การกีฬาแห่งประเทศไทย

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดระเบียบวงการกีฬา โดยทางรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมและยกระดับมาตรฐานนักกีฬาไทยให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้นครับ

รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จึงเตรียมเรียก กกท. และสมาคมยิงปืนมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน จะต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการซ้อมและการแข่งขันของนักกีฬาน้อยที่สุด

มาตรการใหม่สำหรับนักกีฬายิงปืน

สำหรับแนวทางที่จะเกิดขึ้นเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • กำหนดเส้นทางการพกพาปืน: ต้องเดินทางจากที่พักไปยังสนามซ้อมเท่านั้น ห้ามแวะสถานที่อื่นเด็ดขาด
  • การตรวจสอบลูกกระสุน: เน้นย้ำให้ใช้เฉพาะลูกซ้อมที่ลงทะเบียนถูกต้อง
  • การขออนุญาต: นักกีฬาต้องมีการขออนุญาตและลงทะเบียนอย่างโปร่งใส

หลายคนอาจกังวลว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้กีฬายิงปืนต้องหยุดชะงักหรือไม่ แต่ทางกระทรวงยืนยันว่าการหารือเรื่อง รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน นั้นเป็นไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมรับมือกับการแข่งขันในระดับนานาชาติที่กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายนนี้ ทุกฝ่ายกำลังเร่งวางกรอบระเบียบให้ทันเวลาเพื่อให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬายิงปืนไทยมีความเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ในระยะยาวครับ

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะความปลอดภัยของส่วนรวมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การมีกฎกติกาที่เข้มงวดไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นความสามารถของนักกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะทำให้นักกีฬายิงปืนไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยว เรียกถกสัปดาห์หน้า คุมเข้มนักกีฬาพกอาวุธปืน-กระสุน

นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

จากสถานการณ์ความเข้มงวดในการควบคุมอาวุธปืนของภาครัฐในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงและผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มนักกีฬายิงปืนที่กังวลเรื่องการฝึกซ้อม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยของประชาชนและการสนับสนุนกีฬาอาชีพ

นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

ปัญหาเรื่องการครอบครองอาวุธปืนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง โดยนายกฯ ได้กำชับไปยังหน่วยงานหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ กรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬายิงปืน ให้รีบหาทางออกร่วมกัน การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับเสียงสะท้อนจากนักกีฬาที่ได้รับผลกระทบจากการตีความกฎหมายที่เข้มงวดเกินไปจนไม่สามารถนำปืนไปฝึกซ้อมได้ตามปกติ

รายละเอียดการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ โดยมุ่งเน้นหลักการที่ว่า:

  • การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อวางกรอบกฎหมายที่รัดกุมแต่ไม่ปิดกั้น
  • การกำหนดกติกาที่ชัดเจนสำหรับนักกีฬาอาชีพเพื่อให้ฝึกซ้อมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปืนถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากเรื่องของนักกีฬาแล้ว นายกฯ ยังได้สั่งการให้เปลี่ยนรูปแบบการแจกรางวัลอาวุธปืนแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเดิมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ให้เปลี่ยนเป็นรางวัลรูปแบบอื่นแทน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายควบคุมอาวุธปืนระดับประเทศอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนกังวลเรื่องการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก นายกฯ ได้ให้คำแนะนำว่า ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้วางยุทธศาสตร์และแผนงานที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ละเมิดข้อกฎหมาย

บทสรุปของเรื่องนี้คือ การหาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” และ “สิทธิในการฝึกซ้อมกีฬา” ซึ่งต้องอาศัยกฎเกณฑ์ที่ไม่สร้างภาระแก่ประชาชนจนเกินไป การที่รัฐบาลเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้กฎหมาย นับว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่จะช่วยให้นักกีฬาสามารถเดินหน้าฝึกซ้อมเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

ที่มา – นายกฯ สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหาเข้มอาวุธปืนกระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.แยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและกีฬา เมื่อล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติสำคัญในการผลักดัน ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.แยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างส่วนราชการครั้งใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานและการทำนุบำรุงด้านต่างๆ ให้ตอบโจทย์ยุคสมัยมากขึ้น

เหตุผลและความคืบหน้าในการผลักดัน ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.แยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรม

นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยถึงมติเห็นชอบในครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการแยกภารกิจให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหลังจาก ครม. เห็นชอบแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 หรือต้นปี 2570

รายละเอียดการปรับโครงสร้างหลัง ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.แยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรม

