กัน จอมพลัง

ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย

ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเรือมยุรีนารีที่ถูกโจมตี โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังเป็นกระแส ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย รวมถึงสยบข่าวลือเรื่องสหรัฐฯ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานทัพ บทความนี้จะสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บัญชาการทหารเรือให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่อันตรายที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยเป็นเส้นทางค้าขายน้ำมันหลักของโลก กว้างเพียง 21 ไมล์ แต่ลึกและมีกระแสน้ำแรง คลื่นลมรุนแรง ทำให้การเคลื่อนไหวด้วยยานพาหนะขนาดเล็กอย่างเจ็ตสกีเป็นเรื่องไม่ง่ายอย่างยิ่ง พล.ร.อ.ไพโรจน์ ยืนยันว่า แม้อินฟลูเอนเซอร์หลายคนจะเสนอไอเดียช่วยเหลือด้วยเจ็ตสกีเข้าไปยังเรือมยุรีนารี แต่ปัจจัยทางทะเลที่ซับซ้อน เช่น น้ำลึก คลื่นสูง และการควบคุมโดยกองทัพหลายชาติ ทำให้ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แม้จะขอบคุณน้ำใจของประชาชนที่ห่วงใยลูกเรือไทย 3 รายที่ยังติดค้างอยู่

นอกจากนี้ ผบ.ทร. ยังเน้นย้ำถึงทักษะการเอาชีวิตรอดของลูกเรือทั้งพาณิชย์และทหารเรือไทย ที่ได้รับการฝึกฝนมาดี สามารถอยู่ในน้ำนานหรืออยู่ในที่แคบได้ ทำให้มีความหวังว่าทั้ง 3 คนยังปลอดภัย กองทัพเรือไทยกำลังใช้ระบบ MISS (Maritime Information Sharing System) ร่วมกับพันธมิตรอย่างสิงคโปร์และบาห์เรน เพื่อติดตามตำแหน่งเรือที่ถูกพัดกระแสน้ำไป

ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย เหตุผลทางยุทธศาสตร์

เหตุผลหลักที่ ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย คือ พื้นที่นี้อยู่นอกเขตควบคุมของไทย เป็นเขตทหารสำคัญ มีการลาดตระเวนหนาแน่นจากอิหร่าน สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ การบุกรุกอาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ ผู้ประกอบการเรือพาณิชย์จึงควรวางแผนความปลอดภัยลูกเรือให้ดีที่สุดก่อนเดินทางเส้นทางนี้

สยบข่าวลือสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทัพ

อีกประเด็นร้อนคือกระแสข่าวที่สหรัฐอเมริกาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานทัพ ผบ.ทร. ชี้แจงชัดเจนว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประสานใดๆ สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินมิตรภาพ เปิดให้ทุกประเทศใช้จอดพักหรือต่อเครื่อง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่ไม่เคยถูกใช้เป็นฐานยุทธวิธี ส่วนฐานทัพเรือพังงายิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำตื้น เรือใหญ่ของไทยเองยังต้องขุดร่องน้ำถึงจะเข้าได้ กองทัพเรือยืนยันไม่มีนโยบายให้ชาติใดใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร

ความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี

กองทัพเรือไทยประสานงานใกล้ชิดกับกองทัพเรือโอมานตั้งแต่เกิดเหตุ โดยอาศัยความสัมพันธ์อันดีจากการสนับสนุนดูงานต่อเรือที่อู่มาร์ซันในไทย รวมถึงความร่วมมือในเวทีประชุมกองทัพเรือมิตรประเทศ โอมานยืนยันจะช่วยเต็มที่ ไม่ยกเลิกการติดตาม ไทยกำลังหาช่องทางเข้าไปตรวจสอบสถานะลูกเรือ ขอให้ทุกฝ่ายอดทนรอผล

  • ประสานงานกับโอมานอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ระบบ MISS ติดตามเรือ
  • อาศัยความสัมพันธ์ทวิภาคีในตะวันออกกลาง
  • ฝึกอบรมลูกเรือให้พร้อมเอาชีวิตรอด

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตทางทหารและเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนจากเหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นจุด nóngทางการเมืองมานาน ด้วยปริมาณน้ำมันผ่านวันละ 20% ของโลก เหตุโจมตีเรือพาณิชย์เกิดขึ้นบ่อย สร้างความเสี่ยงให้ลูกเรือทั่วโลก ไทยควรเพิ่มมาตรการฝึกซ้อมและประกันภัยให้เข้มข้นขึ้น

สรุปแล้ว การชี้แจงจาก ผบ.ทร. ไม่เพียงสยบข่าวลือ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้แสดงพลังของกองทัพเรือไทยในการดูแลพลเรือนไทยทั่วโลก คุณล่ะคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัพเดทข่าวเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผบ.ทร. แจงใช้เจ็ตสกีเข้าช่องแคบฮอร์มุซไม่ง่าย พร้อมสยบลือสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภา

