กองทัพอากาศ

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ สร้างความเสียหายหนักหน่วงให้กับหลายพื้นที่ สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ

รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 (ค.ศ. 2024) รัสเซียได้发动การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายวัน โดยใช้โดรนและขีปนาวุธถล่มหลายเมืองทั่วยูเครน ตลอดคืนวันจันทร์จนถึงเช้าวันอังคาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เตือนถึง “การโจมตีครั้งใหญ่” ที่กำลังจะมาถึง

รายละเอียดอาวุธที่ใช้ในการโจมตี

กองทัพอากาศยูเครนรายงานผ่าน Telegram ว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว 7 ลูก ขีปนาวุธร่อน 23 ลูก ขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้น 4 ลูก และโดรนถึง 392 ลำ โชคดีที่ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนสามารถสกัดกั้นได้เกือบทั้งหมด คือขีปนาวุธ 25 ลูกและโดรน 365 ลำ แต่ที่เหลือก็เพียงพอที่จะสร้างความหายนะ

  • เมืองคาร์คิฟ: โดรนพุ่งชนรถไฟฟ้า หญิงวัย 61 ปีเสียชีวิต
  • ซาโปริซเซีย: โดรน 6 ลำและขีปนาวุธ 6 ลูก ถล่มอาคารพักอาศัย ตาย 1 บาดเจ็บ 9
  • โปลตาวา: โจมตีที่พักอาศัยและโรงแรม ตาย 2 บาดเจ็บ 12
  • เคอร์ซอน: ปืนใหญ่ยิงบ้านพักพลเรือน ตาย 1
  • ดนีโปรเปตรอฟสค์: หญิงวัย 75 ปีบาดเจ็บ
  • ซูมี: โดรนชนรถบัส ชายวัย 65 ปีบาดเจ็บ

นี่คือตัวเลขเบื้องต้นที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 วัน และยังกระทบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าในโอเดสซา ซึ่งทำให้มอลโดวาต้องใช้เส้นทางส่งไฟสำรอง รัฐบาลมอลโดวาประณามรัสเซียอย่างหนัก โดยประธานาธิบดีไมอา ซานดู ยืนยันว่ารัสเซียต้องรับผิดชอบเต็มๆ

ปฏิกิริยาจากผู้นำยูเครน

ประธานาธิบดีเซเลนสกี โพสต์ผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ตัวเลขเหล่านี้ชัดเจนว่าเราต้องการการปกป้องมากขึ้นเพื่อช่วยชีวิตคน สิ่งสำคัญคือพันธมิตรต้องสนับสนุนยูเครนต่อไป” คำร้องนี้มาท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามที่เริ่มมานานกว่า 2 ปี ทำให้ยูเครนต้องพึ่งพาอาวุธจากชาติตะวันตก

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราคิดถึงความเปราะบางของพลเรือนในสงครามสมัยใหม่ โดรนราคาถูกกลายเป็นอาวุธหลักที่เปลี่ยนแปลงสมรภูมิ ไม่ใช่แค่ทหาร แต่คนธรรมดาก็ตกเป็นเป้า สงครามยูเครน-รัสเซียยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียเพิ่มความเข้มข้นในการโจมตี

นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมอลโดวา ที่พึ่งพาไฟฟ้าจากยูเครน สายส่ง Isaccea-Vulcanesti ถูกตัด ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานชั่วคราว แม้จะมีเส้นทางสำรอง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าสงครามนี้ส่งผลกระทบกว้างไกล

เพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น ลองดูสถิติการโจมตีทางอากาศในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนเผชิญโดรนรัสเซียเฉลี่ยวันละหลายร้อยลำ สะสมความเสียหายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การสนับสนุนจากนาโต้จึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองส่วนตัว สถานการณ์นี้เน้นย้ำว่าสันติภาพในยุโรปยังห่างไกล การเจรจาคือทางออกเดียว แต่ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายยังไม่พร้อม ในขณะที่พลเรือนต้องจ่ายราคาแพง

เรียกร้องให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แนะนำติดตามข่าวต่างประเทศจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับการโจมตีครั้งนี้ จะช่วยยูเครนได้อย่างไร?