เมื่อการปรับโครงสร้างนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการแบ่งส่วนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงสร้างกระทรวงกีฬาใหม่: จะประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงฯ, กรมพลศึกษา, การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งจะเน้นหนักไปที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาและอุตสาหกรรมกีฬาเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ
  • ส่วนที่โอนเข้ากระทรวงวัฒนธรรม: ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว, อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และตำรวจท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแก้ปัญหาเรื่องข้าราชการระดับ 10 ที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงปลายปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดช่องให้สามารถนำเสนอรายชื่อแต่งตั้งได้หากมีความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงานหน่วยงานราชการก่อนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายหน่วยงาน แต่รวมถึงการโอนย้ายงบประมาณและบุคลากร ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่รอบคอบ เราคงต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า การบูรณาการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปอยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม จะส่งผลเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในไทยอย่างไร และฝั่งกระทรวงกีฬาจะสามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่คนไทยทั้งประเทศควรติดตามและให้กำลังใจกันต่อไปครับ

ที่มา – ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.แยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรม

“สุรศักดิ์” หนุนนักกีฬาไทย เร่งแผนเก็บตัวลุยยูธโอลิมปิก-ไม่ลดยอดเอเชียนเกมส์

เชื่อว่าแฟนกีฬาทั่วประเทศคงได้ติดตามข่าวคราวเรื่องงบประมาณสนับสนุนทัพนักกีฬาไทยกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมาสยบข่าวลือและชี้แจงสถานการณ์ให้ชัดเจน โดยยืนยันว่า “สุรศักดิ์” หนุนนักกีฬาไทย เร่งแผนเก็บตัวลุยยูธโอลิมปิก-ไม่ลดยอดเอเชียนเกมส์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทัพนักกีฬาและสมาคมกีฬาต่างๆ ที่กำลังมุ่งมั่นเตรียมตัวสู้ศึกระดับนานาชาติ

“สุรศักดิ์” หนุนนักกีฬาไทย เร่งแผนเก็บตัวลุยยูธโอลิมปิก-ไม่ลดยอดเอเชียนเกมส์

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ข้อมูลเรื่องการตัดงบหรือลดจำนวนนักกีฬาที่จะไปร่วมแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และการซ้อมในศึกยูธโอลิมปิกเกมส์ที่เซเนกัลนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่

ก้าวต่อไปของการพัฒนากีฬาไทยสู่ระดับสากล

สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันคือเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยจะมีการนำตัวชี้วัด (KPIs) มาเป็นตัวกำหนด เพื่อให้นักกีฬาทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม พร้อมยืนยันว่าการที่รัฐบาลประกาศว่า “สุรศักดิ์” หนุนนักกีฬาไทย เร่งแผนเก็บตัวลุยยูธโอลิมปิก-ไม่ลดยอดเอเชียนเกมส์ นั้น เป็นนโยบายหลักที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องของการพัฒนานักกีฬา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงความพร้อม นี่คือสิ่งที่ทัพนักกีฬาไทยจะได้รับการดูแล:

  • งบประมาณสำหรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 131 ล้านบาทได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว
  • สมาคมกีฬาที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการดูแลทั้งค่าเดินทาง ที่พัก และเบี้ยเลี้ยงอย่างครบถ้วน
  • มีการเตรียมแผนรองรับงบประมาณปี 2570 สำหรับยูธโอลิมปิกเกมส์
  • มุ่งเน้นการจัดการระบบสนับสนุนแบบยั่งยืน ลดความล่าช้าในการเบิกจ่าย

นอกจากนี้ ในระยะยาว กระทรวงจะปรับโครงสร้างการบริหารงบประมาณเพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมืออาชีพ ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาติดขัดในช่วงเปลี่ยนผ่านปีงบประมาณอีกต่อไป นับว่าเป็นข่าวดีที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าทัพนักกีฬาไทยจะสามารถโฟกัสกับการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มศักยภาพเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในอนาคต

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนรักกีฬา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นนี้ จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีมให้นักกีฬาไทยทุกคนคว้าเหรียญรางวัลกลับมาฝากพี่น้องชาวไทยได้สำเร็จครับ มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยกันต่อไป!

