กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต

กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับ นายศักดิ์กรินทร์ วิชาจารย์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ วันนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

หลายคนอาจจะยังกังขาว่า กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต อย่างไร และทำไมจึงไม่พบร่องรอยการต่อสู้ในจุดที่พบร่าง ทางทีมงานนักวิจัยเสือโคร่งผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาชี้แจงว่า พฤติกรรมของเสือโคร่งนั้นไม่ได้มีการล่าเหยื่อรูปแบบเดียวเสมอไป

ไขข้อเท็จจริงทางการแพทย์และพฤติกรรมเสือโคร่ง

นักวิจัยอธิบายว่า หากเหยื่ออยู่ในภาวะหลับลึกหรือถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน เสือโคร่งสามารถงับและลากเหยื่อไปได้โดยไม่เกิดร่องรอยการต่อสู้ที่รุนแรงบริเวณจุดเริ่มต้น ซึ่งนี่คือคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงไม่มีหยดเลือดหรือร่องรอยการขัดขืนบนที่นอน นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต โดยอ้างอิงจากผลชันสูตรจากโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์และใบมรณบัตรที่ระบุชัดเจนว่าสาเหตุการตายเกิดจากกระดูกสันหลังส่วนคอหักจากการถูกสัตว์ทำร้าย

  • รอยลากร่างพบสอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของเสือโคร่ง
  • ไม่มีการต่อสู้รุนแรงเนื่องจากเหยื่ออาจไม่ทันตั้งตัว
  • ผลนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันสาเหตุจากการถูกสัตว์ป่าทำร้ายโดยตรง

ความกระจ่างที่หน่วยงานนำเสนอผ่าน กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต นี้ ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าผู้เสียสละ

เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนายศักดิ์กรินทร์ วิชาจารย์ และหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้สังคมเข้าใจถึงอันตรายในพื้นที่ป่าและการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ป่าได้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต

ที่มา – กรมอุทยานฯ แจงข้อสงสัยปมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต

ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

จากกรณีข่าวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกเสือโคร่งทำร้ายจนเสียชีวิต หลายคนต่างเฝ้าติดตามข่าวด้วยความกังวล ล่าสุดกรมอุทยานฯ ได้ออกมาแถลงการณ์สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน” เพื่อคลายความสงสัยของสังคมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่าในธรรมชาติ

วิเคราะห์สาเหตุที่ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ที่เก็บข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี เจ้าหน้าที่สามารถระบุอัตลักษณ์เสือตัวดังกล่าวได้ว่าเป็น 1 ในลูกเสือเพศผู้ของ “แม่เสืออภิญญา” ซึ่งมีอายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยรุ่นที่กำลังซุกซนและเรียนรู้การล่าเหยื่อตามสัญชาตญาณ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นเหตุบังเอิญที่น่าเศร้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่อยู่ในท่านอนราบขนานกับพื้น ทำให้ลูกเสือเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเหยื่อตามธรรมชาตินั่นเอง

เหตุผลที่ยืนยันว่าไม่เป็น “เสือกินคน”

  • ลูกเสือมีอายุเพียง 1 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงวัยกำลังเรียนรู้
  • ไม่มีพฤติกรรมทำร้ายมนุษย์ซ้ำซากหรือเลือกมนุษย์เป็นเหยื่อหลัก
  • ครอบครัวเสือยังคงหากินในอาณาเขตเดิม ไม่ได้ตื่นตระหนกและไม่เข้าใกล้เขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการวิเคราะห์จะระบุว่า ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน” แต่ทางกรมอุทยานฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสั่งปิดพื้นที่ท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังและศึกษาพฤติกรรมของลูกเสือตัวนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีกในอนาคต

การที่สัตว์ป่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง แต่การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเข้าใจมากขึ้น เราควรสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงเคารพกติกาในการเข้าเขตป่าอนุรักษ์เพื่อความปลอดภัยของทุกคนครับ

