรื่อง “รวยไม่ไหวแล้ว” ว่าสถานการณ์ตอนนี้รุนแรงไม่แพ้โควิด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สรุปแล้ว “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โครงการนี้คาดว่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SME และผู้มีรายได้น้อย

ความเห็นส่วนตัว: นโยบายแบบนี้ตอบโจทย์มากในยุคเศรษฐกิจซบเซา หากดำเนินเร็วจริง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์ใช้คนละครึ่งเฟสเก่าในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลอัปเดต!

ที่มา – “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมโควตาเพื่อไทย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามในคำสั่งสำคัญล่าสุดที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย คำสั่งนี้คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องการมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

การแบ่งงานครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ชัดเจน โดยมอบหมายหน้าที่ให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลกระทรวงและหน่วยงานสำคัญๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือรายละเอียดการมอบหมายงานที่นายกฯ อนุทิน ลงนาม

รายชื่อรองนายกรัฐมนตรีและหน้าที่รับผิดชอบ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะช่วยเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงและ EEC
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี: ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เน้นปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหลังโควิด
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: กำกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการราคาน้ำมัน
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำคัญต่อความมั่นคงและ外交
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: กำกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (การท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการส่งออก
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์: ดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง การขอพระราชทานอภัยโทษ และแปลงสัญชาติ
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: รับผิดชอบหนักสุด กำกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ครอบคลุมกระทรวงโควตาพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายด้วย

  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี: กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การบริหารไนท์ซาฟารี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล: สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

การนายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตและการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะยศชนันที่คุมกระทรวงสังคม การศึกษา เกษตร ซึ่งเป็นหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกร นักเรียน และผู้ใช้แรงงานได้ตรงจุด

ในมุมมองผู้เขียน การแบ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้โควตาเพื่อไทยดูแลกระทรวงหลักๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง หากดำเนินการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิดและน้ำท่วม

คุณคิดอย่างไรกับการแบ่งงานครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

สถานการณ์วิกฤติพลังงานกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนกังวล โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก ล่าสุด นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย ประชาชนจากผลกระทบนี้แล้ว รัฐบาลเตรียมแผนรับมือครบถ้วน รอเพียงรัฐบาลชุดใหม่เพื่อดำเนินการทันที ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤติพลังงาน โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก การประชุมนี้มุ่งเน้นหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงขึ้นต่อเนื่อง

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดใหม่

ก่อนเริ่มประชุม นายเอกนิติได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ได้ขอหารือกับนายกรัฐมนตรีในประเด็นน้ำมันและมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

วิกฤติพลังงานจากตลาดน้ำมันโลกผันผวน

ปัจจุบัน วิกฤติพลังงานเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในยูเครน และปัญหาการผลิตน้ำมันในหลายประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในประเทศไทย ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อการขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพโดยรวม

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ นายเอกนิติย้ำว่า ตอนนี้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เมื่อมีรัฐบาลใหม่จะดำเนินการทันที หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันนี้ จะแถลงให้ทราบทันที โดยมาตรการหลักจะมุ่งลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และภาคธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน

มาตรการแก้ไขราคาสินค้าที่ลอยตัวตามน้ำมัน

สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตามราคาน้ำมัน นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะดูแลภาคการขนส่ง เพื่อป้องกันการปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกองทุนน้ำมันที่อาจต้องปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน โดยนายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วยอย่างชัดเจน คาดว่าจะมีมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดภาษีน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า หรือ补贴ตรงให้ประชาชนใน 1-2 สัปดาห์หลังรัฐบาลใหม่จัดตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

CTA: คุณคิดว่ามาตรการช่วยเหลือพลังงานครั้งนี้จะเพียงพอหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน “เอกนิติ” แจงเตรียมมาตรการช่วยแล้ว รอมีรัฐบาลใหม่ทำทันที

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง สร้างความหวังให้ตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทะยานสูง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

จากบทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับสำนักข่าว Fox Business เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกกำลังอยู่ในระดับที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะปล่อยน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรลที่กำลังขนส่งทางเรือ ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคทั่วโลกประมาณ 1.4 วัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคน้ำมันโลกอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สาเหตุที่นำไปสู่การพิจารณาผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง เนื่องจากโรงกลั่นและแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้อุปทานขาดแคลน สหรัฐฯ จึงมีแผนเพิ่มอุปทานหลายด้าน เช่น การระงับคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย การระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล และการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านแล่นผ่านแม้ในช่วงขัดแย้ง