ที่มา – “สุรศักดิ์” หนุนนักกีฬาไทย เร่งแผนเก็บตัวลุยยูธโอลิมปิก-ไม่ลดยอดเอเชียนเกมส์

“ชลณัฏฐ์” อัดยับงบฯ กกท. เทผลประโยชน์ลง “บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ” เกินจำเป็น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการงบประมาณแผ่นดินทันที เมื่อนางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือดเกี่ยวกับทิศทางการจัดสรรงบประมาณของ กกท. หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2570 ซึ่งดูเหมือนจะมีความกระจุกตัวของผลประโยชน์ในบางพื้นที่อย่างน่าสงสัย โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ

“ชลณัฏฐ์” อัดยับงบฯ กกท. เทผลประโยชน์ลง “บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ” เกินจำเป็น

การอภิปรายครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณภาษีประชาชน โดยนางสาวชลณัฏฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณการจัดการแข่งขันโมโตจีพี และงบพัฒนาศูนย์กีฬาที่ดูจะซ้ำซ้อนและไร้ความจำเป็นในบางจุด

เจาะลึกงบ กกท. ที่ส่อแววไม่โปร่งใส

ปัญหาที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงมีประเด็นสำคัญหลายด้าน ดังนี้:

  • งบโมโตจีพี 262.5 ล้านบาท: ท่ามกลางความเสี่ยงเรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสัญญาการแข่งขันในอนาคต
  • อาคารกีฬา 338 ล้านบาท: การสร้างอาคารอเนกประสงค์ขนาด 5,000 ที่นั่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวมีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานระดับดีเยี่ยมอยู่แล้ว
  • การบริหารจัดการสมาคมกีฬา: ปัญหาเรื้อรังเรื่องธรรมาภิบาลและการตรวจสอบเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาที่มีข่าวทุจริตอย่างต่อเนื่อง

นางสาวชลณัฏฐ์ยังได้ตั้งคำถามสำคัญว่า เมื่อ “ชลณัฏฐ์” อัดยับงบฯ กกท. เทผลประโยชน์ลง “บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ” เกินจำเป็น เช่นนี้ ทางหน่วยงานต้นสังกัดจะสามารถตอบคำถามสังคมอย่างไร ในเมื่อจังหวัดอื่นๆ ยังขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนานักกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาในระดับพื้นฐานอีกมาก แต่กลับมีการทุ่มงบไปในพื้นที่ที่พร้อมอยู่แล้วอย่างเกินความจำเป็น

นอกเหนือจากประเด็นงบโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างรายการฟุตบอลเยาวชนที่ไม่มีความโปร่งใส รวมถึงการใช้งบกลางอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงที่ผ่านมา การที่รัฐบาลและ กกท. จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตความศรัทธาในครั้งนี้ไปได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการตอบคำถามประชาชนอย่างจริงใจ ไม่ใช่เพียงการอ้างงบประมาณเพื่อสนองโครงการที่ดูเหมือนจะเน้นผลประโยชน์เชิงพื้นที่มากกว่าการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการชี้แจงจาก กกท. อย่างใกล้ชิด เพราะเงินภาษีเหล่านี้ควรถูกนำไปพัฒนาวงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพื่อสร้างฐานอำนาจหรือป้อนงบประมาณลงสู่พื้นที่เฉพาะเจาะจง นี่คือบทเรียนสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องทบทวนบทบาทของตนเองเสียใหม่ ก่อนที่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยถอยลงไปมากกว่านี้

ที่มา – “ชลณัฏฐ์” อัดยับงบฯ กกท. เทผลประโยชน์ลง “บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ” เกินจำเป็น

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ หวังไร้การเมืองแทรกแซง

ในฐานะที่วงการกีฬาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงการสรรหาบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะการ จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ นายก้องศักดิ์ ยอดมณี ที่ใกล้จะครบวาระในปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่คนรักกีฬาทุกคนต้องให้ความสนใจ

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ เพื่ออนาคตกีฬาไทย

การสรรหาผู้บริหารระดับสูงของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในครั้งนี้ นายวัชรพลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลอดจากการเมืองแทรกแซง เพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถจริงๆ เข้ามานั่งเก้าอี้บริหาร โดยมีเป้าหมายหลักคือการประสานงานกับทุกสมาคมกีฬาและภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทัพนักกีฬาไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ความท้าทายที่รออยู่สำหรับ ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่

ปัญหาเรื่องงบประมาณและการขาดโอกาสในการพัฒนานักกีฬาเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข การมีผู้นำที่เปิดกว้างและมีวิสัยทัศน์ระดับโลกจะช่วยให้ไทยสามารถดึงการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติเข้ามาจัดในบ้านเราได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพัฒนาทักษะนักกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอีกด้วย