ที่มา – รัสเซียโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ทั่วยูเครน ดับแล้ว 5 ศพ

นายกฯ สั่ง ทอ. รับคนไทยอิหร่านด่วน ถกสมช.

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมช่วยเหลือทุกวิถีทาง

นายกฯ ระบุว่า ได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงและการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน และสั่งการทันทีให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบินไปรับคนไทย โดยลำดับแรกคือในอิหร่านที่ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือประเทศอื่นๆ ที่มีสงคราม ไม่ว่าจะใช้เครื่องบินทหารที่อาจต้องแวะเติมน้ำมัน หรือเช่าเหมาลำให้รวดเร็วที่สุด รัฐบาลยังตรวจสอบน่านฟ้าที่ปิดและแผนอพยพผ่านประเทศที่สามด้วย

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

นายกฯ ย้ำว่า เครื่องบินพร้อมตลอด แต่ต้องพิจารณาปลายทางและเส้นทางบิน กระทรวงการต่างประเทศและคมนาคมจะใช้โค้ดการบินรัฐบาลเพื่อบินตรงไม่แวะเติมน้ำมันหากเป็นไปได้ “เราจะทำทุกวิถีทางให้คนไทยปลอดภัย หากอยากกลับ รัฐบาลพร้อมไปรับ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุดแบบเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยราว 7 หมื่นคนในพื้นที่สู้รบทั้งหมด รายละเอียดต้องรอแต่ละกระทรวงยืนยัน สถานทูตไทยทุกแห่งเปิดสายด่วนและศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม. แล้ว

เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ดูแลรับมือผลกระทบ ค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน จะพุ่งแน่นอน แต่ต้องลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด พรุ่งนี้ 2 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะถกศูนย์ประชุมความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมทุกภาคส่วน รวมเอกชน ธนาคาร หอการค้า ผู้ส่งออก-นำเข้า เพื่อพยุงราคาสินค้า

นายกฯ ประเมินสถานการณ์ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” ไม่ว่าจะลุกลามหรือไม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

มาตรการรับมือที่รัฐบาลเตรียมไว้

  • ประสานกองทัพอากาศเตรียมอากาศยานทหารและเช่าเหมาลำ
  • ตรวจสอบน่านฟ้าและเส้นทางอพยพผ่านประเทศที่สาม
  • ประชุมสมช.ถกผลกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจ
  • มอบหมายกระทรวงคลังรับมือค่าครองชีพและพลังงาน
  • สถานทูตเปิดสายด่วนช่วยเหลือคนไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวอนคนไทยในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูตอย่างเคร่งครัด เพราะแต่ละประเทศมีมาตรการความปลอดภัยทั้งคนของตนและชาวต่างชาติ

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลต่อไทยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน การขนส่งสินค้าที่อาจสะดุด และความมั่นคงอาหาร รัฐบาลจึงต้องวางแผนเชิงรุก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ประชาชนทราบข้อมูลจริงและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลไทยแสดงความรวดเร็วในการตอบสนองครั้งนี้ได้ดี โดยเฉพาะการใช้กองทัพช่วยเหลือพลเรือน ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หวังว่ารัฐจะมีแผนสำรองเพิ่มเติม เช่น สต็อกพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

เรียกร้องให้ชาวไทยทุกคนติดตามข่าวจากแหล่ง官方อย่างสถานทูต และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนสถานทูตได้ทันที

ที่มา – นายกฯ เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

แม่พลทหารคาใจ ลูกชายป่วยตายค่ายทหาร

กรณีแม่พลทหารคาใจ ลูกชายป่วยตายค่ายทหารกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยอีกครั้ง เรื่องราวของพลทหารใหม่ที่ฝึกทหารได้ไม่ถึงเดือน แต่กลับมีอาการป่วยหนัก หูเป็นหนอง เดินเซ จนกระทั่งเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในค่ายทหาร สร้างคำถามใหญ่หลวงถึงระบบการฝึกและการดูแลสุขภาพของทหารเกณฑ์