ที่มา – ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เมื่อ “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพที่พักในอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศ จนส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

นายวีระได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากการไปพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อหลายปีก่อน โดยระบุว่าสภาพที่พักนั้นเลวทรามอย่างยิ่ง ทั้งไม่มีน้ำใช้เพียงพอ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งที่นักท่องเที่ยวเสียเงินค่าเข้าและค่าที่พัก แต่กลับได้รับการบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างน่าตกใจ จนต้องเอ่ยปากว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า และมองว่าบ้านพักเจ้าหน้าที่กลับมีสภาพที่ดีกว่าบ้านพักที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเสียอีก

แนะรัฐปรับโมเดลธุรกิจอุทยานสู่ยุคใหม่

นอกจากปัญหาความทรุดโทรมของสถานที่ นายวีระยังตั้งข้อสังเกตเรื่องรายได้ที่แท้จริงของกรมอุทยานฯ โดยมองว่าหากมีการจัดการที่ดี รายได้จากการท่องเที่ยวควรจะสูงกว่าตัวเลขที่รายงานไว้มาก เขาจึงเสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองพิจารณาแนวทางการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือโครงการนำร่องในรูปแบบ PPP เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานโลก หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลรักษาเอง

แนวทางที่นายวีระนำเสนอเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่:

  • การดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP): เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการที่พัก เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน
  • การยกระดับสู่ระบบ Digital: ผลักดันการใช้ E-Ticket ในทุกจุดบริการเพื่อลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้
  • โครงการนำร่อง (Pilot Project): เริ่มทำในอุทยานบางแห่งเป็นต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าเดิม

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำวิจารณ์อย่างดุเดือดว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็มาจากความหวังดีที่อยากให้การท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ หากกระทรวงฯ ยอมเปิดใจรับฟังและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้เอกชนร่วมพัฒนา เราอาจได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของอุทยานไทยที่ประทับใจนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน พูดแล้วโมโห โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แนะให้เอกชนร่วมลงทุน

เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างมาก เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุสลดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี โดยมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการถูกสัตว์ป่าทำร้าย ซึ่งต่อมาได้มีการ เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยว สร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและเข้าตรวจสอบบริเวณหลังศาลาอเนกประสงค์ พบร่างของ นายศักรินทร์ วิชาจารย์ พนักงานราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการ เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ อย่างน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นรอยกัดที่ศีรษะจนเปิด บริเวณลำคอ และช่วงขาที่ถูกกัดกินจนเนื้อหายไป สร้างความสลดใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ข้อเท็จจริงและมาตรการป้องกัน

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง พบข้อมูลสำคัญดังนี้:

  • จุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับลำธารห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของสัตว์ป่าตามธรรมชาติ
  • ขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวที่มากางเต็นท์พักแรม
  • ในบริเวณจุดเกิดเหตุไม่มีกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าติดตั้งไว้ ทำให้ยากต่อการระบุพฤติกรรมของเสือที่ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 ได้ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนมีความรัดกุมและใส่ใจอย่างเต็มที่ แต่ด้วยลักษณะของพื้นที่ป่าที่เป็นหุบเขาและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า จึงมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้ การ เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ซ้ำรอยอีก

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทางป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าที่ดียิ่งขึ้น เพื่อรักษาทั้งชีวิตของเจ้าหน้าที่และสมดุลของผืนป่าห้วยขาแข้งเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา – เผยรอยบาดแผลเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง ถูกเสือทำร้าย ลากไปกัดแทะ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์”

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

ประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกมองว่ากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายสุชาติได้ตอกกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ และแนะนำว่าฝ่ายค้านควรยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เบื้องหลังงบประมาณน้ำบาดาลที่ถูกตั้งคำถาม

นายสุชาติได้อธิบายถึงที่มาของงบประมาณว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทราบดีว่าพื้นที่ใดมีความเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้น้ำ ซึ่งคำขอเหล่านี้เป็นคำขอเดิมที่ส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2566-2569 ไม่ใช่การมาสำรวจใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเขาย้ำว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ เพราะการทำงานของกรมฯ ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างเข้มงวด

  • งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท มาจากการประมูลงานตามระบบ TOR
  • พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรคือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามการพยากรณ์อากาศ
  • ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยใช้ตัวเลข สส. เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

รัฐมนตรีสุชาติยังเน้นย้ำว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดโดยไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับมาตรฐานการเมืองไทย การที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระจายงบไปพื้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ทันท่วงที

มุมมองจากรัฐมนตรีต่อการทำงานของฝ่ายค้าน

นายสุชาติยังฝากถึง น.ส.รักชนก ว่าการจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีต้องใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตั้งธงมาล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานของข้าราชการท้อแท้แล้ว ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ โดยยืนยันว่าทุกโครงการมีแผนงานรองรับชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ท้ายที่สุดนี้ การตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้และการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการสร้างประเด็นข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

“สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

“สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

ถือเป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับคนรักสัตว์ทั่วประเทศ เมื่อได้ทราบข่าวการจากไปอย่างสงบของ “น้องจิ๋วไทรโยค” ลูกช้างป่าพลัดหลงโขลง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานและทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาโดยตลอด โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บทส่งท้ายแด่ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ทุกชีวิตล้วนมีค่าและต้องการการดูแล นายสุชาติได้กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้รับแจ้งข่าวในช่วงเช้ามืด และรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อหวังให้ลูกช้างตัวนี้รอดชีวิตและกลับคืนสู่ป่าได้ แต่เมื่อ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการระลึกถึงและนำบทเรียนนี้ไปปรับใช้ในการดูแลสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ต่อไป

ความพยายามของเจ้าหน้าที่อุทยานและทีมสัตวแพทย์ที่ช่วยดูแลน้องจนถึงวาระสุดท้ายนั้นถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แม้ว่าผลลัพธ์จะไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้ แต่ความตั้งใจจริงของพวกเขาก็สะท้อนถึงหัวใจของคนทำงานอนุรักษ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอบคุณประชาชนและบรรดาพ่อช้างแม่ช้างในโลกออนไลน์ที่คอยส่งกำลังใจมาให้น้องจิ๋วอย่างต่อเนื่อง

  • สรุปเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญ
  • บทบาทของรัฐมนตรีในการดูแลสัตว์ป่า
  • ความสำคัญของการเฝ้าระวังสัตว์ป่าบาดเจ็บ

จากกรณีของ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว ในครั้งนี้ นายสุชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงเจ้าหน้าที่อุทยานทั่วประเทศให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสัตว์ป่าไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กได้รับบาดเจ็บ ขอให้รีบเข้าช่วยเหลือและพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและนำพวกเขากลับคืนสู่ธรรมชาติที่ควรจะเป็น

สุดท้ายนี้ เราขอร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของน้องจิ๋ว และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวในการดูแลและอนุรักษ์สัตว์ป่าในเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีสัตว์ป่าตัวไหนต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โดดเดี่ยวเช่นนี้อีก

ที่มา – “สุชาติ” เสียใจ “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างพลัดหลงจากไปแล้ว ขอบคุณช่วยกันดูแลจนวาระสุดท้าย

“ไอซ์” ฟาด ทส. ให้ ขรก. อวยพรวันเกิด “สุชาติ”-โฆษกฯ แจง ทำตามธรรมเนียม

“ไอซ์” ฟาด ทส. ให้ ขรก. อวยพรวันเกิด “สุชาติ”-โฆษกฯ แจง ทำตามธรรมเนียม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตั้งคำถามอย่างดุเดือดถึงกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดกิจกรรมอวยพรวันเกิดให้กับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ โดยมีการระบุว่าเหตุดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมในแง่ของกาลเทศะและการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ

เปิดปมร้อน “ไอซ์” ฟาด ทส. ให้ ขรก. อวยพรวันเกิด “สุชาติ”-โฆษกฯ แจง ทำตามธรรมเนียม

น.ส.รักชนก ได้แชร์กำหนดการกิจกรรมอวยพรวันเกิดที่ดูเป็นทางการเกินความจำเป็น ซึ่งมีตั้งแต่การให้ปลัดกระทรวงฯ กล่าวอวยพร การรับชมคลิปวิดีโอจากกรมอุทยานฯ ไปจนถึงการมอบของขวัญและอัญเชิญเค้กขึ้นเวที โดย “ไอซ์” ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า การใช้สถานที่ราชการ อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเวลาทำงานของข้าราชการทั้งระดับล่างและระดับสูง เพื่อมาจัดงาน HBD ให้รัฐมนตรีนั้น มีระเบียบข้อไหนมารองรับ และเงินที่เป็นค่าจัดงานมาจากที่ใดกันแน่

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ “ไอซ์” ฟาด ทส. ให้ ขรก. อวยพรวันเกิด “สุชาติ”-โฆษกฯ แจง ทำตามธรรมเนียม นี้ ยังรวมถึงความสงสัยว่าข้าราชการที่ถูกเกณฑ์มาจากหน่วยงานต่างๆ นั้น มีความสมัครใจเพียงใด หรือเป็นการถูกบังคับให้มาร่วมกิจกรรมโดยมิได้เต็มใจ ซึ่งขัดกับหลักการทำงานที่ควรจะเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนมากกว่าการมาทำกิจกรรมประเภทนี้

ทางด้านโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาชี้แจงว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นทางการอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการจัดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากการประชุมหารือถึงการชี้แจงงบประมาณปี 2570 และการมอบนโยบายการทำงาน โดยทางกระทรวงฯ มองว่าเป็นการแสดงความปรารถนาดีต่อรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่เคารพรักของชาว ทส. ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมา

  • การจัดงานภายในวันและเวลาราชการ: เป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของภารกิจ
  • การเกณฑ์ข้าราชการจำนวนมาก: ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมและสิทธิของบุคคลากร
  • การชี้แจงของกระทรวง: ยืนยันว่าเป็นการแสดงความปรารถนาดีและเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ในมุมมองของประชาชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรในระบบราชการไทยที่ยังคงให้ความสำคัญกับการแสดงความเคารพเหนือกว่าการมุ่งเน้นผลลัพธ์ของงาน หรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หาก “ธรรมเนียม” ขัดกับ “ภาระหน้าที่” ก็ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องทบทวนว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหน่วยงานของรัฐที่กินเงินภาษีของประชาชน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำนี้? ระหว่าง ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ กับ ‘ความเหมาะสมของหน้าที่ราชการ’ ประการใดที่ควรจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน? การแสดงความปรารถนาดีนั้นทำได้ แต่ทำด้วยวิธีใดจึงจะไม่เบียดบังเวลาที่ควรจะใช้ทำงานเพื่อประชาชน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนในแวดวงราชการต้องกลับไปทบทวนให้ดีครับ

ที่มา – “ไอซ์” ฟาด ทส. ให้ ขรก. อวยพรวันเกิด “สุชาติ”-โฆษกฯ แจง ทำตามธรรมเนียม

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

กลายเป็นข่าวดีต้อนรับเดือนกรกฎาคม สำหรับพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจสำคัญในการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส.12 ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ 49 หมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลใจมาตลอดว่าจะถูกขับไล่หรือถูกกฎหมายกดดัน แต่หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ “คนอยู่กับป่า” อย่างยั่งยืน

การแจกเอกสาร รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,700 ไร่ ในเขตป่าอนุรักษ์ 8 แห่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยมานานหลายสิบปี

  • ช่วยเหลือประชาชนรวม 49 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่
  • มอบหนังสือ อส.12 ให้เกษตรกรกว่า 1,594 ครัวเรือน
  • จัดสรรพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 7,700 ไร่
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือกับรัฐในการดูแลฟื้นฟูป่าไม้