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า นี่คือประโยคเด็ดที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย เมื่อนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ กัน จอมพลัง ออกมาโต้เถียงดราม่าที่เกิดขึ้น หลังจากเขาเสนอไอเดียแหวกแนว ขนทีมเจ็ตสกีระดับทีมชาติไปช่วยเหลือ 3 ลูกเรือที่สูญหายจากเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี” ในช่องแคบฮอร์มุซ

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 กัน จอมพลัง พญาติของ 2 ลูกเรือที่ยังสูญหาย นำตัวไปที่กองทัพเรือเพื่อประสานงานช่วยเหลือ โดยมีพลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ มารับเรื่องด้วยตัวเอง หลังจากนั้น กัน จอมพลัง ก็ให้สัมภาษณ์ถึงดราม่าที่ถาโถมเข้ามา หลังเสนอใช้เจ็ตสกีช่วยค้นหา

เขาบอกว่า “ทำอะไรก็โดนดราม่าไปหมด” แม้แต่เรื่องให้ญาติส่งข้อความไปยังคนบนเรือเพื่อส่งสัญญาณกลับ กองทัพเรือก็แนะนำแบบนั้น แต่พอตัวเองทำกลับโดนวิจารณ์ว่าเป็นไปไม่ได้ กัน จอมพลัง คุยกับกองทัพเรือแบบสมมติ ถ้าไม่มีใครช่วย เราจะขนทีมเจ็ตสกีไปได้ไหม กองทัพบอกว่ามีโอกาส แต่กังวลเรื่องกระสุนจากกลุ่มโจมตี

ไอเดียเจ็ตสกีช่วยเหลือ ไม่ใช่ลงเรือแล้วขับเข้าไปเลย

กัน จอมพลัง ชี้แจงว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เอาเจ็ตสกีขึ้นเรือไปโอมานแล้วขับเข้าไปแบบเลอะเทอะ แต่เป็นการตามกระบวนการ เป็นลูกมือสนับสนุนกองทัพเรือเท่านั้น ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรจากแผนที่ มีโอกาสสำเร็จ กองทัพก็ยอมรับ แต่เสี่ยงกระสุน เขายังยกตัวอย่างการช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำสูง 6 เมตร แรง โหดกว่ามหาสมุทร แต่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

ทำไมช่วยคนถึงดราม่า? กัน จอมพลัง ถามกลับแบบฮาๆ ว่า “ขนาดเรื่องอวกาศ ไดโนเสาร์ ทุกคนยังเฮกัน แต่ช่วยคนจริงๆ ทำไมดราม่าขนาดนี้” เขาชินกับด่าแล้ว บล็อกคนหิวแสงไปเลย มองว่าถ้าคุณเดือดร้อนวันหน้า อาจขอช่วยเขาได้เหมือนกัน ครั้งนี้ช่วยเพราะลูกเรือคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ พม. ที่เคยช่วยเขาไว้

  • ประเด็นดราม่าหลัก: เจ็ตสกีเหมาะกับน้ำท่วม ไม่ใช่ทะเลเปิด
  • คำชี้แจง: เป็นแนวคิด เจตนาดี ไม่เสียหายถ้าลองคิด
  • ผลงานเก่า: ช่วยคนมาแล้วหลายพันในภัยพิบัติ
  • การบล็อก: ถ้าด่าหิวแสง ไม่คุยด้วย ต่างคนต่างอยู่

บริบทเหตุการณ์เรือมยุรีนารี

เรือมยุรีนารีถูกโจมตีขณะลอยลำในช่องแคบฮอร์มุซ พื้นที่เสี่ยงสูง 3 ลูกเรือสูญหาย กองทัพเรือกำลังช่วยเหลือหลายแนวทาง กัน จอมพลัง มองว่าไอเดียตัวเองเป็นแค่ส่วนเสริม คิดแปลกๆ แต่ช่วยคนได้จริง อย่างในอดีตน้ำท่วม เขาเคยพิสูจน์แล้ว

เรื่องนี้สะท้อนสังคมไทยที่บางครั้งเจตนาดีกลับโดนตี แต่กัน จอมพลัง ชินแล้ว ขำด้วยซ้ำ “ด่าก็สุด ถ้าญาติคุณเดือดร้อน ผมอาจช่วยได้นะ” เขารู้สึกตัดพ้อตอนแรก แต่ตอนนี้มองบวก

ในมุมมองของผม เจตนาดีแบบนี้ต้องชื่นชม โลกนี้ต้องการคนกล้าคิดกล้าทำมากกว่า ดราม่าในเน็ตผ่านไปเร็ว แต่การช่วยชีวิตอยู่ยงคงกระพัน คุณล่ะ คิดยังไงกับ “กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดไลค์แชร์ถ้าชอบบทความนี้ เพื่อสนับสนุนคอนเทนต์ดีๆ!

