กองทัพภาคที่ 2

“บิ๊กเล็ก” ยันยิงตอบโต้ หากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ชี้ มวลชนกัมพูชาป่วนรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน ทำแบบนี้ในพื้นที่อธิปไตยไทยไม่ได้ จ่อแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สินราชการ เล็งใช้ตำรวจควบคุมมวลชน ยัน หากรุกล้ำยิงตอบโต้ได้ทันที

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มวลชนชาวกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพิ่มเติมเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาจะเข้ามารบกวน ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม

ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางไปว่าเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทย จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 อีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ จะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจังหวัดสระแก้ว แต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพราะประชาชนรับไม่ได้ อีกทั้งได้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทยเขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD เครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ชาวกัมพูชามีความพยายามจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ด้วย แต่อย่างไรก็ไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะได้สั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 1 มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

ในคำถามว่าพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานว่าทางกัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราจะต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ไฟเขียวยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

เมื่อถามอีกว่าจากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุ หากมีการล้ำในพื้นที่จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันทีนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็สามารถทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วอย่างไรก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน แต่อย่างไรไทยเรามีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

ในประเด็นว่าหากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะมีการเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล บอกว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ จ.สุรินทร์ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มีการเตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นอยู่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่ ผู้ว่า บันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯ สระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป ส่วนการปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเเละความปลอดภัยของประชาชนคนไทย การ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน เเต่ทั้งนี้ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

การที่ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” นั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เเละกองทัพก็มีความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเเละการพูดคุยกันระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายเเดน เเละปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่กองทัพมีความชัดเจนในเรื่องการ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยได้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ เล็งใช้กำลัง ตร.ควบคุมมวลชน

ทหารกัมพูชา รุกล้ำ! วางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพบก” เผยว่า “ทหารกัมพูชา” ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยอีกครั้ง โดยมีการดักซุ่มและลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ ล่าสุด พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกถึง 3 ทุ่น ทำให้สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย ซึ่งจากการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร

จากการรุกล้ำอธิปไตยไทยดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำของ ทหารกัมพูชา ในครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก ทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่

ทหารกัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

การตอบโต้และมาตรการของไทยต่อการรุกล้ำของทหารกัมพูชา

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะ IOT ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำอธิปไตยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง การกระทำของ ทหารกัมพูชา ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ่งบอกถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

ทางกองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และการเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อทหาร แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” รุกล้ำอธิปไตยไทย พบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น

ผงะ! **ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในบริเวณที่ทหารกัมพูชาเข้ามาดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้จุดดักซุ่มทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งข่าวการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ทหารไทยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2-3 นาย บริเวณเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งห่างจากแนวชายแดนเข้ามาในฝั่งไทยประมาณ 100 เมตร

จากการตรวจสอบพบว่าทหารกัมพูชาดังกล่าว สวมหมวกทรง FAST สีดำ ซึ่งคาดว่าเป็นหน่วย BHQ และกำลังดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย

หลังจาก**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด โดยใช้เครื่องตรวจทุ่นระเบิด และทำเครื่องหมายเอาไว้ เพื่อรอการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดต่อไป

PMN-2 คืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?

ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อทำอันตรายต่อมนุษย์โดยเฉพาะ มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และตรวจจับได้ยาก แรงระเบิดของ PMN-2 สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิตได้ การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

การลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อห้ามการใช้ การผลิต การสะสม และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบสุขของประชาชน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

  • การลาดตระเวนชายแดนถี่ขึ้น
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อกำจัดทุ่นระเบิดให้หมดไปจากพื้นที่ชายแดน และสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในจุดที่เจอทหารกัมพูชา หน่วย BHQ ดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

