กระบี่

อดีตข้าราชการเกษียณ ขึ้นเขาวัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หมดสติเสียชีวิต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักเดินทางและนักท่องเที่ยวทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าเศร้าใจจากภาคใต้สุดแสนสวยของไทย โดยเฉพาะที่ อดีตข้าราชการเกษียณ ขึ้นเขาวัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หมดสติเสียชีวิต หลังเดินถึงยอด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เตือนใจให้เราต้องระมัดระวังสุขภาพในการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์นะครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2567 (ตามข่าว) ทำให้หลายคนช็อกเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนชอบออกกำลังกายและชมวิวสวยๆ

อดีตข้าราชการเกษียณ ขึ้นเขาวัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หมดสติเสียชีวิต หลังเดินถึงยอด

รายละเอียดของเหตุการณ์ เมื่อเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยกระบี่พิทักษ์ประชาและกู้ภัยเทศบาล ต.กระบี่น้อย รีบรุดขึ้นไปช่วยเหลือหลังได้รับแจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวเป็นลมหมดสติบนยอดเขา วัดถ้ำเสือวิปัสสนา ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ สถานที่ดังกล่าวมีบันไดนาคกว่า 1,200 ขั้น ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นไปเพราะเป็นจุดสูงสุด ทีมกู้ภัยที่ชำนาญด้านกู้ภัยในที่สูงใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงที่เกิดเหตุ

ผู้ประสบภัยคือ นายเสกสรรค์ ศรีสุธัญญาวงศ์ อายุ 68 ปี ชาว ต.หัวช้าง อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการเกษียณ สภาพตอนนั้นหมดสติ หัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่รีบปั๊มหัวใจ CPR ทันที แต่สุดท้ายก็ช่วยชีวิตไม่สำเร็จ แพทย์จาก รพ.กระบี่ ตรวจยืนยันการเสียชีวิต และตำรวจ ร.ต.ท.ชาญวิทย์ แจ่มใส รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองกระบี่ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ภาพเหตุการณ์กู้ภัยบนยอดเขาวัดถ้ำเสือ

คำให้การจากภรรยาและสาเหตุเบื้องต้น

นางสุภาพร ศรีสุธัญญาวงศ์ อายุ 61 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ทั้งคู่เกษียณอายุราชการแล้ว ใช้ชีวิตท่องเที่ยวด้วยกันสองคนเพราะไม่มีลูก เคยขึ้นเขาหลายที่มาก่อน รวมถึงที่กระบี่แห่งนี้ด้วย ก่อนเกิดเหตุสามีไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน แต่ยอมรับว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อเดินขึ้นถึงยอด สามีบอกว่าหน้ามืด คิดว่าเป็นลมจากความเหนื่อย แต่สุดท้ายหมดสติ ภรรยารอเจ้าหน้าที่ช่วยแต่ไม่ทัน ภรรยาไม่ติดใจสาเหตุการตาย ตำรวจจึงมอบศพให้ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ภาพภรรยาผู้เสียชีวิตและทีมกู้ภัย

วัดถ้ำเสือกระบี่คือสถานที่อย่างไร

วัดถ้ำเสือวิปัสสนา เป็นวัดชื่อดังใน จ.กระบี่ ที่มีบันไดนาค 1,237 ขั้น (ตามบางแหล่ง) นำไปสู่ยอดเขาที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่และวิวพาโนรามาสวยงาม เหมาะสำหรับคนชอบเดินป่า ปีนเขา และฝึกสมาธิ แต่ด้วยความชันและจำนวนขั้นมาก จึงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ที่นี่เปิดให้เข้าฟรี แต่ต้องใช้แรงเยอะมาก

เคล็ดลับป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยสำหรับนักท่องเที่ยว

จากเหตุการณ์ อดีตข้าราชการเกษียณ ขึ้นเขาวัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หมดสติเสียชีวิต หลังเดินถึงยอด ทำให้เราต้องมีคำเตือนดังนี้ครับ

  • ตรวจสุขภาพก่อนเดินทาง: โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ควรปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกายล่วงหน้า
  • พกน้ำและของว่าง: ดื่มน้ำบ่อยๆ กินอาหารเบาๆ เพื่อรักษาน้ำตาลในเลือด
  • เดินช้าๆ พักบ่อย: อย่ารีบ ใช้เวลา 1-2 ชม. ขึ้นลง และฟังร่างกายตัวเอง
  • ไปเป็นกลุ่ม: อย่าไปคนเดียว โดยเฉพาะคู่รักสูงวัย ควรมีเพื่อนหรือแจ้งคนอื่น
  • เช็คอากาศ: หลีกเลี่ยงแดดร้อนหรือฝนตกที่ทำให้ลื่น