ที่มา – “กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม

จากดราม่าฮอตฮิตในโซเชียลมีเดียเรื่อง “กันจอมพลัง” ที่เสนอไอเดียสุดแหวกแนว นำเจ็ตสกีระดับแชมป์โลกไปช่วยค้นหา 3 ลูกเรือที่สูญหายจากเรือสินค้า “มยุรีนารี” ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองและการลาดตระเวนทางทหาร

เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม

เหตุการณ์เรือมยุรีนารีถูกโจมตีเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 บริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตและสูญหาย ครอบครัวผู้สูญหายจึงขอความช่วยเหลือจาก “กัน จอมพลัง” ซึ่งเขาเสนอใช้เจ็ตสกีเพราะขนาดเล็กและเร็ว คิดว่าจะรอดพ้นจากการถูกโจมตี แต่เพจ Drama-addict โดย นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” ได้โพสต์เตือนภัย โดยยกเคสจริงที่เกิดขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความเสี่ยง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก มีกองทัพเรืออิหร่าน โดยเฉพาะ IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) ลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ร่วมกับกองกำลังนานาชาติอย่างสหรัฐฯ เจ็ตสกีที่เคลื่อนที่เร็วและขนาดเล็ก มักถูกมองว่าเป็น “เรือจู่โจมพลีชีพ” หรือ “ภัยคุกคาม” ทหารอาจยิงสกัดทันทีโดยไม่เตือน

เคสตัวอย่างเจ็ตสกีถูกยิงจากนักท่องเที่ยวที่หลงทาง

หนึ่งในเคสที่เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง คือกรณีปี 2023 กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสและโมร็อกโก ขับเจ็ตสกีจากรีสอร์ตในโมร็อกโก แต่หลงทาง น้ำมันหมด ลอยข้ามเขตแดนเข้าแอลจีเรีย พื้นที่ที่หน่วยยามฝั่งแอลจีเรียเฝ้าระวังการลักลอบขนยาเสพติด

  • หน่วยยามฝั่งแอลจีเรียยิงเจ็ตสกีทันที
  • นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 2 ราย (ไม่ได้พกอาวุธ)
  • อีก 1 รายถูกจับกุม
  • ทางการแอลจีเรียอ้างยิงเตือนแล้ว แต่เจ็ตสกีพยายามหลบหนี

เคสนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่ใช่พื้นที่สงคราม เจ็ตสกีก็ถูกตีความเป็นภัยได้ง่าย หากอยู่ในโซนเสี่ยง

การใช้เจ็ตสกีในสงครามคาบสมุทรไครเมีย

อีกเคสที่เพจ Drama-addict นำมาเตือน คือการใช้เจ็ตสกีในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียที่ไครเมีย ทั้งสองฝ่ายนำเจ็ตสกีมาใช้โจมตีเรือรบและฐานทัพ ทำให้ภาพลักษณ์เจ็ตสกีกลายเป็นอาวุธเคลื่อนที่เร็ว ในช่องแคบฮอร์มุซที่ตึงเครียดยิ่งกว่า ทหารอิหร่านน่าจะยิงทันทีหากเห็นเจ็ตสกีแล่นเข้าไป

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังมีประวัติการปะทะบ่อยครั้ง เช่น การยึดเรือน้ำมัน จนกองทัพสหรัฐต้องส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมาประจำการ พื้นที่นี้ขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ทุกยานพาหนะถูกจับตา เจ็ตสกีที่ไม่มีป้ายทะเบียนหรือสัญญาณประจำตัว ยิ่งเสี่ยงถูกยิง

ไอเดียของกันจอมพลังแม้ตั้งใจดี แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจ่าพิชิตเตือนว่า ควรปล่อยให้หน่วยกู้ภัยมืออาชีพอย่างกองทัพเรือหรือนานาชาติจัดการดีกว่า การบุกเข้าไปด้วยเจ็ตสกีอาจทำให้เกิดเหตุร้ายเพิ่ม และกลายเป็นข่าวใหญ่

สรุปแล้ว เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม เป็นการเตือนสติที่ทันเวลา ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ไอเดียแหวกแนวแพร่กระจายเร็ว แต่ต้องคิดถึงความเป็นจริงและความปลอดภัยด้วย

คุณคิดอย่างไรกับดราม่านี้? ไอเดียเจ็ตสกีช่วยค้นลูกเรือเสี่ยงเกินไปหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ!