  • เพิ่มอุปทานทันที: น้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล จะไหลเข้าตลาดยุโรปและเอเชียอย่างรวดเร็ว
  • ลดราคาพลังงาน: คาดว่าราคาจะปรับตัวลงภายใน 10-14 วัน
  • ผลกระทบต่อไทย: ราคาน้ำมันในประเทศอาจลดลง ส่งผลดีต่อการขนส่งและผู้บริโภค

การผ่อนคลายนี้จะอนุญาตให้ขายน้ำมันดิบอิหร่านที่ถูกจำกัดไว้ สู่ตลาดโลก ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันจากราคาที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

มุมมองของขุนคลังสหรัฐฯ ต่อข้อกังวลเรื่องการสนับสนุนศัตรู

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่ามาตรการนี้คือการให้เงินสนับสนุนอิหร่านซึ่งเป็นศัตรู นายเบสเซนต์ตอบอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ จะใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยมุ่งกดราคาพลังงานให้ต่ำลง เพื่อลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอิหร่านในที่สุด

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีประวัติการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในอดีต เช่น การปล่อยน้ำมัน SPR ในปีก่อนๆ เพื่อควบคุมราคา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จในการลดความผันผวนของตลาด

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสในการลดต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของความต้องการ ส่งผลดีต่อ GDP และอัตราเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันลดลง 10% คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณประชาชนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทยได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาเสถียรภาพพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของ OPEC+ และข้อมูล EIA รายสัปดาห์เพื่อประเมินแนวโน้มต่อไป

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันในไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับข่าวสำคัญ!

ที่มา – ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สังคมไทยกำลังจับตามองมาตรการจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังจากเข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลจึงเร่งประสานงานผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทย

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร ขนส่ง และพลังงานไฟฟ้า ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง กำลังเผชิญความลำบากในการจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นกว่า 5 บาทต่อลิตรในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ค่าขนส่งสาธารณะและสินค้าอุปโภคเพิ่มขึ้น 10-15%
  • เงินเฟ้อคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 2.5-3%
  • ผลกระทบต่อภาคการผลิตและเกษตรกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูง

นอกจากนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังคงสงวนท่าทีเรื่องการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน โดยแนะนำให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสะท้อนถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณแผ่นดิน

มาตรการที่คาดว่าจะเสนอในที่ประชุมครม.

จากข้อมูลที่รั่วไหลและการวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารัฐบาลอาจพิจารณามาตรการดังนี้

  • อุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกองทุนน้ำมันก๊าซ เพื่อตรึงราคาขายปลีก
  • ลดภาษีนำเข้าน้ำมันและ VAT ชั่วคราว
  • แจกคูปองส่วนลดน้ำมันให้ผู้มีรายได้น้อย
  • ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น รถ EV และก๊าซธรรมชาติ
  • ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น 20 รายการ

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีขึ้น และรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ หาก “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน สำเร็จ จะเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม เช่น ลดการใช้น้ำมันส่วนบุคคล หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ หรือลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบระยะยาว สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ

คุณคิดว่ามาตรการใดจะช่วยประชาชนได้มากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

โผ อนุทิน 2 จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง โผ อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ ในวงการเมืองไทย พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดหนักจัดเต็ม กวาดไป 14 กระทรวง รวมถึง 26 ตำแหน่งใหญ่โต นี่คือโผครม.ชุดใหม่ที่ทุกคนรอคอย วันที่ 12 มีนาคม 2569 ข่าวลือเริ่มชัดเจนแล้วล่ะ!

โผ อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ ดึงมืออาชีพคุมกระทรวงสำคัญ

ไฮไลท์ของ โผ อนุทิน 2 เลยคือการดึงตัวแม่เหล้ามืออาชีพมาคุมตำแหน่งเศรษฐกิจหลักๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีช่วยมารบกวนด้วยนะ มาดูกัน:

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (บัวแก้ว)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ

ส่วนนายอนุทินเองก็รับบทนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แถมมีรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยอีก 4 คนด้วยกัน ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทีมเวิร์คแน่นเปรี๊ยะ!

โผ อนุทิน 2 ในส่วนความมั่นคงและคมนาคม

มาดูฝั่งความมั่นคงกันบ้าง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุล” ขยับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ หรือ “บิ๊กรุทธ” ต่อยอดใน รมว.ยุติธรรม กระทรวงคมนาคมยังคงเป็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการเหมือนเดิม มีรัฐมนตรีช่วยอย่างนายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา) เพื่อโควตาภาคใต้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์

รายชื่อรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ในโผ อนุทิน 2

นอกจากนี้ยังมีตัวเด่นอีกเพียบ:

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยนก ชิดชอบ (รมว.) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (รมช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  • กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
  • กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

รวมๆ แล้วมีรายชื่อเสนอมากกว่า 35 ชื่อเลย เพื่อสำรองกรณีใครไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 18 หน่วยงาน รอประกาศอย่างเป็นทางการได้เลย!

พิเศษสุดทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ กำลังจะผงาดเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานคนที่ 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (เพื่อไทย) รองคนที่ 2 และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นวิปรัฐบาล โผนี้ครบเครื่องจริงๆ

ส่วนตัวผมมองว่า โผ อนุทิน 2 ชุดนี้เน้นคุณภาพสูง ดึงมือโปรมาคุมจุดยุทธศาสตร์ คงช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้แข็งแกร่ง ลุ้นผ่านด่านตรวจสอบทุกขั้นตอนนะเพื่อนๆ คุณคิดเห็นยังไงกับโผนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – โผ “อนุทิน 2” จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพคุมคลัง-พาณิชย์-บัวแก้ว “โสภณ” ผงาดประธานสภาฯ

5 เดือนแรก ปีงบ 69 สรรพสามิต จับ 15,827 คดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากภาครัฐที่น่าสนใจมากเลยนะ ในช่วง 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 6.57% เลยทีเดียว! คิดค่าปรับจริงไปแล้ว 455.42 ล้านบาท และประมาณการรวมกว่า 1,578.31 ล้านบาท นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปราบปรามสินค้าละเมิดกฎหมายสรรพสามิตมากแค่ไหน โดยเฉพาะยาสูบที่ครองแชมป์คดีสูงสุด

5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เผยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ปราบปรามผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 จับกุมได้ทั้งหมด 15,827 คดี สูงขึ้นชัดเจนจากปีก่อนๆ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงการปกป้องรายได้ของรัฐ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่อาจอันตรายต่อสุขภาพประชาชน

สถิติคดีเด่นใน 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

มาดูกันว่าคดีไหนบ้างที่ถูกจับมากที่สุด โดยแบ่งตามประเภทสินค้า:

  • ยาสูบ: 9,599 คดี (60.65%) ค่าปรับ 294.50 ล้านบาท ของกลางยาสูบในประเทศ 152,376 ซอง ยาสูบต่างประเทศ 2,368,573 ซอง – นี่แหละตัว-TOP ที่รัฐบาลโฟกัสเพราะกระทบสุขภาพและรายได้รัฐมหาศาล
  • สุรา: 4,720 คดี (29.82%) ค่าปรับ 58.69 ล้านบาท สุราในประเทศ 116,160.500 ลิตร สุราต่างประเทศ 6,442.555 ลิตร
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน: 494 คดี ค่าปรับ 51.31 ล้านบาท ของกลาง 1,264,587 ลิตร
  • รถจักรยานยนต์: 409 คดี ค่าปรับ 8.99 ล้านบาท ของกลาง 983 คัน
  • ไพ่: 137 คดี ค่าปรับ 1.26 ล้านบาท ของกลาง 9,507 สำรับ
  • รถยนต์: 117 คดี ค่าปรับ 15.76 ล้านบาท ของกลาง 276 คัน
  • เครื่องหอมและเครื่องสำอาง: 104 คดี ค่าปรับ 14.46 ล้านบาท ของกลาง 72,260 ขวด หัวน้ำหอม 41,838.294 กิโลกรัม
  • เครื่องดื่ม: 72 คดี ค่าปรับ 1.07 ล้านบาท ของกลาง 40,718.292 ลิตร
  • แบตเตอรี่: 139 คดี ค่าปรับ 8.65 ล้านบาท ของกลาง 123,839 ก้อน
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม: 11 คดี ค่าปรับ 0.56 ล้านบาท ของกลางเครื่องดื่มผง 733.735 กิโลกรัม เครื่องดื่มเข้มข้น 19,932.280 ลิตร

เห็นตัวเลขแล้วตื่นเต้นแทนเลยใช่มั้ยครับ? การจับกุมเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชายแดน ลักลอบนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงออนไลน์ ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” ที่ใช้ข้อมูล大数据 (Data Driven Enforcement) พุ่งเป้าไปที่ขบวนการใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่ปลายน้ำ แต่ตัดตอนตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ

นโยบายปราบปรามของกรมสรรพสามิตที่เข้มข้น

รัฐบาลสั่งการให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์รัฐ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และความปลอดภัยสังคม ภารกิจไม่ใช่แค่เก็บภาษี แต่ขจัดสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาสูบปลอม สุราปลอม ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อน ทำให้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพ นอกจากนี้ยังปรับปรุงกฎหมายดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบถูกต้อง ลดช่องโหว่

ในมุมมองผมนะ การที่ 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี แล้วยังมีแนวโน้มเพิ่ม แสดงว่าระบบเฝ้าระวังดีขึ้นมาก ผู้ประกอบการที่สุจริตควรดีใจเพราะตลาดจะแฟร์ขึ้น ลูกค้าซื้อของปลอดภัยกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการหรือสนใจเรื่องภาษีสรรพสามิต แนะนำให้ติดตามข่าวจากกรมสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์หรือหลงผิดกฎหมาย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันด้วยนะครับ แล้วคุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ คอมเมนต์มาบอกกัน!

