กระทรวงการคลัง

ไทม์ไลน์ประกาศผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ใครที่กำลังรอคอยความชัดเจนเรื่องสวัสดิการจากภาครัฐ ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดบทความนี้ เพราะเราจะสรุปข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ ไทม์ไลน์ประกาศผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร มาให้ทุกคนแบบครบถ้วน ทั้งวิธีเช็กผลและขั้นตอนการยืนยันตัวตน เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิประโยชน์ดีๆ ที่รัฐบาลมอบให้ครับ

ไทม์ไลน์ประกาศผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร

หลังจากที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนไปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าเรื่องหลักเกณฑ์การคัดกรองใหม่ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและเป็นธรรมที่สุด โดยทุกคนที่ลงทะเบียนไว้ทั้งรายเดิมและรายใหม่ จะถูกพิจารณาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งกำหนดวันประกาศผลอย่างเป็นทางการคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ครับ

วิธีเช็กผลด้วยตัวเองง่ายๆ สำหรับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร

หากถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 แล้ว ท่านสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ผ่าน 4 ช่องทางหลัก เพื่อดูว่าท่านผ่านเกณฑ์หรือไม่:

  • แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
  • เว็บไซต์หลักของโครงการฯ ที่ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
  • ติดต่อหน่วยรับลงทะเบียน เช่น ธนาคารกรุงไทย, ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส. และธนาคารอิสลามฯ

สำหรับคำถามที่ว่าเมื่อตรวจสอบแล้วและพบว่า ไทม์ไลน์ประกาศผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร ต่อไปนั้น คำตอบก็คือ หากเป็นผู้ลงทะเบียนรายเดิม ท่านไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่ถ้าเป็นรายใหม่จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ให้เรียบร้อยที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือที่ธนาคารตามที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึง 12 มกราคม 2570 เพื่อเตรียมตัวรอรับสิทธิ์ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปครับ

แต่หากใครที่เช็กผลแล้วพบว่าไม่ได้รับสิทธิ ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ ท่านยังมีโอกาสยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางเดียวกับการตรวจสอบผล ซึ่งถือเป็นมาตรการที่รัฐเตรียมไว้รองรับความผิดพลาดหรือข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนให้มีความละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น

หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยและทำให้เพื่อนๆ เตรียมตัววางแผนการใช้สวัสดิการในปีนี้ได้อย่างราบรื่นนะครับ ใครที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด เพราะสิทธิของคุณคือชีวิตและคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นครับ

ที่มา – ไทม์ไลน์ประกาศผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ได้รับสิทธิแล้ว ต้องทำอย่างไร

คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่รอคอยความหวังเกี่ยวกับสวัสดิการภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องราวของ คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อการคัดกรองผู้มีสิทธิในอนาคตครับ

คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม.

ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ออกมาเผยความคืบหน้าว่า ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฉบับใหม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การคัดกรองมีความแม่นยำและเป็นธรรมมากที่สุด โดยย้ำชัดเจนว่าทั้งคนเก่าและคนใหม่จะต้องใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติครับ

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และไทม์ไลน์สำคัญ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่หลายคนอยากรู้ เมื่อทาง คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้ แล้วนั้น จะมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยกเลิกการใช้หลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบิดามารดาในการพิจารณาสิทธิ
  • กำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีของผู้สมัครต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ใช้มาตรฐานเดียวกันในการคัดกรองคนทั้งระบบ เพื่อให้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ขั้นตอนหลังจากได้รับความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว ทางคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ จะดำเนินการยืนยันข้อมูลในระบบทันที เพื่อให้พร้อมต่อการประกาศผลอย่างเป็นทางการครับ

สรุปและไทม์ไลน์ที่ควรทราบ

เพื่อให้เพื่อนๆ ไม่พลาดโอกาสสำคัญ ทางกระทรวงการคลังได้วางกำหนดการไว้ดังนี้ครับ:

  • วันที่ 14 ก.ค. 2569: เสนอหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม ครม.
  • วันที่ 16 ก.ค. 2569: คณะกรรมการประชารัฐฯ ยืนยันข้อมูลในระบบ
  • วันที่ 17 ก.ค. 2569: ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ

เชื่อว่าการอัปเดตระบบในครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดสรรสวัสดิการให้ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ครั้งใหญ่แต่ทางคลังก็มั่นใจว่าระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันในปัจจุบันจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นครับ สำหรับใครที่รอผลอยู่ เตรียมตัวเช็กสถานะกันได้เลยในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ และหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจากทางฝั่งภาครัฐ ผมจะรีบนำมาสรุปให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันทันทีครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับข่าวดีและผ่านเกณฑ์การพิจารณากันถ้วนหน้านะครับ!