ที่มา – เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม

ภาวนาให้เป็นข่าวดี พบความเคลื่อนไหว บนเรือมยุรี ช่างเครื่อง

เหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้า มยุรี นารี สัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความตื่นตระหนกให้กับครอบครัวลูกเรือเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีข่าวดีที่ทำให้ทุกคน ภาวนาให้เป็นข่าวดี พบความเคลื่อนไหว บนเรือมยุรี ช่างเครื่อง ยังมีสัญญาณชีวิต หลังจากกองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือได้ 20 คน แต่ยังสูญหาย 3 ราย รวมถึงช่างเครื่องที่เพื่อนเผยพิกัดสุดท้าย

ภาวนาให้เป็นข่าวดี พบความเคลื่อนไหว บนเรือมยุรี ช่างเครื่อง

จากรายงานเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 “กัน จอมพลัง” ได้เร่งประสานงานกับกองทัพเรือไทย เพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่ยังสูญหาย ครอบครัวของผู้สูญหายทั้ง 3 รายต่างติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะครอบครัวของนายชวลิต ไชยวงศ์ ช่างเครื่องที่ทำงานอยู่บริเวณห้องเครื่อง ซึ่งเป็นจุดที่เรือถูกโจมตีโดยตรง ข่าวสารที่สับสนในช่วงแรก เช่น มีรายงานว่าลูกเรือ 23 คนรอด บางแห่งบอก 3 คนเสียชีวิต หรือถูกช่วยไปตุรกี ทำให้ทุกคนต้องการข้อมูลที่ชัดเจนจากกองทัพเรือ

กัน จอมพลัง เผยว่าตนได้รวบรวมข้อมูลจากลูกเรือที่รอดชีวิต โดยหนึ่งในนั้นระบุว่านายชวลิตอยู่ที่ห้องเครื่องตอนเกิดเหตุ ข้อมูลนี้ถูกส่งต่อให้กองทัพเรือเพื่อประสานกับฝั่งโอมาน ล่าสุดมีรายงาน พบความเคลื่อนไหว บนเรือมยุรี เช่น ได้ยินเสียงและสัญญาณ ซึ่งจุดประกายความหวังว่าผู้สูญหายอาจยังปลอดภัย ครอบครัวจึงพยายามส่งข้อความทุกช่องทางเพื่อให้คนบนเรือรู้ว่ามีคนรออยู่

พิกัดสุดท้ายของช่างเครื่องจากเพื่อนรอดชีวิต

เพื่อนลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพิกัดสุดท้ายของช่างเครื่อง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางอันตรายที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจนำไปสู่การโจมตีเรือสินค้า เรือมยุรี นารี เคยผ่านเส้นทางนี้หลายครั้ง และลูกเรืออย่างช่างเครื่องต้องเข้าเวรยามตลอด

คำให้การจากคุณบิว แฟนสาวช่างเครื่อง

คุณบิว วัย 35 ปี แฟนสาวของนายชวลิต ไชยวงศ์ เล่าว่าทราบข่าวเมื่อวาน แต่ภาวนาให้แฟนอยู่ในกลุ่ม 20 คนที่รอด แฟนเคยเล่าถึงอันตราย เช่น เห็นการยิงกันใกล้หัวเรือ หรือต้องแกล้งทิ้งสมอเพื่อหลบ คืนสุดท้ายที่เข้าเวรยามก็ขาดการติดต่อ ตอนนี้เธอติดต่อกัน จอมพลังเพื่อขอความช่วยเหลือ และยังมีความหวัง “ตอนนี้ยังมีความหวัง ขอให้เขารอดปลอดภัย กลับมาบ้านเท่านั้นเอง”

ปกติการติดต่อทำได้ทุกวัน แต่เวรยามอาจไม่พกโทรศัพท์ การออกเรือครั้งละ 7-8 เดือนใกล้ครบกำหนดกลับ บริษัทบอกให้รอ แต่ครอบครัวอยากรู้ว่าเขายังมีชีวิต

  • ข้อมูลจากลูกเรือรอด: ช่างเครื่องอยู่ห้องเครื่อง
  • ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ได้ยินเสียงบนเรือ
  • การประสานงาน: ส่งข้อมูลให้กองทัพเรือโอมาน
  • ครอบครัว: 2 ครอบครัวจะไปพบกัน จอมพลังพรุ่งนี้

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันโลก 80% ของน้ำมันตะวันออกกลางผ่านที่นี่ ทำให้เสี่ยงต่อการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธหรือรัฐที่ขัดแย้ง เหตุการณ์นี้เตือนใจถึงความเสี่ยงของลูกเรือไทยที่ต้องเดินเรือไกล

นอกจากนี้ กัน จอมพลังยังวางแผนให้ครอบครัวไปประสานกองทัพเรือโดยตรงพรุ่งนี้ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ทุกคนกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความหวังคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขอให้เป็นข่าวดีสำหรับลูกเรือทั้ง 3 ราย หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแชร์หรือแจ้งทางการได้ทันที ติดตามอัปเดตข่าวเรือมยุรีและเหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกับเราต่อไป เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ภาวนาให้เป็นข่าวดี พบความเคลื่อนไหว บนเรือมยุรีฯ เพื่อนเผยพิกัดสุดท้าย “ช่างเครื่อง”

จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในจังหวัดระยอง เมื่อจับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้ ชายหนุ่มวัย 18 ปี โชคดีรอดตายมาได้แบบหวุดหวิด หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นโหดรุมทำร้ายและอุ้มโยนทิ้งข้างทางเหมือนขยะ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ชาวเน็ตตกใจและเรียกร้องความยุติธรรม

จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลาตี 3 บริเวณถนนสายตะพง-บ้านชากลาว ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง นายธวัชชัย วัย 18 ปี กำลังเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างเพื่อน 2 กลุ่ม หลังเคลียร์กันเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งอาสาขี่จยย. ส่งกลับบ้าน แต่พอถึงจุดเกิดเหตุ มีกิ่งไม้ขวางทาง ธวัชชัยลงจากรถเพื่อเคลียร์กิ่งไม้ ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นที่ซุ่มรออยู่พุ่งออกมา รุมใช้ไม้ฟาดจนสลบเหมือด

ไม่พอแค่นั้น พวกมันยังช่วยกันอุ้มร่างที่บาดเจ็บใส่ท้ายรถเก๋ง นำไปโยนทิ้งข้างทางขึ้นเขายายดา แล้วใช้กิ่งไม้และใบไม้คลุมร่างไว้ คิดว่าตายแล้ว แต่ธวัชชัยฉลาดมาก ทำทีแกล้งตายนิ่งสนิท จนกลุ่มโจรหนีไป จากนั้นเขาค่อยลุกขึ้น เดินขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน พบแม่ชีใจดีที่ช่วยพาไปโรงพยาบาลระยอง ก่อนที่ผู้ปกครองจะพาไปแจ้งความที่ สภ.เมืองระยอง

ความคืบหน้าคดี: จับกุมได้ 3 ราย เหลืออีก 1 ยังลอยนวล

หลังเกิดเหตุ “กัน จอมพลัง” หรือนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้รับปากช่วยเหลือ พาเหยื่อและครอบครัวเข้าพบ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง และ พ.ต.ท.เจนณรงค์ ละครรัมย์ สว.สอบสวน สภ.เมืองระยอง ตำรวจสอบปากคำพยานเจ้าของรถเก๋งทราบตัวผู้ก่อเหตุ 4 คนทั้งหมดในพื้นที่ต.ตะพง ขออนุมัติศาลออกหมายจับข้อหาหนัก “ร่วมกันปล้นทรัพย์ ร่วมกันทำร้ายร่างกาย ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันพยายามฆ่า”

ล่าสุดจับได้ 3 รายแล้ว! เยาวชนอายุ 16 ปี ผู้ปกครองพามอบตัวแต่ให้การปฏิเสธ อ้างแค่ขี่รถส่ง นายนิวและนายเปรมถูกจับที่ราชบุรีหลังกบดาน ส่วนนายโต้ อายุ 16 ปี ยังหลบหนี ตำรวจชุดสืบสวนมั่นใจจะปิดคดีได้เร็วๆ นี้ กัน จอมพลังยืนยันว่าตำรวจระยองเก่งมาก ปิดคดีได้หลายครั้ง ฝากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหากเห็นกลุ่มนี้ เพราะถือเป็นแก๊งอันตรายที่อุกอาจมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18

  • ระวังตัวตอนดึก: ถนนเปลี่ยวยิ่งอันตราย หลีกเลี่ยงการไปคนเดียว
  • แกล้งตายช่วยชีวิต: ธวัชชัยรอดเพราะฉลาด ทำนิ่งจนโจรคิดว่าตาย
  • ขอความช่วยเหลือทันที: ชาวบ้านและแม่ชีคือฮีโร่ในครั้งนี้
  • กฎหมายเข้มงวด: ข้อหาพยายามฆ่าหนักแน่นอน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาวัยรุ่นก้าวร้าวในสังคมไทย ที่มักใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ผู้ปกครองควรสอดส่องลูกหลานให้มากขึ้น สังคมต้องร่วมมือป้องกันก่อนสายเกินไป ในฐานะที่ติดตามข่าวอาชญากรรมมาเยอะ ผมเชื่อว่าคดีนี้ตำรวจจะจับคนสุดท้ายได้แน่นอน และเป็นตัวอย่างให้แก๊งโจ๋อื่นๆ เข็ดหลาบ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้นี้? แชร์ประสบการณ์หรือความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ!

ที่มา – จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้

“กัน จอมพลัง” จัดตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ตั้งชายแดน บ้านทมอดา

“กัน จอมพลัง” จัดตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ตั้งชายแดน บ้านทมอดา สร้างความฮือฮาและความมั่นใจให้ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จังหวัดตราด ล่าสุดตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดเดินทางมาถึงแล้ว เตรียมวางแนวป้องกันจุดเสี่ยง ท่ามกลางกระแสข่าวการปะทะรอบที่ 3 ที่ชาวบ้านคาดการณ์ไว้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังแสดงถึงจิตสำนึกของบุคคลสาธารณะในการช่วยเหลือชาติ

“กัน จอมพลัง” จัดตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ตั้งชายแดน บ้านทมอดา