แม่พลทหารคาใจ ลูกชายป่วยตายค่ายทหาร

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กเพจ “น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan” เผยแพร่เรื่องราวเคสใหม่จากกองทัพอากาศ กองพันทหารอากาศโยธิน 1 ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยผู้เสียชีวิตคือ พลทหารพฤษภา วิมุตติธรรมชัย หรือ “น้องไดมอนด์” อายุ 21 ปี ผลัด 1/2568 ภูมิลำเนาจังหวัดอุบลราชธานี

น้องไดมอนด์จบ ม.3 แล้วประกอบอาชีพค้าขายกาแฟกับแฟนสาว ไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายหรือ ร.ด. พออายุครบ 21 ปี จึงเข้ารับเกณฑ์ทหาร จับใบแดงเข้าประจำการกองทัพอากาศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เขาเป็นลูกชายคนโตในครอบครัวที่มีพ่อแม่รับราชการ ลูกชาย 2 คน โดยน้องเป็นคนร่าเริง สุภาพ รักสุขภาพ ใส่ใจแคลอรีอาหารการกิน

ครั้งแรกที่แม่มาเยี่ยม แม่พลทหารคาใจ ลูกชายป่วยตายค่ายทหารเริ่มชัด

หลังฝึกครบ 1 เดือน มีวันให้ผู้ปกครองเยี่ยม แม่ตกใจสภาพลูกชายที่เปลี่ยนไป จากคนคุยเก่งร่าเริง กลายเป็นเงียบขรึม กอดแม่แน่น บอกรักแม่ (ซึ่งปกติไม่เคยทำ) และบอกว่า “ฝึกหนัก จะตายที่นี่หรือเปล่าไม่รู้” แม้แม่ถาม แต่ลูกไม่ยอมบอก น้องโทรตามให้แม่มาเยี่ยมวันถัดไปอีก

วันต่อมา น้องเล่าว่าเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ระหว่างฝึก เพื่อนหัวเราะมองเป็นตัวตลก ครูฝึกไม่ให้พัก ต้องฝึกต่อ บอกแม่ว่า “คนไม่สบายไม่ให้พักจะหายได้อย่างไร สงสัยจะตายที่นี่แหละ” แม่ปลอบแต่ไม่กล้าคุยกับหน่วยเพราะลูกเพิ่งมาใหม่

อาการหนักขึ้น: หูหนองไหล เพื่อนได้กลิ่น หมอให้แต่ยาพารา

ต่อมาน้ำหนองไหลจากหูไม่หยุด มีอาการเซตลอด ธุรการค่ายยังจำได้ว่า “น้องคนที่เดินเซ” และเคยมีคลิปแต่ลบไปแล้ว น้องไปหาหมอในค่าย ได้ยาพาราเซตามอลและยาหยอดหู ไปซ้ำก็ได้ยาเดิม น้องบอกแม่ “จะหายได้อย่างไร ไม่ได้รักษาจริงจังที่โรงพยาบาล” แต่ครูฝึกไม่ให้พักที่หน่วยแพทย์ สั่งให้นอนเปลใต้อาคารฝึกต่อ

  • น้ำหนองไหลจากหูตลอด เพื่อนได้กลิ่นเหม็น
  • หมอในค่ายรักษาแบบผิวเผิน ไม่ส่งโรงพยาบาลใหญ่
  • ครูฝึกไม่สนใจอาการป่วย สั่งฝึกตามปกติ

วันสุดท้าย: ตกเปล ครูฝึกสั่งปล่อย ส่ง รพ. สมองตาย

วันที่เสียชีวิต น้องตกจากเปล เพื่อนช่วยแต่ครูฝึกสั่ง “ไม่ต้องยุ่ง ปล่อยเขา” แล้วให้ฝึกต่อ ฝึกเสร็จเพื่อนมาดู พบไม่มีชีพจร ปั๊มหัวใจ ส่งโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช หมอบอกไม่มีชีพจร โอกาสรอด 0.01% อาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา แม่รักลูกสุดหัวใจ ขอให้ผ่าตัด แต่สมองตายแล้ว น้องอยู่ได้อีก 1 เดือน เสียชีวิตวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 พอตรงกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่อุบลฯ