ที่มา – คลังชงเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เข้า ครม. เตรียมประกาศผล 17 ก.ค.นี้

ช่องทางประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสำคัญที่หลายคนรอคอยเกี่ยวกับโครงการรัฐบาล สำหรับใครที่กำลังลุ้นเรื่องสิทธิประโยชน์จาก ช่องทางประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 บอกเลยว่าห้ามพลาดครับ เพราะหลังจากที่เปิดให้ลงทะเบียนกันไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้ทราบผลกันแล้ว

โครงการนี้ถือเป็นความหวังของหลายๆ ครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่รอบนี้มีการเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอีกกว่า 5 ล้านคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสวัสดิการจะเข้าถึงผู้ที่ต้องการจริงๆ สำหรับท่านที่ต้องการเช็กสถานะหรือรอข่าวดีเกี่ยวกับ ช่องทางประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เตรียมตัวให้พร้อมวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ เรามาดูรายละเอียดกันว่าต้องเช็กจากไหนบ้าง

ช่องทางประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

สำหรับการตรวจสอบผลนั้น ทางการได้เปิดให้เช็กได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ครับ:

  • แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด
  • เว็บไซต์หลักของโครงการ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th
  • ธนาคารรัฐทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส. และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ขั้นตอนการอุทธรณ์ผลหากไม่ผ่านการตรวจสอบ

หากใครตรวจผลแล้วพบว่า “ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ” ก็อย่าเพิ่งตกใจไปครับ เพราะยังมีโอกาสอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับจากวันที่ประกาศผล โดยสามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ในช่องทางเดียวกับที่ตรวจสอบ หรือไปที่ธนาคารทั้ง 5 แห่งที่กล่าวมาข้างต้นครับ ทั้งนี้กระทรวงการคลังยังมีมาตรการเสริม เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อช่วยเหลือผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่นี้อีกด้วย

ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพยายามปรับปรุงเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะการไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตรมาพิจารณา เพราะจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือให้หมั่นติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างในช่วงที่มีการประกาศผล หากใครผ่านสถานะแล้วก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ส่วนใครที่อยู่ในช่วงยื่นอุทธรณ์ก็ขอให้ได้รับข่าวดีในเร็ววันครับ

ที่มา – ช่องทางประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569”

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองเป็นพิเศษ สำหรับประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายด้านพลังงานและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ เพื่อให้ตรวจสอบว่าพระราชกำหนดฉบับนี้เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานนั้น เป็น “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาเป็นลบ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉากทัศน์ชี้ชะตาและผลกระทบต่ออนาคต

จากการประเมินสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญได้มองเห็นความเป็นไปได้ใน 3 แนวทางหลักจากกรณีที่ ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่ ดังนี้:

  • ผลในเชิงบวก: ศาลเห็นว่าเข้าข่ายวิกฤตและฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ทันที
  • ผลในเชิงลบ: ศาลเห็นว่าไม่เร่งด่วน พ.ร.ก. จะต้องตกไป และรัฐบาลต้องดำเนินการผ่านกระบวนการปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือ
  • ผลในเชิงผสมผสาน: ศาลอาจให้พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้เฉพาะมาตรการเร่งด่วน แต่ต้องแยกส่วนของการลงทุนระยะยาวออกมาทำกฎหมายปกติ

การติดตามผลวินิจฉัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงธรรมาภิบาลและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วยว่า จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มากน้อยเพียงใด ในขณะที่บรรยากาศหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้นเต็มไปด้วยสื่อมวลชนที่มารอเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่โปร่งใสและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง การตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยถ่วงดุลอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้ดีที่สุด เราคงต้องเฝ้ารอกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอย่างไร

ที่มา – ศาลรธน. เริ่มถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลุ้นผลวินิจฉัยกระทบรัฐบาลหรือไม่

ไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ กับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้าน หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการ 60/40 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งผู้บริโภคและบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยทั่วประเทศ