นอกจากนี้ ยังควรมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจว่า การท่องเที่ยวต้องมาก่อนสุขภาพเสมอ โดยเฉพาะในวัยเกษียณที่อยากผจญภัย ผมคิดว่าถ้าเราเตรียมตัวดี กระบี่และวัดถ้ำเสือยังคงเป็นจุดหมายในฝันได้ แต่ถ้าสุขภาพไม่พร้อม ก็เลือกท่องเที่ยวแบบชิลๆ ดีกว่าครับ คุณคิดเห็นยังไง ลองแชร์ประสบการณ์การขึ้นเขาหรือทริปกระบี่ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่รักการเดินทางด้วย!

ที่มา – อดีตข้าราชการเกษียณ ขึ้นเขาวัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หมดสติเสียชีวิต หลังเดินถึงยอด

กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลังน้ำมันเขียว 35 บาท

สถานการณ์กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหวกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงประมงไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการประมงพาณิชย์ทางทะเล ชาวประมงหลายสิบคนต้องเผชิญกับวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้เรือประมงกว่า 10 ลำต้องจอดเทียบท่าแบบกะทันหัน สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบว่าเรือประมงพาณิชย์จำนวนกว่า 10 ลำจอดนิ่งสนิทบริเวณท่าเทียบแพปลาในตำบลไสไทย ไม่ยอมออกทะเลทำประมงตามปกติ สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเขียวหรือน้ำมันดีเซลที่ใช้สำหรับเรือประมง ซึ่งปรับขึ้นสูงถึงลิตรละ 35 บาท จากเดิมลิตรละ 30.50 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 4.50 บาทต่อลิตรภายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น

นอกจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ในช่วงนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รายได้ไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูง ชาวประมงจึงตัดสินใจหยุดออกเรือชั่วคราวเพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลาย

น้ำมันเขียวคืออะไร และทำไมถึงกระทบหนัก

น้ำมันเขียว คือน้ำมันดีเซลประเภทพิเศษที่รัฐบาลจัดสรรให้เฉพาะผู้ประกอบการประมง เพื่อช่วยลดต้นทุนในการออกทะเล โดยปกติจะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป แต่ในช่วงราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามในยูเครน การลดกำลังการผลิตของ OPEC และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาพุ่งสูงเกินกว่าที่ชาวประมงจะรับไหว

นายทวี ขนานใต้ ไต๋เรือประมงเรือ “ว.โชคกมลทิพย์” หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เปิดเผยกับสื่อว่า “ราคาน้ำมันขึ้นกระทันหัน ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวออกทะเลพุ่งไปกว่า 20-30% แต่ปริมาณปลาที่จับได้น้อยลง หากปรับราคาขายก็ขายไม่ออกเพราะไม่มีราคากลางกำหนด พ่อค้าจึงไม่รับซื้อ เราต้องขาดทุนหนัก” เขายังเตือนว่าหากราคายังสูงต่อไป อาจต้องหยุดทำประมงยาวนานกว่านี้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมประมง

กรณีกลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว ไม่ใช่แค่ปัญหาของชาวเรือเท่านั้น แต่ยังกระทบ زنجیرهห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ตั้งแต่พ่อค้าปลีกรับซื้อ แม่ค้าตลาดสด ไปจนถึงผู้บริโภคที่อาจต้องเผชิญราคาสัตว์น้ำแพงขึ้นในอนาคต จังหวัดกระบี่ซึ่งมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวและประมง เศรษฐกิจท้องถิ่นจึงเสี่ยงชะลอตัว

  • เรือประมงจอดกว่า 10 ลำ ส่งผลให้แรงงานนับสิบคนว่างงานชั่วคราว
  • ปริมาณสัตว์น้ำเข้าตลาดลดลง 20-30%
  • ต้นทุนน้ำมันเพิ่ม 4.50 บาท/ลิตร ต่อเที่ยวออกทะเลหลายพันลิตร
  • ไม่มีราคากลางสัตว์น้ำ ทำให้ไม่กล้าปรับราคาขาย

ชาวประมงเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวให้คงที่เหมือนกับน้ำมันดีเซลบนฝั่งที่ยังอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น เงินอุดหนุน หรือลดภาษีนำเข้าน้ำมัน

แนวทางแก้ไขและบทเรียนที่ได้

จากสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมประมงไทยที่พึ่งพาน้ำมันสูง รัฐบาลควรมีนโยบายระยะยาว เช่น ส่งเสริมเรือไฟฟ้า ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล หรือกองทุนช่วยเหลือประมงโดยตรง นอกจากนี้ การติดตั้งระบบ GPS ติดตามสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ในมุมมองของเรา สถานการณ์กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ มิฉะนั้นอาจลุกลามไปจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ คุณล่ะคิดว่าควรมีมาตรการอะไรบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของชาวประมงดังถึงหูผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว

นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม

นายกฯ อนุทิน เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ชื่นชมแนวคิด “Made by Krabi” ผนวก “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ของกระบี่ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวลา 18.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อย่างเป็นทางการในวันนี้ การเปิดศูนย์การค้าแห่งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่

“จังหวัดกระบี่เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองแห่งการลงทุน เมืองแห่งโอกาส และเป็นประตูสู่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน การมีศูนย์การค้าครบวงจรระดับประเทศย่อมเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวกระบี่ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมแนวคิดในการพัฒนาศูนย์การค้า “Made by Krabi” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเป็นแหล่งช้อปปิ้ง แต่ยังให้ความสำคัญกับการผนวกเอา “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ของกระบี่ เข้าไว้ในการออกแบบ และการดำเนินงาน พร้อมกล่าวขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารเซ็นทรัล กระบี่ ในการดำเนินบทบาทในการเป็นคู่ค้าที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยเฉพาะในการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในท้องถิ่น และเป็นเวทีให้สินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) รวมถึงสินค้าทางการเกษตรของกระบี่ ได้มีโอกาสเข้ามาจำหน่าย ขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

พร้อมขอให้เซ็นทรัล กระบี่ เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาใช้จ่าย และใช้เวลาในกระบี่ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัด

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวอวยพรให้ศูนย์การค้าประสบความสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของจังหวัดกระบี่ และประเทศไทยต่อไป

นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม

การเปิดตัวศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ภายใต้แนวคิดที่ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ได้รับคำชื่นชมจากนายกรัฐมนตรี สะท้อนถึงความสำคัญของการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างลงตัว ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความแตกต่างให้กับศูนย์การค้าแห่งนี้ แต่ยังเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมของกระบี่ไปพร้อมๆ กัน

อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล กระบี่ กับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับการจับจ่ายใช้สอย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และความเป็นกระบี่อย่างแท้จริง ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของกระบี่ การผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าไปในทุกรายละเอียด ทำให้เซ็นทรัล กระบี่ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างและน่าจดจำ

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเปิดตัว เซ็นทรัล กระบี่ และชื่นชมแนวคิดในการชู อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมและความเป็นท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่ศูนย์การค้าแห่งนี้สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่ต่อไป

การที่ นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม จึงเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างสมดุล

ที่มา – นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชื่นชมชู อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

รัฐบาลพาสื่อทัวร์กระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกฯ “อัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ กว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568 เพื่อโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อเดินทางถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ คณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง” ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม/ราย จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

“จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่ม “เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว” (Major City) ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล”

ด้านนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

การจัดกิจกรรม Press Tour ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว อย่างจังหวัดกระบี่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมต้องโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก?

การโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลักอย่างกระบี่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เมืองเหล่านี้มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • สร้างรายได้: การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ
  • กระจายรายได้: ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • สร้างงาน: สร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ โครงการคนละครึ่งพลัส ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในชุมชน

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก เพื่อแสดงศักยภาพของจังหวัดกระบี่ และผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ที่มา – รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

ศศิธร วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกนาม “เมืองกระบี่”

รมช.มท. “ศศิธร กิตติธรกุล” วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้พระราชทานนาม “เมืองกระบี่”

วันที่ 23 ต.ค. 2568 น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธี และมีข้าราชการตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม่บ้านมหาดไทย นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ร่วมพิธี

สำหรับวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยตลอดระยะเวลา 43 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงริเริ่มในการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการทหาร ด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปฏิรูประบบราชการ การจัดการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยในปี 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะแขวงเมืองปกาสัยขึ้นเป็นเมืองปกาสัย และพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” และต่อมาในปี 2418 มีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ด้วยหลักทศพิธราชธรรม โดยทรงให้ความใกล้ชิดกับปวงพสกนิกร และเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศใช้กฎหมายเลิกทาส ทำให้ประเทศไทยหรือประเทศสยามในขณะนั้นเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านสังคม ด้วยคุณอุปการจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ได้แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมประชาชนทั่วราชอาณาจักรนำมาซึ่งความผาสุขร่มเย็น พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งแปลความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน”

วันนี้เป็นวันที่เราได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย การวางพวงมาลาและร่วมพิธีในวันนี้เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน และเป็นการน้อมนำเอาพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและพัฒนาประเทศชาติต่อไป

การที่พระองค์ทรงพระราชทานนาม “เมืองกระบี่” แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและความสำคัญที่ทรงมีต่อเมืองนี้ กระบี่จึงเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

ศศิธร วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกนาม “เมืองกระบี่”

การจัดงานวันปิยมหาราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวไทยทุกคน และการที่ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาวางพวงมาลาที่จังหวัดกระบี่ในวันนี้ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่ชาวกระบี่

ทำไมเราต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน?

เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลิกทาส การปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่าง ๆ พระราชกรณียกิจเหล่านี้ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน เรายังคงได้รับอานิสงส์จากพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และเราควรที่จะน้อมนำเอาพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ไม่ใช่เพียงแค่การจัดงานวันปิยมหาราชเท่านั้น แต่เป็นการที่เราจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจของพระองค์ และนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ

ดังนั้น ในวันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

การที่เมืองกระบี่ได้รับพระราชทานนามจากพระองค์ท่าน ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของชาวกระบี่ทุกคน และเราควรที่จะรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองกระบี่ให้คงอยู่ตลอดไป

ที่มา – “ศศิธร” วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม “เมืองกระบี่”

แจ้งความ “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” ตุ๋นอุมเราะห์

ตัวแทนผู้เสียหายเข้าแจ้งความ “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” ตุ๋นเหยื่อ 10 ราย ซื้อตั๋วแบบ VIP รวมเฉียดล้าน อ้างจัดทริปร่วมพิธีอุมเราะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ตั้งใจเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 นายวีระศักดิ์ รักชาติ ชาวบ้าน ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สุริยา ดำรงวัฒนา รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ทรายขาว จ.กระบี่ เพื่อแจ้งความดำเนินคดี เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่ แห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยได้รับมอบอำนาจจาก นายอภิวัฒน์ รักชาติ น้องชาย ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ถูกเจ้าของโรงแรมดังกล่าว หลอกให้โอนเงินซื้อตั๋วเพื่อเดินทางไปทำพิธีอุมเราะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายอีกรายเข้าแจ้งความไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.ทรายขาว แล้วในคดีเดียวกัน คือ ว่าที่ ร.ต.อำนวย สมาด อายุ 33 ปี ชาว อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดยคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายรวม 10 คน ถูกหลอกให้ซื้อตั๋วแบบ VIP เพื่อเดินทางไปร่วมพิธีอุมเราะห์ ผู้เสียหายทั้งหมดโอนจ่ายเงินให้กับเจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่ดังกล่าวไปแล้วรวมกว่า 9 แสนบาท โดยกำหนดวันเดินทางไว้วันที่ 13-25 พ.ย. 2568

ซึ่งตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ คือกลุ่มผู้เสียหายต้องได้รับตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าก่อนเดินทางจริง 1 เดือน เพื่อนำตั๋วไปดำเนินการในเรื่องการขอวีซ่า แต่กลับถูกเจ้าของโรงแรมรายดังกล่าวผลัดวันไปเรื่อย จนกลุ่มผู้เสียหายเริ่มไม่สบายใจ และคิดว่าเจ้าของโรงแรมรายดังกล่าว อาจหนีออกนอกประเทศไปแล้ว จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ

ว่าที่ ร.ต.อำนวย หนึ่งในตัวแทนผู้เข้าแจ้งความ เผยว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายรายหนึ่งให้เข้าแจ้งความ หลังรวบรวมเงินจากลูกค้ารวม 10 คน จองตั๋วเดินทางไปทำพิธีอุมเราะห์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย รวมเป็นเงินมูลค่ากว่า 9 แสนบาท โดยโอนเงินทั้งหมดให้กับเจ้าของโรงแรมในตัวเมืองหาดใหญ่ ที่อ้างเป็นตัวแทนในการจัดทริป ให้ทำการจองตั๋วเครื่องบินเพื่อใช้ในการเดินทางไปทำพิธีดังกล่าว

แต่ปรากฏว่า เมื่อสอบถามความคืบหน้าไป เจ้าของโรงแรมก็พูดผัดผ่อนมาตลอด จนลูกทัวร์ที่จะเดินทางเริ่มไม่สบายใจ ตนจึงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งความไว้ เพื่อให้ทางตำรวจดำเนินการทางกฎหมายให้

ทางด้าน พ.ต.ท.สุริยา รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ทรายขาว กล่าวว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับแจ้งความไว้แล้ว หลังจากนี้รอให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่ม จึงจะเข้าข่ายเป็นคดีฉ้อโกง ที่ต้องมีผู้เสียหายหลายราย โดยให้ผู้เสียหายนำหลักฐานการโอนเงิน และหลักฐานการสนทนาต่างๆ มามอบให้พนักงานสอบสวน

หากรายใดไม่สามารถมาแจ้งความด้วยตัวเองได้ ก็มอบอำนาจให้ญาติมาแจ้งความแทนได้ หรือจะแจ้งความที่โรงพักในพื้นที่ไหนก็ได้ หากมีผู้เสียหายหลายราย และเป็นคดีลักษณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะรวมทั้งหมดมาเป็นคดีเดียวกันได้ เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการโทรสอบถามข้อมูลพนักงานโรงแรมดังกล่าว ได้ให้ข้อมูลว่า “เจ้าของไม่อยู่ที่โรงแรม ล่าสุดโทรกลับมาที่โรงแรม 3 วันก่อน” ซึ่งหากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

แจ้งความ “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” ตุ๋นเหยื่อเฉียดล้าน อ้างจัดทริปร่วมพิธีอุมเราะห์

ความคืบหน้าคดี “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่”

คดี“เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนใจให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการทำธุรกรรมใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อบริการที่มีมูลค่าสูง ควรตรวจสอบข้อมูลของผู้ให้บริการอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมไว้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง

  • ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ: ก่อนตัดสินใจซื้อบริการใด ๆ ควรตรวจสอบประวัติของผู้ให้บริการ เช่น ชื่อเสียง ประสบการณ์ และรีวิวจากลูกค้าท่านอื่น ๆ
  • อ่านสัญญาและข้อตกลงอย่างละเอียด: ทำความเข้าใจในข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการชำระเงิน การยกเลิก และการคืนเงิน
  • เก็บหลักฐานการทำธุรกรรมไว้ทุกครั้ง: ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ สัญญา ข้อความสนทนา หรือหลักฐานการโอนเงิน ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในกรณีที่เกิดปัญหา
  • ปรึกษาผู้รู้: หากไม่แน่ใจในข้อมูลใด ๆ ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในด้านนั้น ๆ เพื่อขอคำแนะนำ

การถูกหลอกลวงเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออีกด้วย ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หากท่านใดได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกันกับคดี “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” นี้ ขอแนะนำให้รีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ที่มา – แจ้งความ “เจ้าของโรงแรมดังหาดใหญ่” ตุ๋นเหยื่อเฉียดล้าน อ้างจัดทริปร่วมพิธีอุมเราะห์

สรุปดราม่า จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” ผู้ป่วยเสียชีวิต

สรุปดราม่า “ชายขับกระบะ” จอดขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมีผู้ป่วยเสียชีวิต คนขับกระบะโดนไล่ออก แถมถูกแจ้งดำเนินคดีเอาผิด 2 ข้อหา

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “โรงพยาบาลปลายพระยา” แถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงปม “กระบะ” นำรถจอดกีดขวางรถพยาบาล จนไม่สามารถนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถได้ สุดท้ายผู้ป่วยเสียชีวิต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจิตสำนึกสาธารณะ และผลกระทบของการกระทำโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ “กระบะ” จอดรถกีดขวาง “รถพยาบาล”