น่าเศร้าที่น้องมีลูกชายเพิ่งเกิด แฟนตั้งครรภ์ 4 เดือนตอนน้องไปเกณฑ์ แม่คาใจกระบวนการรักษาและการฝึก ทำเอกสารร้องเรียน 69 หน้า ทวงเงินช่วยเหลือ 42,000 บาท (ค่าทำศพ 12,000 + ค่าเสียชีวิต 30,000) ได้รับช้ากลางม.ค.2569 แต่จัดงานศพเองหมด 58,000 บาท

กรณีแม่พลทหารคาใจ ลูกชายป่วยตายค่ายทหารนี้ ชี้ให้เห็นปัญหาโครงสร้างการฝึกทหารเกณฑ์ที่อาจละเลยสุขภาพพลทหารใหม่ ควรมีระบบตรวจสุขภาพเข้มงวด ส่งรักษาทันท่วงที และให้ครูฝึกใส่ใจอาการผิดปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำซาก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ระบบฝึกทหารไทยควรปรับปรุงอย่างไรเพื่อปกป้องชีวิตพลทหารรุ่นใหม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – แม่พลทหาร คาใจ ลูกชายฝึกทหารใหม่ได้ไม่ถึงเดือนป่วย จนอาการบานปลายเสียชีวิตในค่ายทหาร

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

“บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เกี่ยวกับการรับมือกลุ่มโดรนไม่ทราบฝ่ายที่บินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมสั่งการให้กองทัพอากาศเข้าตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญในการประชุม สมช. ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีการตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ส่วนหลังตอนใน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ สืบเนื่องจากรายงานการพบเห็นวัตถุส่องแสงไฟลักษณะคล้ายโดรนจำนวนมากบินเป็นกลุ่มบริเวณใกล้เคียง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่าได้มอบหมายให้กองทัพอากาศดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมแล้ว โดยย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ในส่วนของการเจรจาที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฯ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าเป็นเรื่องของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะดำเนินการพูดคุย ซึ่งต้องรอฟังผลการหารือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

ประเด็นเรื่องโดรนที่บินใกล้สนามบินสุวรรณภูมินั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน และความมั่นคงของประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้กองทัพอากาศตรวจสอบอย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

การรับมือกับสถานการณ์โดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความปลอดภัยในการบิน: โดรนที่บินในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินอาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินที่กำลังขึ้นหรือลงจอด การชนกันอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงและการสูญเสียชีวิต
  • ความมั่นคง: โดรนสามารถใช้ในการสอดแนมหรือก่อวินาศกรรม หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ภาพลักษณ์: เหตุการณ์โดรนบินใกล้สนามบินอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสนามบินและประเทศโดยรวม

ดังนั้น การมีมาตรการรับมือที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากโดรนและรักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป

การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากำลังมีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะยังคงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เผยประชุม สมช. รับมือโดรนบินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สั่งกองทัพอากาศตรวจสอบ

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ บริเวณนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าหมายทางทหาร หลังพบข้อมูลว่ากัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ปฏิบัติการนั้นไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก

รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เบื้องต้นได้ออกมาตรการห้ามบินโดรนในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ได้ดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เตรียมกลไกในการต่อสู้กับภัยคุกคามอากาศยานไร้คนขับทั้งเชิงรับในการทำระบบป้องกันความเสียหายสถานที่และพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ยิงทำลายหากเข้ามาในพื้นที่ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อพื้นที่สำคัญของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ยังได้ชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปอยเปต โดยระบุว่า การโจมตีเป้าหมายนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยมีการยิง BM-21 กว่า 100 ลูกเข้ามาโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคลังเก็บ BM-21 ก่อนการโจมตี กองทัพไทยได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวในการพิสูจน์ทราบว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร โดยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบอาคารสถานที่ พบว่ามีการนำรถเข้าไปโหลดจรวด BM-21 ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายนั้นมีคุณค่าในการโจมตี ที่สำคัญคือการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีคลังเก็บ BM-21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพอากาศยังได้แสดงภาพการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏการระเบิดซ้อนหลายจุดภายในพื้นที่เป้าหมาย อันเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในคลัง พร้อมระบุว่า กองทัพไทยมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการปกป้องเอกราชอธิปไตย ภายใต้หลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเป้าหมายทางพลเรือน