ผลตอบรับสุดปัง! ไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้าน

จากการเปิดเผยของโฆษกกระทรวงการคลัง พบว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมียอดผู้ได้รับสิทธิเกือบเต็มจำนวน และเม็ดเงินได้หมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างทั่วถึง ข้อมูลล่าสุดเผยว่าตัวเลขการใช้จ่ายพุ่งสูงถึง 60,518 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงได้เป็นอย่างดีครับ

รายละเอียดการเติบโตจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้าน

เม็ดเงินมหาศาลนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังกระจายตัวสู่ร้านค้าขนาดเล็กกว่า 1 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้จ่ายร้านค้าทั่วไป: ประชาชนส่วนใหญ่นำไปใช้กับร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านธงฟ้า
  • การสนับสนุนผ่าน Food Delivery: ช่วยให้กลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มขนส่งอาหารเติบโตไปพร้อมๆ กัน
  • การกระจายตัวสู่ภูมิภาค: ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง ต่างได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่

ด้วยมาตรการนี้ ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยได้รับสภาพคล่องเพิ่มขึ้น สามารถจัดซื้อวัตถุดิบและจ้างงานต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ขยับตัวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

หากมองในมุมของประชาชน โครงการนี้ถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าชื่นชมคือร้านค้าทุกระดับไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านโชห่วย หรือร้าน Delivery ต่างปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้ดีเยี่ยม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวครับ

ที่มา – ไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้าน กระจายในร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศ

ครม.อนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลก ทำโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา และ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา

ครม.อนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลก ทำโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา และ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา

ข่าวดีที่หลายคนรอคอยมาถึงแล้วครับ! ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ นั่นคือการอนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อดำเนินสองโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

รายละเอียดการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลก

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในด้านงบประมาณผ่านการกู้เงินจากธนาคารโลก (IBRD) รวมทั้งสิ้นประมาณ 4,550 ล้านบาท พร้อมรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าอีกกว่า 129 ล้านบาท โดยนายอนุชา (นามสมมติ) เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องของวิศวกรรมการก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากล ซึ่งโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา และ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวและขนส่งสินค้าในอนาคต

การสร้างสะพานเหล่านี้จะส่งผลดีอย่างไรบ้าง:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง: ลดระยะเวลาในการรอเรือข้ามฟากสำหรับชาวเกาะลันตาและพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์-เขาชัยสน
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: กระตุ้นการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สวยงามในจังหวัดกระบี่ พัทลุง และสงขลา
  • ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก: ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรและประมงสู่ตลาดหลักได้อย่างรวดเร็ว

ในส่วนของการดำเนินงาน กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติตามคู่มือปฏิบัติงาน (PAM) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างจะเป็นไปตามแผนและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด นี่คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืนครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเชื่อมต่อคมนาคมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตามมากครับ เพราะนอกจากความสะดวกสบายที่ประชาชนจะได้รับแล้ว การลงทุนครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ หากโครงการเหล่านี้สร้างเสร็จ เชื่อว่าเม็ดเงินมหาศาลต้องหมุนเวียนสู่ท้องถิ่นอย่างแน่นอน เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – ครม.อนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลก ทำโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา และ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา

คลังเตรียมเปิดขาย บอนด์ออมพลัส ล็อตแรก 4,000 ล้านปลาย ก.ค. นี้

เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาช่องทางการออมเงินที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าฝากออมทรัพย์ธรรมดา วันนี้มีข่าวดีจากกระทรวงการคลังที่น่าจับตามองมากครับ เพราะล่าสุดทาง คลังเตรียมเปิดขาย บอนด์ออมพลัส ล็อตแรก 4,000 ล้านปลาย ก.ค. นี้ เพื่อสนับสนุนการออมระยะยาวให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

คลังเตรียมเปิดขาย บอนด์ออมพลัส ล็อตแรก 4,000 ล้านปลาย ก.ค. นี้

การมาของ "บอนด์ออมพลัส" ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจากเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา วัยทำงาน หรือวัยเกษียณ โดยมีจุดเด่นหลักคือการสร้าง Financial Inclusion ให้คนไทยได้มีเครื่องมือการออมที่มั่นคง มีกลไกตลาดรองที่โปร่งใส และได้รับดอกเบี้ยที่จูงใจสม่ำเสมอทุกเดือน

ทำไมต้องเลือกลงทุนกับ บอนด์ออมพลัส?

