กัมพูชา

ด่วน! กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ของ เฉิน จื้อ

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) สั่ง กัมพูชาสั่งชำระบัญชีและยุติการให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” ทันที หลังผู้ก่อตั้งถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ มีผลให้ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มกราคม สั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ ผู้ฝากเงินสามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

ทำไม กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์? “ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ”

ผลกระทบจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ต่อผู้บริโภค

การที่กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ NBC กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • สำหรับผู้ฝากเงิน: ควรตรวจสอบเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการถอนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
  • สำหรับผู้กู้เงิน: ยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อนาคตของ Prince Holding Group หลังจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมนายเจษฎ์ โทณะวณิก นำผู้สมัคร สส.กทม. พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ

พรรครักชาติได้นำดอกเบญจมาศสีขาว มาร่วมแสดงความเคารพและระลึกถึงคุณงามความดีของทหารกล้าที่ได้สละชีพเพื่อปกป้องชาติไทย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่แสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาฟ้องร้องให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของกัมพูชา โดยนายเจษฎ์กล่าวว่า กัมพูชาต่างหากที่ต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหาย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การที่นายสม รังสี กล่าวหาว่าไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกัมพูชาต่างหากที่ยังคงคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง การกล่าวหาเช่นนี้เป็นการบิดเบือนความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน

“คนที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เราคือกัมพูชา ไม่ใช่เราจ่ายค่าเสียหายให้กัมพูชา” นายเจษฎ์กล่าวอย่างหนักแน่น

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างผู้นำและนักการเมืองของทั้งสองประเทศ

ทำไมพรรครักชาติจึงให้ความสำคัญกับการสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นการปลุกจิตสำนึกรักชาติและความสามัคคีในหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรครักชาติออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสม รังสี ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติไทย พรรครักชาติเห็นว่าการกล่าวหาของนายสม รังสี เป็นการยั่วยุและสร้างความแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

การออกมาแสดงจุดยืนของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ดังนั้น เราจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อย้ำเตือนถึงความเสียสละและปลุกจิตสำนึกรักชาติ

ที่มา – พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา ย้ำวางมือธุรกิจพลังงานกว่า 22 ปี ด้าน PT ยืนยันไม่เคยส่งออก ชี้เจตนากลั่นแกล้งทางการเมือง เตรียมดำเนินคดี

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่า “น้ำมันที่ส่งไปประเทศลาว และถูกนำไปขายต่อยังประเทศกัมพูชา เป็นของนายพิพัฒน์” โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการค้าหรือการส่งออกน้ำมันตามที่มีการกล่าวหา ตนได้วางมือจากธุรกิจพลังงานตั้งแต่ปี 2546 หรือกว่า 22 ปี และไม่ได้เป็นกรรมการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารในบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ บริษัท พีที (PTG Energy) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือประเทศกัมพูชา ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์แต่อย่างใด

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างข้อมูลเท็จ มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของตนเองอย่างร้ายแรง พร้อมระบุว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จทั้งหมด ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ผมพร้อมรับการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการและจะดำเนินคดีกับผู้ที่เป็นต้นตอ รวมถึงผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้การสร้างข่าวเท็จมาทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของผมได้”

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวและกัมพูชานั้น นายพิพัฒน์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริงและเป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลทางการเมือง

นายพิพัฒน์ได้ชี้แจงว่าตนเองได้วางมือจากธุรกิจพลังงานไปกว่า 22 ปีแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารงานของบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัท PTG Energy ก็ได้ออกมายืนยันว่าไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทำไมนายพิพัฒน์ถึงต้องออกมาโต้ข่าวเท็จเรื่องส่งน้ำมันไปลาว?