ร.ท.หญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวถึงกรณีการพบโดรนก่อกวนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย โดยทัพเรือภาค 2 ได้ส่งอากาศยานลาดตระเวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ และยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยและคุ้มครองผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของชาติอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เนิน 350 ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิสำคัญว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกล ก่อนใช้โดรนติดระเบิดเข้ามาโจมตีซ้ำ ทำให้การตั้งรับและการรุกคืบของกำลังพลไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกยืนยันว่ากำลังพลยังมีขวัญกำลังใจดี และมีการเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อเสริมความมั่นคงและเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ปอยเปต กองทัพไทยได้ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธวิธี โดยย้ำว่าทุกการปฏิบัติการผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือพลเรือนโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า กองทัพไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่ปอยเปต และได้มีการใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ภายในโกดังบริเวณนอกตัวเมืองปอยเปต ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหาร เพื่อยับยั้งภัยคุกคามและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าน้ำมันและยุทธภัณฑ์ผ่านเส้นทางทะเลของไทยไปยังกัมพูชา และขอความร่วมมือให้เรือสินค้าไทยและเรือประมงสัญชาติไทย หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอันตราย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

สรุปคือ กองทัพอากาศยืนยันการโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมืองปอยเปต โดยระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร และไม่มีพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

ทำไมการโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตจึงมีความสำคัญ

การโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลและประชาชนไทย การทำลายคลังเก็บอาวุธดังกล่าวเป็นการลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพไทยยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ

การตัดสินใจโจมตีคลัง BM-21 นอกเมือง ปอยเปต สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์และการพิจารณาถึงผลกระทบต่อพลเรือน ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องอธิปไตยของชาติภายใต้หลักมนุษยธรรม การปฎิบัติการที่ปอยเปต แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม

ที่มา – โฆษก ทอ. ยันโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมือง “ปอยเปต” ไม่มีพลเรือนอยู่ในพื้นที่

สรุป! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 9 ธ.ค. 68

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสรุปความคืบหน้าภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ย้ำทุกหน่วยงานจะปฏิบัติการเต็มความสามารถ เพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยไทย จนกว่าภัยคุกคามพื้นที่ชายแดนจะยุติลง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชารายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในภาพรวม เพื่อให้ประชาชนเเละสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เเละเป็นปัจจุบัน ดังนี้:

กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ อาทิ BBC, CNN, Reuters, Al Jazeera และ CNA เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด และแก้ไขความเข้าใจผิดจากข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ส่งหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา ส่งหนังสือชี้แจงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน หนังสือแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลและสื่อในประเทศเจ้าบ้านอย่างเชิงรุก เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ และความถูกต้องของข้อเท็จจริง

กองทัพบก ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมภายหลังจากการแถลงในช่วงเช้า ดังนี้

  1. พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทยตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้งด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
  2. พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา )
    1. เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นวันที่ 2 และตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในพื้นที่ จำนวน 2 ทุ่น (สภาพพร้อมใช้งาน) พบระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG-2 จำนวน 3 นัด และ ค.60 จำนวน 1 นัด และชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ซึ่งดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว
    2. หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดนซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล คลังอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทยในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 

ปัจจุบันในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วยจรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง

  1. ผลกระทบต่อประชาชน เริ่มพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา คือ พบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโศกชามป้อมตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา โดยยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  2. กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กฎการใช้กำลังและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม

กองทัพเรือ ยังคงดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบริเวณชายแดนฝั่งทะเล เพื่อหยุดยั้งการคุกคามต่อฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการป้องกันอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพอากาศ ยึดมั่นหลักการปฏิบัติการว่าด้วยการลดความเสียหายต่อพลเรือน การดำเนินการร่วมกับกำลังภาคพื้น การดำเนินการทางทหารเพื่อทำลายเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด (Minimal Collateral Damage) อีกทั้งยังยึดมั่นพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือนโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการมุ่งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่ เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ จุดคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค และขอความร่วมมือประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้ง 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศไทยยึดการปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล (International Humanitarian Law) การยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการโจมตีก่อนเมื่อมีภัยคุกคามชัดเจน (Preemptive Strike) ได้แก่ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังในการกำจัดเป้าหมายเท่านั้น รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกเหล่าทัพให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน การอพยพ การช่วยเหลือ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ที่เกิดขึ้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68: สิ่งที่เราควรรู้