ที่มา – 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ

ในยุคที่ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ไฟป่า หรือพายุบ่อยครั้ง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเหตุการณ์ภัยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์นี้สอดคล้องกับระเบียบเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2568 ทำให้การช่วยเหลือทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปรับให้เหมาะกับค่าครองชีพปัจจุบัน

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ยกเลิกของเดิม พ.ศ. 2563 เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้ทันท่วงที ลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ จังหวัดต้องรายงานผลการช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีสาระสำคัญอะไรบ้าง

หลักเกณฑ์ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบภัยอย่างครบถ้วน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่หลัก ดังนี้

1. ด้านการดำรงชีพ

เน้นช่วยเหลือพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

  • ค่าอาหารจัดเลี้ยง ไม่เกินวันละ 3 มื้อ มื้อละ 80 บาท/คน ช่วยให้ผู้ประสบภัยไม่ขาดแคลนโภชนาการในช่วงฉุกเฉิน
  • ค่าถุงยังชีพ ไม่เกิน 1,000 บาท/ครอบครัว และเพิ่มอีก 1,000 บาท/คน สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี คนพิการ หรือผู้สูงอายุในฐานข้อมูลกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
  • ค่าน้ำบริโภค จ่ายตามจริงจนสถานการณ์ปกติ
  • กรณีบ้านพังทั้งหลัง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ไม่เกิน 4,900 บาท/ครอบครัว
  • ค่าซ่อมบ้านเรือน ไม่เกิน 88,600 บาท/หลัง ช่วยให้ครอบครัวกลับมาอยู่ได้เร็ว
  • ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือน คอกสัตว์ ไม่เกิน 6,800 บาท/ครอบครัว
  • ค่าเช่าบ้านชั่วคราว ไม่เกิน 2,500 บาท/เดือน สูงสุด 2 เดือน สำหรับบ้านเช่าที่เสียหาย
  • ค่าเครื่องนอน ไม่เกิน 1,200 บาท/คน
  • ห้องน้ำชั่วคราว เช่ารถสุขาเฉลี่ย 5,000 บาท/10 คน หรือสุขากระดาษ 1,000 บาท/คน

2. ด้านสังคมสงเคราะห์

ฟื้นอาชีพระยะสั้น

  • อุปกรณ์ฝึกอาชีพ ไม่เกิน 2,400 บาท/คน
  • ค่าวิทยากร 600 บาท/วัน สูงสุด 10 วัน
  • ค่าใช้จ่ายอบรม ไม่เกิน 12,000 บาท
  • ทุนประกอบอาชีพ 4,800 บาท/ครอบครัว

3. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • ล้างบ่อน้ำ 750 บาท/บ่อ
  • ค่าน้ำดื่ม 250 บาท/ครอบครัว
  • วัสดุสุขาภิบาล 500 บาท/ครัวเรือน กำจัดเชื้อ 600 บาท/ครัวเรือน
  • หน้ากากอนามัย 1 ชิ้น/คน/วัน สำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น PM2.5 โดย優先กลุ่มเปราะบาง

4. ด้านการเกษตร

ช่วยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย ครอบคลุมพืช ประมง ปศุสัตว์ หนอนไหม แมลงเศรษฐกิจ ตามเพดานที่กำหนด

5. วิธีการจ่ายเงิน

จ่ายเป็นเงินสด เช็ค หรือ e-Payment ตามระเบียบราชการ สะดวกและทันสมัย

ประโยชน์ของหลักเกณฑ์ใหม่นี้ต่อประชาชน

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่เพียงเพิ่มเพดานช่วยเหลือให้สูงขึ้น เช่น ค่าซ่อมบ้านจากเดิม แต่ยังย้ำการไม่ซ้ำซ้อน โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ ในภาวะค่าครองชีพสูง หลักเกณฑ์นี้ช่วยลดภาระและเร่งฟื้นฟูชุมชนได้ดีกว่าเดิม

สำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การมีมาตรฐานชัดเจนช่วยลดความสับสนในการปฏิบัติงาน สุดท้าย ประชาชนควรเตรียมเอกสารให้พร้อม หากเกิดภัยเพื่อรับความช่วยเหลือโดยเร็ว

หลักเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นและเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด

ที่มา – ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีผลตั้งแต่ 6 มี.ค. 69

Scroll to top