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณวัดท่าเส้น ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบรถเทรลเลอร์บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 25 คัน รวมทั้งหมด 50 ตู้ จอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบภายในวัด ตู้เหล่านี้เป็นของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือที่รู้จักในนาม “กัน จอมพลัง” นักธุรกิจชื่อดังจากจังหวัดชลบุรี โดยมีการประสานงานร่วมกับกองทัพเรือ ทหารนาวิกโยธิน เพื่อนำไปส่งยังพื้นที่ชายแดนบ้านทมอดา

ตู้คอนเทนเนอร์ กัน จอมพลัง ชายแดนบ้านทมอดา

วัตถุประสงค์ของการจัดตู้คอนเทนเนอร์ชายแดน

การดำเนินการ “กัน จอมพลัง” จัดตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ตั้งชายแดน บ้านทมอดา มีเป้าหมายหลักเพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเพิ่มแนวป้องกันในจุดเสี่ยงต่างๆ ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้จะถูกวางเรียงต่อเนื่องตลอดแนวชายแดนในเขตรับผิดชอบ ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานความมั่นคง สร้างความอุ่นใจให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้นเป็นระยะ

บ้านทมอดาเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญของจังหวัดตราด ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งมานาน พื้นที่นี้มักเป็นจุดล่อเป้าของการแทรกซึมและเหตุการณ์ไม่สงบ การนำตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นรั้วชั่วคราวหรือกำแพงป้องกัน จะช่วยบดบังการมองเห็น ลดจุดอ่อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวน นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งให้เป็นด่านตรวจหรือที่พักชั่วคราวได้อย่างยืดหยุ่น

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านและประโยชน์ที่คาดหวัง

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกล่าวขอบคุณ “กัน จอมพลัง” ที่ริเริ่มโครงการนี้ โดยเชื่อว่าตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการปะทะตามแนวชายแดน โดยเฉพาะที่ชาวบ้านคาดการณ์ว่าจะเกิด “ปะทะรอบที่ 3” แน่นอน จากเหตุการณ์รอบก่อนๆ ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวและชุมชน การมีแนวป้องกันที่แข็งแกร่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ได้ดีขึ้น และประชาชนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

  • เสริมความมั่นคง: สร้างกำแพงป้องกันจุดเสี่ยงชายแดน
  • ประหยัดงบประมาณ: ใช้ตู้คอนเทนเนอร์แทนการก่อสร้างถาวร
  • ยืดหยุ่น: สามารถย้ายตำแหน่งได้ตามสถานการณ์
  • สร้างขวัญกำลังใจ: แสดงความสามัคคีของคนไทยในการปกป้องชาติ

“กัน จอมพลัง” หรือนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ มีชื่อเสียงจากการช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริจาคสิ่งของในช่วงโควิด-19 และโครงการพัฒนาชุมชน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้มีจิตสาธารณะที่มองเห็นปัญหาชาติและลงมือแก้ไขทันที

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตู้คอนเทนเนอร์ที่นำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นตู้เก่าที่ผ่านการปรับปรุง ทำให้ประหยัดต้นทุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในอนาคต หากรัฐบาลสนับสนุนเพิ่มเติม อาจขยายโครงการไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ได้

การช่วยเหลือแบบนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้กับประชาชน สุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของชาติต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน คุณคิดอย่างไรกับการริเริ่มของ “กัน จอมพลัง” นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นทราบถึงข่าวดีนี้ด้วยนะ

ที่มา – “กัน จอมพลัง” จัดตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ตั้งชายแดน บ้านทมอดา

“แม่ทัพกุ้ง” ยัน “ปราสาทตาควาย” ของไทยแน่!

“แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย อันไหนอยู่พื้นแผ่นดินไทยต้องทวงคืน จะเสียมากเสียน้อย ขึ้นอยู่กับผู้นำและการวางแผน พร้อมเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสครอบครัวทหาร ย้ำชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมายัง สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน หลังได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “เยาวชนไทยร่วมใจรักชาติ รักแผ่นดินและปลูกจิตสำนึก ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส เพื่อความมั่นคงของชาติ”

โดยเนื้อหาในบรรยายเป็นการเล่าถึงประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ในการดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงเกิดสภาวะสงคราม พร้อมกับเปิดโอกาสให้นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันและนักเรียนจากโรงเรียนวัดไชยมงคล ถามตอบคำถามที่ตัวเองสงสัยและอยากรู้ พร้อมสอนคุณธรรมจริยธรรม เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาตัวเองและเป็นแบบอย่างรั้วของชาติในอนาคต

หลังจากที่มีการบรรยายเสร็จ พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้มีการโชว์ลีลาตำส้มตำปลาร้า ให้คณะครูอาจารย์รับประทาน โดยตอนที่กำลังเทปลาร้า พลโทบุญสิน พูดแซวเล่นว่า “เห็นโลโก้ไม่ได้ ไม่ใช่สปอนเซอร์” หลังตำส้มตำเสร็จ มีการชิมบอกว่า “อร่อย”