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเเละเเม่นยำเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจเเละปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงมีความไม่เเน่นอนอยู่ การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเเละการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้กำลังใจเเละสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายเเดนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยเเละผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญ โดยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหารของกองทัพกัมพูชา

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินรบ F-16 ที่ทำการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II เข้าใส่คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชาในกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย

ผลจากการโจมตี ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมรบของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

  • เครื่องบินรบ: F-16
  • อาวุธ: ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II
  • เป้าหมาย: คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนัก
  • สถานที่: กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
  • วันที่: 9 ธันวาคม 2568

การใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการโจมตี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อพลเรือนและทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น

เหตุการณ์ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และพร้อมที่จะตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ การปฏิบัติการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้ตระหนักถึงขีดความสามารถทางทหารของไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการปฏิบัติการครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 จ.อุดรมีชัย

ทอ. เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ช่วยน้ำท่วมใต้

กองทัพอากาศ เลื่อนพิธีเปิดการทดสอบยุทธวิธี ประจำปี 69 นำสรรพกำลังช่วยน้ำท่วมภาคใต้ ลุยภารกิจเร่งด่วนสูงสุด ลำเลียงยุทโธปกรณ์-สิ่งของบริจาค-กำลังพลสู่พื้นที่ เตรียม ฮ. พร้อมช่วยอพยพทันที

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง กองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 (Air Tactical Operations Evaluation 2026) เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถระดมสรรพกำลัง ทรัพยากร และเจ้าหน้าที่ทุกด้านเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มระดับการเตรียมพร้อมสูงสุดและปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพอากาศได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ดังนี้

1. จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า พร้อมจัดชุดประสานงาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการและบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

2. เตรียมความพร้อมเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 (C-130) และแบบที่ 16 (ATR) สำหรับปฏิบัติภารกิจบินลำเลียงยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์จำเป็น สิ่งของบริจาค รวมทั้งกำลังพลเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

3. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งสิ่งของบริจาค จากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ โดยกองทัพอากาศพร้อมบินนำส่งไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

4. จัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์เพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยพร้อมปฏิบัติการทันที ในพื้นที่เอื้ออำนวยและมีความปลอดภัยต่อการบิน

โฆษกกองทัพอากาศ ระบุในตอนท้ายว่า การตัดสินใจเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงนโยบายสำคัญของกองทัพอากาศ ที่ยึดถือการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติเป็นภารกิจเร่งด่วนสูงสุดเหนือภารกิจอื่นใดในห้วงวิกฤติ กองทัพอากาศตระหนักดีว่าการระดมสรรพกำลังของกองทัพอากาศ จะช่วยลดความสูญเสีย บรรเทาความเดือดร้อน และสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันสถานการณ์

เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69

จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่รุนแรง กองทัพอากาศจึงตัดสินใจเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 เพื่อทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามยากลำบาก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และทันท่วงที

ความสำคัญของการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69

การเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกเลิกกิจกรรม แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรกสุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก การที่กองทัพอากาศพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่สร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นใจให้กับประชาชน

การสนับสนุนของกองทัพอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การลำเลียงสิ่งของบริจาคและกำลังพล แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ ความสามารถในการระดมทรัพยากรและบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากการฝึกฝนและการเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแผนงานที่สำคัญ แต่กองทัพอากาศยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยของชาติและช่วยเหลือประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงแผนการปฏิบัติการและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความทุ่มเทของกองทัพอากาศ ซึ่งพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ทอ. ลุยภารกิจเร่งด่วนสูงสุด ช่วยน้ำท่วมใต้

Scroll to top