การออกมาโต้แย้งข่าวเท็จในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข่าวปลอมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การปล่อยให้ข่าวเท็จแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการแก้ไข อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของนายพิพัฒน์ได้

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังเชื่อว่าการเผยแพร่ข่าวเท็จดังกล่าวมีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การสร้างข่าวเสียหายจึงอาจเป็นความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือของพรรคและตัวนายพิพัฒน์เอง

นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าวอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของตนเอง และเพื่อเป็นตัวอย่างให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีข่าวสารมากมายแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การร่วมกันตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวม “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกรูปแบบ

ที่มา – “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา เตรียมดำเนินคดีคนใส่ร้ายถึงที่สุด

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” ต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง ย้ำปัญหายังไม่จบ สันติภาพเกิดไม่ได้

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชา หยุดยิง ถอนกำลังอาวุธ และเจรจาร่วมกัน ว่า ขอเรียกร้องกลับไปยังสหรัฐอเมริกา โดย ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ควรทบทวนบทบาทของตนเอง และเร่งเข้ามาจัดการกับปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกและประเทศไทย นั่นคือ ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา

ปัจจุบันภัยจากสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ไม่อาจนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงระหว่างไทยและกัมพูชาได้

“ถ้าวันนี้เรื่องสแกมเมอร์ยังไม่จบ ไม่มีทางเกิดสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาได้หรอกครับ” นายชัยวุฒิ กล่าว

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ออกมาเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร่งจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น ได้จุดประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเดือดร้อนของประชาชนชาวไทยจำนวนมาก ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางสังคมโดยรวม การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาและต้องการให้มีการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ

ทำไมต้องจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา?

การที่นายชัยวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา มีเหตุผลสำคัญหลายประการ:

  • ผลกระทบต่อประชาชน: แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก ทำให้สูญเสียเงินทองและทรัพย์สิน
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: การหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
  • ความมั่นคงทางสังคม: การหลอกลวงบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความสงบสุขในสังคม

การเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ขยายอิทธิพลและสร้างความเสียหายต่อไปในอนาคต

การแก้ไขปัญหา“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา จึงไม่ใช่เพียงแค่การปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ การที่นายชัยวุฒิออกมาเรียกร้องเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่นายชัยวุฒิเชื่อมโยงประเด็นนี้กับการหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเกี่ยวพันระหว่างประเด็นต่างๆ การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป

นี่คือข้อเรียกร้องที่สำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและเพื่อความมั่นคงของประเทศ“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อประเทศไทย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” เรียกร้อง “ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

หลิว จงอี้ ซัดกัมพูชา พัวพันสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

ล่าสุด นายหลิว จงอี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่ว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลิว จงอี้ ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

จากกรณีที่นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบกองทัพบกไทย เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายหลิว จงอี้ ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมากล่าวถึงความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของทางการจีนต่อปัญหาดังกล่าว และอาจนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้

ประเด็นที่นายหลิว จงอี้ ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งต้องมีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกประเทศในการดำเนินการดังกล่าว

ที่มา – ทบ. เผยประเด็นวงหารือ “หลิว จงอี้” ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังมีการประชุมเพื่อหามาตรการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชา ซึ่งที่ประชุมได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เปิดเผยผลการประชุม สมช. ว่า ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประสานงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชาประมาณ 3,000-4,000 คน โดยจะมีการเช่าเหมาลำเครื่องบินพาณิชย์เพื่อรับคนไทยกลับประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเตรียมเงินเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

สำหรับประเด็นสำคัญคือ มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา นั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล โดยจะมีการแจ้งเตือนเรือไทยที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบเรือไทยที่ขนส่งสินค้า และควบคุมสินค้าที่จะส่งไปยังกัมพูชา โดยยึดตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 เป็นกรอบในการดำเนินการ

ปลัดพลังงานยืนยัน รถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่ได้ส่งต่อไปกัมพูชา