ภายหลังจากจบบรรยายพิเศษ พลโทบุญสิน ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นเรื่องของการจะเปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือครอบครัวพี่น้องทหารที่เสียสละชีพปกป้องประเทศชาติ ว่า การจัดตั้งมูลนิธิของตน มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหลานของทหารที่ด้อยโอกาส เป็นศูนย์รวมการช่วยเหลือตามกำลังที่จะสามารถช่วยได้ ซึ่งงบประมาณจะมาจากคนใกล้ชิดของครอบครัวทหาร และผู้อื่นที่มีความประสงค์อยากร่วมด้วยช่วยกัน โดยตั้งใจว่า ตัวเองจะเป็นประธานมูลนิธิ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ ทุกอย่างจะต้องทำให้ชัดเจน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ตามกระบวนการกฎหมาย

ส่วนเรื่องการทวงคืนของปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ที่กำลังถูกสังคมตั้งคำถามว่า สรุปแล้วปราสาทได้เสียให้กับทางกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสิน เผยว่า ทุกอย่างตอนนี้เป็นไปตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าว ส่วนตัวยังยืนยันว่ายังมองว่า ปราสาทตาควายยังเป็นของไทยอยู่ ถึงแม้หลายคนจะบอกว่า การใช้กำลังทวงปราสาทคืนนั้น จะเกิดความเสียหายเยอะ แต่การทวงคืนนั้นขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราต้องการทวงเอาปราสาทคืนจริงๆ การเสียสละของทหารจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้นำ ตรงไหนเป็นของพื้นแผ่นดินเรา ก็ต้องตามทวงคืน นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว

ส่วนเรื่องช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีการทำสัญญาร่วมกันกับทางกัมพูชาในการถอนอาวุธหนักร่วมกัน แต่ปรากฏว่าทางทหารกัมพูชามาขัดขวาง โดยอ้างว่า ทหารฝ่ายเหนือของเราไม่ทราบเรื่องและยอมให้มีการเข้าพื้นที่เข้าไปในภายหลัง โดยให้คณะ AOT สังเกตการณ์นั้น พลโทบุญสิน บอกว่า เป็นเรื่องของการบริหารจัดการของฝ่ายกัมพูชา ว่าประสานงาน บริหารอะไรยังไงบ้าง ถ้าสมมติมีการขัดขวางหรือไม่ยอมทำงานร่วมกัน ก็ถือเป็นการผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้

ส่วนการถอนกำลังพลหลักของทางกัมพูชานั้น จะเป็นการสร้างภาพหรือเป็นเรื่องการตบตาฝ่ายไทยนั้น พลโทบุญสิน ระบุว่า ขึ้นอยู่กับความจริงใจของทางฝั่งกัมพูชา ตอนนี้เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏเพราะโซเชียลสมัยนี้มันรวดเร็ว อาจจะมีภาพความจริงปรากฏออกมาให้เห็นเอง

ส่วนการถอนกำลังพลของกองทัพเรา ต้องดูกำลังพลของกัมพูชาว่ามีการถอนกำลังไปมากน้อยแค่ไหน เราถึงจะถอนกำลังพลโดยการจัดตามสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (Asean Observer Team – AOT) ร่วมสังเกตการณ์ในการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ตามริมชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้สื่อข่าวยังได้ถามประเด็นการมอบของบริจาคช่วยเหลือกองทัพตามริมชายแดนของ “กัน จอมพลัง” นั้น พลโทบุญสิน เผยว่า สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 การช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี การได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาคประชาชนนั้นช่วยได้เยอะ เพราะชายแดนไทย-กัมพูชามีพื้นที่เกือบ 1,000 กิโลเมตร ส่วนเรื่องส่วนตัวของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ทางเขาต้องไปชี้แจงเอง เพื่อความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย

“แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ประเด็นเรื่องปราสาทตาควายยังคงเป็นที่สนใจของสังคม พลโทบุญสินได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงการเตรียมจัดตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทหาร ล้วนเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

ความสำคัญของ “ปราสาทตาควาย”

ทำไม “ปราสาทตาควาย” ถึงมีความสำคัญ? เพราะมันไม่ใช่แค่โบราณสถาน แต่มันคือสัญลักษณ์ของแผ่นดินไทย การรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความเห็นของ “แม่ทัพกุ้ง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องแผ่นดินไทย แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความละเอียดอ่อน แต่การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ

การเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยเหลือครอบครัวทหารก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการตอบแทนผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง การช่วยเหลือลูกหลานของทหารที่ด้อยโอกาสเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ

ดังนั้น การให้ความสนใจและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการช่วยเหลือทหารจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่อง “ปราสาทตาควาย” หรือการจัดตั้งมูลนิธิ จะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย พร้อมเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยครอบครัวทหาร

กัน จอมพลัง รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม

สภาศิลปินสร้างสรรค์สังคม มอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม เชิดชู “กัน จอมพลัง” เจ้าตัวเผยถ้ามีโอกาสมีเวลาจะกลับไปช่วยสังคม ขอบคุณ FC ทุกคนที่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเพจกันจอมพลัง ช่วยสู้ โดยระบุข้อความว่า

“ผมได้รับเลือกจากสภาศิลปินสร้างสรรค์สังคมให้รับรางวัล ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งก่อนมางานผมให้ทีมงานยืนยันกับรางวัลว่ายังอยากให้ผมรับรางวัลใช่ไหมเพราะผมตอนนี้มีทั้งคนรักและคนที่ไม่ชอบ

ทางรางวัลก็ยืนยันว่าอยากให้ผม ผมจึงเดินทางมารับรางวัลจากตอนแรกที่อยากหยุดอยากเลิก แต่สิ่งนี้กลับเป็นกำลังใจจากคนที่เห็นผลงานผมและยังมีคนที่อยากให้ผมทำต่อไป

ถ้ามีโอกาสมีเวลาผมจะกลับไปช่วยสังคมครับ ไม่ให้รางวัลนี้ต้องผิดหวังครับ ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ผมขอบคุณที่ทำให้รู้สึกอยากทำต่อและขอบคุณ FC ทุกคนที่เคียงข้างผมในทุกช่วงเวลาครับ”

กัน จอมพลัง รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม

เรื่องราวของ “กัน จอมพลัง” กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จากการที่เขาได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจและความเคารพจากประชาชนจำนวนมาก

การได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมของ “กัน จอมพลัง” ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเส้นทางที่เขาเลือกเดินนั้นอาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและแรงสนับสนุนจากแฟนคลับ ทำให้เขายังคงยืนหยัดที่จะทำความดีต่อไป

ทำไม กัน จอมพลัง ถึงได้รับรางวัลนี้

เหตุผลที่ “กัน จอมพลัง” ได้รับรางวัลนี้มาจากหลายปัจจัย ได้แก่:

  • การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
  • การเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่ไม่มีใครรับฟัง
  • การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดี
  • การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน

ด้วยคุณงามความดีเหล่านี้เอง ทำให้สภาศิลปินสร้างสรรค์สังคมได้เล็งเห็นถึงคุณค่าและมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับ “กัน จอมพลัง” เพื่อเป็นกำลังใจและเชิดชูเกียรติให้เขาได้ทำความดีต่อไป

นอกจากนี้ การที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาขอบคุณแฟนคลับที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและความใส่ใจต่อผู้ที่สนับสนุนเขา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั่วไป

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกย่องเชิดชูเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ “กัน จอมพลัง” มุ่งมั่นที่จะทำความดีเพื่อสังคมต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นหันมาช่วยเหลือสังคมมากยิ่งขึ้น

เราหวังว่าเรื่องราวของ “กัน จอมพลัง” จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำความดีเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เพราะทุกการกระทำของเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้

ที่มา – “กัน จอมพลัง” รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ขอบคุณ FC ที่คอยเป็นกำลังใจ

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนเกิดความเข้าใจผิด ล่าสุดได้ออกมาขอโทษประชาชนถึงความบกพร่องในการสื่อสาร พร้อมยืนยันว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ลงพื้นที่ติดตามและดูแลสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าจะใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความมั่นคงและการเจรจาตามกรอบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์และเกิดสันติสุข

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องรุกล้ำเขตแดน ตนต้องขออภัยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ตนโทษตัวเองว่า มีความผิดพลาด และบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารต่อประชาชน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารเกิดขึ้นอีกในอนาคต “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

“ผมต้องขออภัยที่ทำให้หลายท่าน เกิดความระแวงสงสัย แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียเกียรติภูมิ เสียศักดิ์ศรี และพี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความปลอดภัย จากข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ผมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงเรื่องการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ของกองทัพ โดยนายอนุทินได้ให้คำตอบในแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาด จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา ซึ่งท่านได้กล่าวขอโทษและให้คำมั่นสัญญาว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่

  • การถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน: ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
  • การเปิดด่านชายแดน: รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความมั่นคงเป็นสำคัญ และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
  • ผู้ขอลี้ภัย: เรื่องของผู้ขอลี้ภัยจะได้รับการพิจารณาตามกฎกติกาสากล โดยคำนึงถึงสถานการณ์และความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา

กรณีข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่ “อนุทิน” กล่าวถึงเรื่อง “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

นายอนุทินได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้อธิบาย เป็นขั้นตอนของการพูดคุยตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ ความผิดพลาดในการสื่อสารอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดระหว่างประเทศได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบและรับผิดชอบ

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศในการสื่อสารกับประชาชน

การขอโทษของนายอนุทิน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา-ไม่เคยได้ยินกองทัพขอบริจาคยุทธภัณฑ์

Scroll to top