กมธ.ทหาร เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” ลดสูญเสียทหาร

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร วุฒิสภา เปิดตัวนวัตกรรม “รองเท้านิลมังกร” หรือ Spider Boots ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความหวังว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียขาและอวัยวะอื่นๆ ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการทหาร และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงถึงรายละเอียดของต้นแบบรองเท้านิลมังกร (Spider Boots) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากแรงระเบิดสังหารบุคคล โดยนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยจำนวนมากต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับรองเท้าที่ทหารต่างชาติใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าเป็นรองเท้าสไปเดอร์บูท (Spider Boots) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2000 โดยประเทศแคนาดา และกองทัพยูเครนได้นำไปใช้ในสนามรบจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสูญเสียอวัยวะและการบาดเจ็บล้มตายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ทหารยูเครนและประชาชนทั่วไปต้องสูญเสียขาไปประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่เมื่อนำสไปเดอร์บูทมาใช้ ทำให้จำนวนผู้สูญเสียขาลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 10 คนต่อปี

รองเท้านิลมังกร: นวัตกรรมเพื่อทหารไทย

“เราจึงได้ทำการถอดแบบจากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ และประสานงานกับโรงงานที่มีศักยภาพในการพิมพ์ระบบสามมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางโรงงานยินดีที่จะสนับสนุนการออกแบบและการประกอบเป็นรูปร่างโดยไม่คิดมูลค่า คาดว่าจะได้ต้นแบบตัวจริงภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะมีการติดตั้งคราดที่มีความแข็งแรงเพื่อต้านทานแรงระเบิด” นายวุฒิพงศ์กล่าว

อธิบายเพิ่มเติมว่า หากทหารสวมรองเท้าคอมแบททั่วไป เมื่อเหยียบถูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดฝังกลบในดิน มักจะถูกตัดที่ข้อเท้าพอดี แต่รองเท้านิลมังกรนี้ ถูกออกแบบให้ยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินที่เหยียบ ทำให้หน่วยลาดตระเวนที่สวมใส่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือหากได้รับบาดเจ็บก็จะลดความรุนแรงลง และหากนำไปใช้กับทหารที่เดินนำแถว จะสามารถลดแรงกระแทกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความสูญเสีย

ลดการสูญเสียด้วยรองเท้านิลมังกร

นายวุฒิพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการสวมใส่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่คุ้นชินและต้องฝึกเดินให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะนำไปใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่สิ่งประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารแนวหน้า และทำลายขวัญของศัตรูที่วางทุ่นระเบิด เนื่องจากรองเท้านิลมังกรจะช่วยลดประสิทธิภาพของทุ่นระเบิด

หลังจากที่ได้ต้นแบบสามมิติเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีการนำแบบไปแจกจ่ายให้กับโรงงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิต ซึ่งหลายโรงงานได้ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุน โดยจะส่งต้นแบบไปที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อทำการทดสอบการใช้งานต่อไป

รองเท้านิลมังกร ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทหารเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กมธ.ทหาร วุฒิสภา เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” หวังช่วยลดความสูญเสียทหารลาดตระเวน

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ ไม่จริง

“กองทัพภาคที่ 2” ออกโรงเตือน! ข่าวปลอมเรื่องโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ยืนยันข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและแชร์ต่อ

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในสื่อสังคมออนไลน์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนจำนวนมาก

ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ถูกต้องตามกระบวนการทางราชการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
  • การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

“กองทัพภาคที่ 2” จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันป้องกันและลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล จะต้องได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หากไม่มีประกาศดังกล่าว ข้อมูลนั้นถือว่าเป็นเท็จ และไม่ควรเชื่อถือ หากท่านพบเห็นข้อมูลที่น่าสงสัย โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอให้ประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการมีส่วนร่วมในการป้องกันข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมที่มีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์

“กองทัพภาคที่ 2” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

“บิ๊กเล็ก” ลั่น! ไม่รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ยืนยันหนักแน่นว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน พร้อมเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

“หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

จากการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นหลักของการสัมภาษณ์อยู่ที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี-ตราด ที่มีกระแสข่าวว่าการประชุมไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เนื่องจากทางกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอต่างๆ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในหลายประเด็น เช่น เรื่องทุ่นระเบิดและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความคืบหน้ากรณีรั้วลวดหนามชายแดน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุมต่างๆ ที่ถูกเลื่อนออกไปนั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า “ไม่มีอะไร” และวิเคราะห์ว่าทางกัมพูชามักใช้ทีมงานชุดเดียวกันในการประชุมต่างๆ ทำให้การเจรจาอาจล่าช้า แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะมีการแบ่งทีมงานที่ชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน ซึ่งมีการกดดันจากมวลชนชาวกัมพูชาต่อทหารไทย หลังจากการติดตั้งรั้วลวดหนาม พล.อ.ณัฐพล อธิบายว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (JBC) ซึ่งจะต้องมีการชี้เขตแดนให้ชัดเจนต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุม สมช. ในวันนั้น จะมีมติให้ถอนรั้วลวดหนามออก เพื่อรักษาสันติภาพตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย พล.อ.ณัฐพล ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่จริงๆ รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก” ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความชัดเจนของ พล.อ.ณัฐพล ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน นั้น เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

“แสวง” รอประเมิน เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ยังคงต้องรอการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยจากฝ่ายความมั่นคง ก่อนที่จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นี่คือประเด็นสำคัญที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กล่าวถึงในการประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“แสวง” รอฝ่ายความมั่นคงประเมินความปลอดภัยเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษเขต 5

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายแสวง บุญมี ได้กล่าวถึงความพร้อมของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ซึ่งจะครบวาระในปี 2569 โดยยอมรับว่าการสื่อสารของ กกต. ยังไม่ดีเท่าที่ควร และกำลังปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของคำร้องต่างๆ ได้

ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 นั้น นายแสวงกล่าวว่า กกต. กำลังรอสัญญาณจากฝ่ายความมั่นคงเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยของประชาชน หากฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าการจัดการเลือกตั้งจะปลอดภัย กกต. จังหวัดศรีสะเกษจะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งซ่อมที่ชัดเจนอีกครั้ง

ความคืบหน้าการประเมินความปลอดภัย เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5

ล่าสุด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษได้สอบถามไปยังกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้เมื่อใด นายแสวงย้ำว่า การดำเนินการจะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์สงบเรียบร้อยเท่านั้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว นายแสวงยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม 2569 สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เช่นเดียวกับการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาที่จะมีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน

กกต. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการนับคะแนนให้รวดเร็วและเสถียรมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในทุกระดับ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้น แต่ กกต. ก็พร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ยังไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน แต่ กกต. ได้เตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ อย่างเต็มที่ และเมื่อได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคงแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 5 ได้ทันที

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แสวง” รอฝ่ายความมั่นคงประเมินความปลอดภัยเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษเขต 5

กองทัพภาคที่ 2 สรุปชายแดน ทหารกัมพูชา?


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์บริเวณชายแดน โดยพบว่ามี ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ทางกองทัพยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนมากในพื้นที่ตอนในของจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และร้อยเอ็ด รวม 94 ลำ
  • ตรวจพบโดรนบริเวณชายแดน 5 พื้นที่ จำนวน 25-30 ลำ บินเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย
  • ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา พยายามเข้ามาเกาะแนวลวดหนามหีบเพลง และพยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกฎการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชา ถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตรึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในเขตอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

มีการจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยได้ตรวจสอบไปแล้ว 269 พื้นที่ รอการตรวจสอบอีก 43 พื้นที่ และอยู่ระหว่างดำเนินการรอทำลายอีก 9 พื้นที่ ทางกองทัพเน้นย้ำให้ประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

ในส่วนของงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้จัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เท่านั้น

สำหรับความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 256 หลังคาเรือน แบ่งเป็น:

  • เสียหายเล็กน้อย: 185 หลังคาเรือน
  • เสียหายมาก: 29 หลังคาเรือน
  • เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%): 42 หลังคาเรือน

ทางจังหวัดกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายและวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ “ทหารกัมพูชา” พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

Scroll to top