กระทรวงสาธารณสุข

“พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ.ตรวจโรคแรงงานต่างด้าว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งตรวจสอบด่วน กรณีแรงงานต่างด้าว 1.3 หมื่นราย แห่ตรวจโรคในโรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขไม่รับรอง แต่กลับได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานให้เป็น 1 ใน 75 แห่ง ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินการ

“พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวจำนวนมหาศาลถึง 1.3 หมื่นราย ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นมาก่อนแล้วว่ามีการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าโรงพยาบาลที่จะได้รับอนุญาตให้ตรวจสุขภาพได้นั้น จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และต้องเชื่อมต่อข้อมูลมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่ามีการตรวจสุขภาพจริง หากตรวจที่โรงพยาบาลที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ก็จะไม่สามารถนำผลตรวจมาขึ้นทะเบียนใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยได้

ตรวจสอบด่วน! โรงพยาบาลตรวจโรคแรงงานต่างด้าว

นายพงศ์กวิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนจะเข้าไปตรวจสอบก่อนว่ามีผู้ประกอบการรายใดที่กระทำผิด หากพบว่ากระทำผิดจริง ก็จะต้องดำเนินการจัดการ และหากเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทที่นำแรงงานไปตรวจจะต้องรับผิดชอบที่ไม่ดำเนินการตรวจสุขภาพอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มีโรงพยาบาลที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงแรงงานประมาณ 21 แห่งที่สามารถตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้ จึงต้องตรวจสอบว่าจำนวนโรงพยาบาล 34 แห่งที่ปรากฏเป็นข่าวว่าไม่ได้รับการรับรองนั้น เป็นตัวเลขที่ไม่เคยอยู่ในระบบตั้งแต่แรกหรือไม่

เมื่อถูกถามว่า หากสถานประกอบการรู้เห็นเป็นใจในการส่งแรงงานไปตรวจที่สถานพยาบาลที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกระทรวงสาธารณสุข สถานประกอบการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ นายพงศ์กวิน ตอบว่า ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ไปตรวจ อาจเป็นบริษัทจัดส่งแรงงานที่บังคับแรงงานต่างด้าว หรือโรงพยาบาลแอบอ้างและขอเปิดเอง หรืออาจมีการรู้เห็นภายในกระทรวง

ส่วนประเด็นที่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับอดีตข้าราชการระดับซี 10 ของกรมการจัดหางานนั้น นายพงศ์กวิน กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะผิด เพราะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว และมีสิทธิ์ที่จะประกอบอาชีพได้ แต่อาจจะเอาผิดได้ยาก แต่ถ้าเป็นข้าราชการที่ยังอยู่ในอำนาจ และเข้าไปยุ่งเกี่ยว ถือว่าผิดแน่นอน เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาว่าการตรวจสอบ”พงศ์กวิน สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน” จะนำไปสู่ข้อสรุปและการแก้ไขปัญหาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางานได้ออกประกาศสรุปรายชื่อสถานพยาบาลเอกชนที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าวที่จะขอรับใบอนุญาตทำงาน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ตามที่กรมการจัดหางานกำหนด จำนวน 75 แห่ง โดยมีรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดสมุทรสาคร ที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับรองให้ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเป็น 1 ใน 75 แห่งที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงานด้วย เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจในระบบการดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย และป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

จากกรณีที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบ “พงศ์กวิน สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องมาตรฐานของโรงพยาบาลที่ตรวจโรคแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังนั้น การเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างมาตรฐานที่เป็นเอกภาพจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมมองว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไขที่ยั่งยืน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “พงศ์กวิน” สั่งสอบ รพ. ที่ก.แรงงานรับรองให้แรงงานต่างด้าวตรวจโรค แต่ สธ.ชี้ไม่ได้มาตรฐาน

จี้สอบ! ภาคประชาชนยื่นหนังสือสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบและเปิดเผยผลสอบวินัยของ “หมอสุภัทร” หลังจากมีการยื่นหนังสือร้องเรียน โดย “สมคิด” รับปากจะประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล พร้อมเชื่อว่าผลสอบควรเปิดเผยได้เพื่อความโปร่งใส

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เครือข่ายภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำโดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้รวมตัวกันที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีที่มีผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยในปัจจุบัน กระทำผิดวินัยร้ายแรงและอาจถูกให้ออกจากราชการ

ประเด็นสำคัญที่ถูกอ้างถึงคือ กรณีที่นายแพทย์สุภัทร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจ ATK โควิด-19 ในปี 2564 เพื่อร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในนาม “ชมรมแพทย์ชนบท” จากทั่วประเทศ เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกที่เรียกว่า “หมอชนบทบุกกรุง” โดยมุ่งเน้นการใช้ชุดตรวจ ATK เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร

นายนิมิตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จากข้อมูลในปี 2564 ของศูนย์โควิดรัฐบาล ช่วงที่ทีมหมอชนบทบุกกรุงนั้น เป็นช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเดลต้ามีความรุนแรงที่สุด และกรุงเทพฯ เผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดในระดับสูงสุดของประเทศ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อได้เนื่องจากโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมาก ค่าตรวจมีราคาสูง และชุดตรวจ ATK ขาดแคลน ทำให้ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบตรวจคัดกรองและบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

ทางเครือข่ายภาคประชาชนมีความเห็นว่า การคัดกรองผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรู้ผลเร็ว รักษาเร็ว จะช่วยลดการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ดังนั้น เครือข่ายจึงได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยผลสอบวินัยของนายแพทย์สุภัทรต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทรล็อกสเปกการจัดซื้อชุดตรวจ ATK
  2. ขอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเป็นธรรมแก่นายแพทย์สุภัทร

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีการยื่นหนังสือตรวจสอบ “หมอสุภัทร”

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ มีตัวแทนที่เคยทำงานร่วมกับกลุ่มแพทย์ชนบทในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2564 เข้าร่วมด้วย ได้แก่ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายอื่นๆ อีก 50 กลุ่ม โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

นายสมคิดกล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับนายแพทย์สุภัทร และเคยเชิญมาให้ข้อมูลเมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว เข้าใจว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว แต่เมื่อเห็นโพสต์เฟซบุ๊กของนายแพทย์สุภัทรเมื่อไม่นานมานี้ จึงได้รับเรื่องนี้มาประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล เขายืนยันว่าจะส่งหนังสือร้องเรียนนี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อว่าผลสอบควรได้รับการเปิดเผย หากผลการสอบเป็นอย่างไร จะประสานงานกลับไปยังกลุ่มเครือข่ายอีกครั้ง

ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ได้ระบุว่าจะรอฟังความจริงและข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่านายแพทย์สุภัทรได้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่สังคมหรือไม่ และเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต การเปิดเผยผลการสอบสวนและการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ

ที่มา – ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

Scroll to top