  • 5 ทุ่ม 10 นาที วันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา กำลังช่วยชีวิต “นายสมควร” อายุ 69 ปี ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีภาวะการหายใจล้มเหลว ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • นายสมควร อาการหนัก เจ้าหน้าที่ต้องทำเรื่องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.กระบี่
  • 5 ทุ่ม 15 นาที มีรถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดปิดท้ายรถพยาบาล พาผู้ป่วยหญิงวัย 69 รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง
  • พยาบาลหัวหน้าเวร อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่า มีคนไข้อาการหนักกำลังเตรียมส่งต่อ ให้รอสักครู่ แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ขณะเคลื่อนนายสมควร ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปขึ้นรถพยาบาล พบว่ารถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายคนป่วยขึ้นรถได้
  • พยาบาลแจ้งเจ้าของกระบะมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ยังคงเอะอะโวยวายเสียงดัง เรื่องไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ลูกสาวนายสมควร นั่งทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของกระบะช่วยเลื่อนรถออก สักพักถึงเดินไปเลื่อนรถ
  • สุดท้ายผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยหญิงวัย 69 แม่เจ้าของกระบะ หมอตรวจรักษาจนอาการทุเลา ให้ยากลับไปกินที่บ้าน

พ่ออาจจะยังรอดชีวิต หากกระบะไม่จอดรถขวาง

  • ลูกสาวนายสมควร เล่าคืนเกิดเหตุ พ่อหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก ไปถึง รพ.ปลายพระยา อาการไม่ดีขึ้น เตรียมส่งตัวรักษาที่ รพ.กระบี่
  • ระหว่างเคลื่อนย้ายพ่อไปขึ้นรถฉุกเฉิน กระบะคันดังกล่าวจอดปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้เข็นพ่อขึ้นรถไม่ได้ เพราะคนขับรถกระบะพาแม่ของเขาเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
  • ตอนนั้นร้อนใจมาก เพราะอาการพ่อทรุดลงต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • เดินไปบอกเจ้าของกระบะให้ช่วยเลื่อนรถ แต่ทางเจ้าของรถก็เอะอะโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ และมีปากเสียงกับญาติๆ ของตน
  • พยายามอ้อนวอนคนขับรถกระบะ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นเพื่อกราบอ้อนวอน ขอให้เลื่อนรถให้ แต่ก็ยังไม่ได้ผล
  • สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกคนขับกระบะ หากไม่ยอมเลื่อนรถจะเรียกตำรวจ คนขับกระบะจึงยอมไปเลื่อนรถ
  • ฝากเป็นอุทาหรณ์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะช่วยชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้ เชื่อว่าหากวันนั้นไม่มีรถกระบะจอดขวาง พ่ออาจจะยังรอดชีวิต

ชายขับกระบะยอมรับขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว

  • เจ้าของรถกระบะ เล่าคืนเกิดเหตุ พาแม่วัย 69 ที่มีอาการป่วยด้วยกรดไหลย้อน จุกแน่นหายใจไม่ออกไปโรงพยาบาล
  • ตอนจอดส่งแม่ไม่มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมารับ จึงให้ภรรยาไปเอารถเข็นและช่วยกันเข็นแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน เพราะแม่มีอาการอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
  • ไม่ทราบรถฉุกเฉินที่จอดอยู่ เพิ่งเข้ามาจอดหรือเตรียมจะออก และไม่รู้ด้วยว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินรอขึ้นรถฉุกเฉิน
  • หลังเกิดเรื่องเตรียมส่งเงินชดเชยส่วนหนึ่งจากบริษัทที่ทำงานไปให้กับญาติผู้เสียชีวิต
  • หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงจะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่แบบนี้ ยอมรับว่าขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว
  • ตอนนี้ถูกบริษัทเลิกจ้างไปแล้ว ต้องกลายเป็นคนตกงาน ส่วนภรรยาก็ต้องรอออกจากงานสิ้นปีนี้

CPF ไล่ออก ชายเจ้าของกระบะ จากเหตุการณ์ จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล”

  • บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ยอมรับ “ชายเจ้าของกระบะ” เป็นพนักงานของบริษัทจริง
  • พฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร บริษัทจึงยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว
  • บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

แจ้งความเอาผิด 2 ข้อหา ชายจอดกระบะขวางรถฉุกเฉิน

  • เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา แจ้งข้อกล่าวหาชายคนขับรถกระบะ 2 ข้อหา คือ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
  • ตำรวจเตรียมออกหมายเรียก “เจ้าของกระบะ” มารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ
  • ผกก.สภ.ปลายพระยา ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย.