ในส่วนของประเด็นรถบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่ด่านช่องเม็กเป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สสป.ลาว ปริมาณน้ำมันโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นปริมาณที่ปกติ อยู่ที่เดือนละประมาณ 100 ล้านลิตร แต่หากดูเป็นวัน การขนส่งแต่ละวันก็อาจแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันประมาณ 20 คันที่ผ่านด่านช่องเม็ก” นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เป็นช่วงหน้าร้อนที่ลาวใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี โดยน้ำมันที่นำเข้าไปส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลที่ใช้ในกิจการเหมืองต่างๆ ในลาวตอนใต้ และยืนยันว่าผู้ที่ใช้เป็นลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กับกัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าน้ำมันที่ส่งไปยังลาวไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังกัมพูชา แต่ทางกระทรวงพลังงานก็กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหากลไกที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันที่ส่งไปนั้นถูกใช้อย่างถูกต้องในประเทศลาวจริงๆ เนื่องจากประเทศลาวได้แจ้งว่ากำลังประสบปัญหาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาการันตีเรื่องนี้ นายประเสริฐตอบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาวได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงพลังงานแล้วว่า น้ำมันที่ส่งไปเป็นการพัฒนาประเทศลาว และจะมีการหารือถึงกลไกการยืนยันที่กระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย แต่ซื้อจากเวียดนาม จีน และสิงคโปร์

ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่ามีบริษัทเอกชนรายใหญ่ส่งน้ำมันไปกัมพูชานั้น ปลัดกระทรวงพลังงานยืนยันว่า “เราไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา การที่จะส่งต้องผ่านทางศุลกากร และหากส่งทางเรือก็ต้องผ่านกรมเจ้าท่า ทางผู้ขายเองก็ต้องรายงานว่าผลิตน้ำมันแล้วส่งไปไหน ซึ่งเราดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ฉะนั้นอาจต้องระวังข่าวปลอมนิดหนึ่ง”

สรุปแล้ว มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดยมีการควบคุมการขนส่งสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามที่จะช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวปลอม

ที่มา – มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา ปลัดพลังงาน ยันรถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่มีไปต่อ

ศรชล.ยันย้ำ! ไม่ปิดอ่าวไทย สกัดเรือไทยส่งกัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ กับมาตรการที่เข้มงวดขึ้นของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ออกมาเน้นย้ำว่า ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเรือชาติอื่น ๆ อย่างแน่นอน เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร และมีรายละเอียดที่น่าสนใจอะไรบ้าง มาติดตามกันครับ

ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นนี้ ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีประเด็นสำคัญคือการขออนุมัติยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 เพื่อบูรณาการกลไกการควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง และเรือสนับสนุนการประมง ที่มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา

ที่สำคัญคือ ศรชล. จะพิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องเน้นเฉพาะเรือสัญชาติไทย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมมาตรการนี้จึงเน้นไปที่เรือสัญชาติไทยเท่านั้น พล.ร.อ.ธาดาวุธ ได้ให้ความมั่นใจว่า มาตรการนี้ไม่มีผลกระทบต่อเรือของต่างชาติ เป็นการบริหารจัดการเฉพาะเรือที่ชักธงไทย หรือเรือสินค้าของไทยเท่านั้น

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าเรือของไทยไปรับน้ำมันจากประเทศที่สามมาส่งให้กัมพูชานั้น ทาง ศรชล. ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำธุรกิจโดยทั่วไป และในส่วนของกัมพูชาก็ต้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจาก ศรชล. มีมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

“ขอยืนยันว่าไม่ได้ปิดน่านน้ำตามที่เป็นข่าวมาก่อนนี้ เพียงแต่ทำให้เกิดความปลอดภัย และการปฏิบัติการมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในส่วนของภาคเอกชน โดยเฉพาะเรือไทย” พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าว

เมื่อถามถึงระยะเวลาในการบังคับใช้มาตรการนี้ หาก สมช. อนุมัติ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ตอบว่า ต้องดูตามสถานการณ์ ยังไม่สามารถระบุได้

สรุปแล้ว มาตรการที่ออกมานี้มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการลักลอบขนส่งสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา โดยเน้นที่เรือสัญชาติไทยเป็นหลัก และยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเรือชาติอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทย

การที่ ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา ถือเป็นการดำเนินการที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยบางส่วน แต่ในภาพรวมแล้ว เชื่อว่าจะนำไปสู่ความมั่นคงทางทะเลที่ยั่งยืนมากขึ้น และช่วยป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการเรือไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ควรศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อม เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และร่วมมือกับ ศรชล. ในการรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลต่อไป

ที่มา – ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

Scroll to top