นายสุชาติได้เน้นย้ำในระหว่างพิธีว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบเอกสารสิทธิ์ แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเกื้อกูล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่ พวกเขาก็จะเป็นอาสาสมัครชั้นดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะนี่คือบ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาและลูกหลานในอนาคต

แน่นอนว่าการดำเนินงาน รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ยังมีความท้าทายในเรื่องของงบประมาณและการตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจมาก หากมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบจ. ก็จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ป่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะป่าไม้จะสมบูรณ์ได้ไม่ได้อยู่ที่รั้วกั้น แต่ขี้นอยู่กับว่าคนในพื้นที่นั้นมีความสุขและมีความมั่นคงเพียงพอที่จะช่วยดูแลป่าให้เราได้หรือไม่ หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนครับ

ที่มา – “รมว.สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่า 49 หมู่บ้าน กว่า 7,700 ไร่

ดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ตหรูรุกที่อุทยานสิรินาถ – หาดนุ้ย จ.ภูเก็ต เดือนหน้า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความคืบหน้าเรื่องการทวงคืนผืนป่าและพื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ตกันมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว โดยล่าสุดได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับแผนการดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ตหรูรุกที่อุทยานสิรินาถ – หาดนุ้ย จ.ภูเก็ต เดือนหน้า ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความหวังให้แก่ประชาชนที่ต้องการเห็นผืนป่ากลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง

ดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ตหรูรุกที่อุทยานสิรินาถ – หาดนุ้ย จ.ภูเก็ต เดือนหน้า

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า หลังจากการตรวจสอบและพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ประกอบการที่รุกที่อุทยาน ทางกระทรวงได้มีคำสั่งตีตกคำอุทธรณ์ดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการติดหมายประกาศสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในบริเวณหาดนุ้ยแล้ว ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะครบกำหนดในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

รายละเอียดการปฏิบัติงานทวงคืนพื้นที่

สำหรับแผนการดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ตหรูรุกที่อุทยานสิรินาถ – หาดนุ้ย จ.ภูเก็ต เดือนหน้า นั้น ไม่ได้เน้นแค่เพียงหาดนุ้ยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่ข้างเคียงอีกด้วย โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การดำเนินการร่วมกันระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้
  • การขยายผลตรวจสอบในหาดฟรีด้อมและหาดอื่นๆ ที่มีหลักฐานการบุกรุก
  • การประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อตรวจสอบโฉนดที่มิชอบ
  • กรณี ส.ค. บิน ที่ศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้ว

รัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า การดำเนินการนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความผิดพลาดเรื่องการทำลายทรัพย์สิน ก่อนที่จะมีการรื้อถอนจริงจะต้องผ่านกระบวนการเพิกถอนโฉนดให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเสียก่อน โดยในขณะนี้มีการรวบรวมหลักฐานและเลขที่โฉนดเพื่อส่งให้กรมที่ดินดำเนินการขั้นเด็ดขาดแล้ว

หลายคนอาจมีความกังวลใจว่า จะมีอิทธิพลมืดเข้ามาแทรกแซงหรือวิ่งเต้นเพื่อขอผ่อนผันหรือไม่ แต่คำยืนยันจากรัฐมนตรีคือ “ไม่มีผู้มีอิทธิพล ไม่มีใครใหญ่กว่าประชาชน” ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันดีที่สะท้อนว่าภาครัฐเอาจริงกับการกอบกู้พื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ตให้กลับมาเป็นสมบัติของชาติอีกครั้ง

ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ หากการดำเนินการในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการจัดการกับพื้นที่รุกอุทยานทั่วประเทศให้หมดไป เพื่อคืนทัศนียภาพที่สวยงามและธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นต่อไปครับ

ที่มา – ดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ตหรูรุกที่อุทยานสิรินาถ – หาดนุ้ย จ.ภูเก็ต เดือนหน้า

Scroll to top