เหตุการณ์จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคม ในการคำนึงถึงส่วนรวมและเคารพสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

ที่มา – สรุปดราม่าจอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมี “ผู้ป่วยวิกฤต” เสียชีวิต

เจ้าของตั้งรางวัล 10,000 บาท ให้คนเจอแมวรัก!

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อเจ้าของประกาศตั้งรางวัล 10,000 บาท สำหรับผู้ที่พบ แมวรัก ที่หายไป หลังถูกแก๊งสาวบุกบ้านอุ้มหายไปอย่างปริศนา เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก

จากภาพวงจรปิดพบว่า มีผู้หญิง 3 คน บุกเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดกระบี่ ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน พวกเธอได้ไล่จับ “น้องเพโล่” แมวไทยผสมสกอตติช โฟลด์ ซึ่งเป็นแมวรักของเจ้าของบ้าน การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าของบ้านตัดสินใจตั้งรางวัลนำจับถึง 10,000 บาท เพื่อหวังว่าจะได้แมวรักกลับคืนมาโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 10.30 น. กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพหญิงสาวทั้ง 3 คน ขณะขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า MSX สีเขียว-ดำ หมายเลขทะเบียน 8258 กระบี่ เข้ามาในบริเวณบ้าน ก่อนที่จะลงมือไล่จับน้องเพโล่ และอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลังเกิดเหตุ เจ้าของบ้านได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อ่าวนาง เพื่อให้ช่วยติดตามตัวคนร้ายและนำแมวกลับคืนมา

คุณนารีรัตน์ มาจุรินทร์ อายุ 33 ปี เจ้าของบ้านและเจ้าของน้องเพโล่ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ในวันเกิดเหตุ เธอออกไปทำงานตามปกติ และเมื่อกลับมาถึงบ้านในช่วงเย็น ก็รู้สึกผิดสังเกตว่าไม่เห็นน้องเพโล่วิ่งออกมาต้อนรับเหมือนเช่นเคย เธอจึงให้สามีเปิดกล้องวงจรปิดดู และพบว่ามีหญิงสาว 3 คน บุกรุกเข้ามาในบ้านของเธอ

จากภาพวงจรปิด พบว่า หญิงคนแรกได้เดินเข้าไปไล่จับน้องเพโล่ แต่แมวตกใจและวิ่งหนี จากนั้นหญิงคนที่สองก็เดินเข้ามาอุ้มน้องเพโล่ออกไป คุณนารีรัตน์เชื่อว่า ผู้หญิงทั้ง 3 คน ตั้งใจที่จะบุกรุกเข้ามาขโมยแมวของเธอโดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีทรัพย์สินอื่นใดสูญหายไป

หลังจากแจ้งความกับตำรวจแล้ว คุณนารีรัตน์ยังได้นำเรื่องราวไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย เพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวเน็ตในการตามหาเบาะแสของหญิงสาวทั้ง 3 คน และประกาศว่า หากใครพบเห็นน้องเพโล่ หรือสามารถนำแมวกลับมาคืนได้ เธอจะมอบเงินรางวัลให้ทันที 10,000 บาท โดยสามารถติดต่อผ่านทางตำรวจ สภ. อ่าวนาง หรือนำแมวมาคืนที่บ้านได้โดยตรง

คุณนารีรัตน์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้ที่ขโมยแมวรักไปสำนึกผิดและนำแมวกลับมาคืน เธอพร้อมที่จะถอนแจ้งความและไม่เอาเรื่อง แต่หากไม่สำนึกผิด เธอก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เจ้าของตั้งรางวัล 10,000 บาท ให้คนเจอแมวรัก