สำหรับใครที่สงสัยว่า บอนด์ออมพลัส ต่างจากพันธบัตรเดิมอย่างไร คำตอบคือความ "พลัส" ที่จัดเต็มมาให้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการขายผ่านทั้งแอปเป๋าตังและแอป Streaming รวมถึงการออกแบบให้มีจำหน่ายเป็นประจำทุกเดือน เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัลที่เน้นความคล่องตัวและผลตอบแทนที่จับต้องได้ นอกจากนี้ คลังเตรียมเปิดขาย บอนด์ออมพลัส ล็อตแรก 4,000 ล้านปลาย ก.ค. นี้ โดยแบ่งเป็น 2 รุ่นอายุ คือ 3 ปี และ 10 ปี เพื่อให้คุณบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้ตามความต้องการ

  • พลัสความสะดวก: ซื้อได้ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปเป๋าตัง เริ่มต้นเพียง 100 บาท
  • พลัสโอกาส: จองผ่าน Bond Connect Platform บนแอป Streaming ขั้นต่ำ 1,000 บาท
  • พลัสความโปร่งใส: รองรับการซื้อขายผ่านตลาดรอง ช่วยให้ราคาชัดเจน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ แนะนำให้เตรียมบัญชีหุ้นไทยให้พร้อมสำหรับช่องทางผ่านแอป Streaming หรือใครที่สะดวกใช้แอปเป๋าตังก็สามารถเตรียมตัวจองได้ตามรอบที่กระทรวงการคลังประกาศครับ การออมในพันธบัตรรัฐบาลไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่มั่นคง แต่ยังเป็นการสนับสนุนการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศไปในตัวด้วย

ถือเป็นโอกาสดีสำหรับใครที่อยากเริ่มวางแผนทางการเงินอย่างจริงจังครับ อย่าลืมติดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยและกำหนดการจองซื้ออย่างใกล้ชิด เพราะความมั่นคงทางการเงินในอนาคต เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยตัวคุณเองครับ

ที่มา – “คลัง” เตรียมเปิดขาย “บอนด์ออมพลัส” ล็อตแรก 4,000 ล้านบาท ปลายเดือนกรกฎาคม นี้

ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อมีการพูดถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ซึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้ออกมาไขข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ทางกระทรวงขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยประเด็นหลักคือ ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศไทยให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การบูรณาการระบบคลาวด์กลาง (Government Cloud) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของภาครัฐ โดยนายไชยชนกได้เน้นย้ำว่าการรวมศูนย์นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีของภาครัฐลงได้มากกว่า 30% ในภาพรวม ซึ่งถือเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เจาะลึกเหตุผลทำไม ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง

  • ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลของทุกกระทรวงเป็นไปอย่างปลอดภัยและประหยัด
  • ลดความซ้ำซ้อนในการจัดซื้อซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของแต่ละหน่วยงาน
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีดีอีก็ได้ยอมรับถึงข้อจำกัดในบางส่วน เนื่องจากมีระบบงานเฉพาะทางของบางกระทรวงที่มีความซับซ้อนและมีสัญญาผูกพันเดิมอยู่ ทำให้การรวมศูนย์คลาวด์อาจต้องใช้เวลาและดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถเหมาเข่งได้ทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานปกติของหน่วยงานรัฐ

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณคลาวด์แล้ว นายไชยชนกยังได้ยืนยันหนักแน่นถึงกรณีโครงการ TH-AI Passport ว่า ในร่างงบประมาณปี 2570 นี้ ไชยชนก แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง โดยไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟสที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งฝากถึงมุมมองเรื่องกระทรวงลูกเทพว่า การจะบริหารงานในยุคที่ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี งบประมาณที่ได้รับถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการป้องกันไม่ให้ประเทศล้าหลังกว่าชาติอื่น ซึ่งความท้าทายนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงดีอีต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้ไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่างๆ

เราเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญที่ต้องจับตาดูต่อไปว่า การลดค่าใช้จ่าย 30% จะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดในยุคดิจิทัล

ที่มา – “ไชยชนก” แจงงบ 70 ดีอีงบเพิ่ม เพราะมีงบระบบ Cloud รวมทุกกระทรวง ลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 30 %

Scroll to top