“น้องเพโล่” เป็นแมวที่ถูกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเป็นแมวจรจัด คาดว่าน่าจะเป็นพันธุ์ผสมระหว่างแมวไทยกับสกอตติช โฟลด์ คุณนารีรัตน์รักน้องเพโล่มาก และเชื่อว่าคนร้ายอาจนำแมวไปขายให้กับคนที่สั่งซื้อแมว เนื่องจากในพื้นที่อ่าวนาง มีข่าวลือว่ามีกลุ่มคนที่ตระเวนขโมยแมวตามใบสั่งไปขาย เธอจึงฝากความหวังไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ลักษณะของแมวที่หายไป – น้องเพโล่ แมวรักที่หาย

  • ชื่อ: เพโล่
  • พันธุ์: ไทยผสมสกอตติช โฟลด์
  • เพศ: เมีย
  • ลักษณะเด่น: ลายสลิด
  • อายุ: ประมาณ 6 เดือน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคนต้องระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรม หรือการทำร้ายสัตว์เลี้ยง ควรดูแลสัตว์เลี้ยงของท่านอย่างใกล้ชิดและติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน เช่น กล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

การสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่รักไป เป็นความเจ็บปวดที่เข้าใจได้ หวังว่าน้องเพโล่จะกลับคืนสู่อ้อมอกเจ้าของโดยเร็วนะคะ

ที่มา – เจ้าของตั้งรางวัล 10,000 บาท ให้คนเจอแมวรัก หลังแก๊งสาวบุกบ้าน อุ้มหาย

เจอตัวแล้ว! หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น อ้างเสพเล่นๆ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกออนไลน์ เมื่อมีข่าว เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น แถมตรวจเจอฉี่ม่วงอีกด้วย! เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่หนุ่มใหญ่รายหนึ่งขับรถกระบะประกบรถจักรยานยนต์ของนักศึกษา พร้อมตะโกนข่มขู่ ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา และล่าสุด ตำรวจได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ทราบชื่อคือ นายกมล อายุ 44 ปี จากการตรวจปัสสาวะ พบสารเสพติดในร่างกาย นายกมลอ้างว่าไม่ได้ติดยา แต่แค่ “เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว”

เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น อ้างเสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว

นายกมลให้การว่า ในวันเกิดเหตุ ตนเองขับรถออกไปซื้อของ และขณะที่กำลังออกจากซอย ได้เจอกับนักศึกษา 2 คนขี่รถจักรยานยนต์อยู่ แล้วหันมามองหน้า ทำให้ตนเองไม่พอใจ จึงขับรถตามไปถามว่ามองอะไร พร้อมทั้งถามว่า “เคยข่มขืนผู้หญิงไหม” แต่ยืนยันว่าแค่ถามเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาจะข่มขู่

“เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว” คำอ้างของหนุ่มขู่เด็ก

คำกล่าวอ้างที่ว่า “เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว” ของนายกมล ทำให้หลายคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกผิด และยังเป็นการลดทอนความร้ายแรงของการใช้สารเสพติดอีกด้วย นายกมลยังอ้างอีกว่า ตนเองไม่ได้ติดยา แต่การตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะเป็นเพราะแค่เสพเล่นๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนนายกมลในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ และการเคารพสิทธิของผู้อื่น การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือทางวาจา ไม่เคยเป็นทางออกที่ดี และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ การใช้สารเสพติดยังเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำลายสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้ขาดสติ และก่อเหตุร้ายแรงได้อีกด้วย

ผลกระทบจากพฤติกรรมข่มขู่: พฤติกรรมข่มขู่ไม่ว่ารูปแบบใด ล้วนส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างมาก อาจทำให้เกิดความหวาดกลัว วิตกกังวล และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น เราทุกคนจึงควรช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขู่ในทุกรูปแบบ

ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์: เหตุการณ์ เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงและการใช้สารเสพติดในสังคมไทย เราทุกคนควรตระหนักถึงผลเสียของพฤติกรรมเหล่านี้ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ความรับผิดชอบต่อสังคม: การกระทำของนายกมลสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่บกพร่อง การข่มขู่วัยรุ่นและการใช้สารเสพติดเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับ เราทุกคนมีหน้าที่ในการเป็นพลเมืองที่ดี และเคารพกฎหมาย

ในท้ายที่สุด หวังว่าเหตุการณ์ เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น จะเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติและการควบคุมอารมณ์ รวมถึงการหลีกเลี่ยงจากสิ่งเสพติดที่จะนำมาซึ่งหายนะ

ที่มา – เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น ตรวจเจอฉี่ม่วง อ้างเสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว

Scroll to top