  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาคมกีฬาต่างๆ
  • ผลักดันการจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลกในไทย
  • บริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นอกจากประเด็นกีฬาแล้ว นายวัชรพลยังได้กล่าวถึงงานใหญ่ที่ชาวโคราชรอคอย นั่นคือ “มหกรรมพืชสวนโลก 2573” ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอีสานอย่างมหาศาล แต่ยังคงเป็นห่วงในเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ต้องเร่งมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความพร้อมของประเทศไทย

ในมุมมองของผม การที่เราจะยกระดับกีฬาไทยได้จริง เราต้องเริ่มจากการเลือกคนเข้ามาทำงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากวาระซ่อนเร้นทางการเมือง และให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพราะกีฬาคือตัวแทนของความภาคภูมิใจในชาติ และเมื่อเรามีผู้กุมบังเหียนที่ดี กีฬาไทยก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอน

ที่มา – “วัชรพล” แนะจับตา “ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่” หวังไร้การเมืองแทรกแซง ได้คนมีความสามารถ

ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพ Youth Olympic Games Bangkok 2030

เฮ้! เพื่อนๆ ชาวกีฬาทุกคน สายกีฬาไทยอย่างเราๆ คงตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เมื่อ ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพ เพื่อเข้าชิงเป็นเจ้าภาพ Youth Olympic Games Bangkok 2030 เรียบร้อยแล้วนะ! คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) กำลังจะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกรุงเทพมหานครและชลบุรี ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2569 นี้เอง ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้โชว์ของดี ของเด็ดทั้งหมดที่มี เพื่อคว้าโอกาสใหญ่ครั้งนี้มาไว้ในมือ

Youth Olympic Games Bangkok 2030

Youth Olympic Games Bangkok 2030 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อยูธโอลิมปิกเกมส์ คือมหกรรมกีฬาเยาวชนระดับโลกสำหรับนักกีฬาอายุ 15-18 ปี จัดโดย IOC ทุก 4 ปี เหมือนโอลิมปิกใหญ่ แต่เน้นพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักกีฬาระดับโลกในอนาคต การแข่งจะมีกีฬาหลากหลายกว่า 30 ประเภท รวมทั้งกีฬาใหม่ๆ ที่เน้นทักษะและจิตใจ หากไทยได้เป็นเจ้าภาพ จะเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยนะ สุดยอดมาก!

ข่าวดีนี้มาจากการเยือนอย่างเป็นทางการของ Mrs. Danka Hrbékova สมาชิก IOC และประธานกลุ่มคณะทำงาน Youth Olympic Games 2030 พร้อมทีมงาน โดยมีผู้ต้อนรับขับสู้สุดอบอุ่นจากฝั่งไทย เช่น นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, ดร.ชื่นชนก ศิริวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, นายรัฐพล ไผ่งาม ผู้อำนวยการกองทะเบียนสมาคมกีฬา และนายอัครพล พึ่งพร ผู้อำนวยการกองแข่งขันกีฬาเป็นเลิศของ กกท. ทุกคนพร้อมใจกันโชว์ศักยภาพของไทยเต็มที่

กำหนดการเยือน IOC 3 วันเข้มข้น

การเยือนครั้งนี้อยู่ในขั้นตอน Targeted Dialogue ของ IOC เพื่อประเมินความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพ Youth Olympic Games Bangkok 2030 ตลอด 3 วัน จะมีกิจกรรมแน่นเอี๊ยด ดังนี้

  • การประชุมเชิงปฏิบัติการและบรรยายสรุปเทคนิค: ไทยจะนำเสนอวิสัยทัศน์ แนวคิดการจัดงาน โครงสร้างบริหาร แผนปฏิบัติการ และยุทธศาสตร์ส่งมอบการแข่งขันให้สมบูรณ์แบบ
  • ตรวจเยี่ยมสถานที่แข่งขัน: สำรวจพื้นที่ในกรุงเทพฯ และชลบุรี เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ หัวหมาก, เวทีมวยลุมพินี, สนามกอล์ฟธูปะทิมทรรพย์ หรือศูนย์กีฬาทะเลชลบุรี ที่พร้อมสำหรับกีฬาน้ำและชายหาด
  • แถลงข่าวสรุป: ปิดท้ายวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน ด้วยการแถลงผลการหารือและขั้นตอนต่อไปในการคัดเลือกเจ้าภาพ

ทำไมไทยพร้อมสำหรับ Youth Olympic Games Bangkok 2030

ไทยเรามีศักยภาพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานกีฬาที่ได้มาตรฐานสากลจากประสบการณ์จัด SEA Games ครั้งล่าสุด, อากาศอบอุ่นเหมาะกับกีฬากลางแจ้ง, และความเป็นเจ้าบ้านที่อบอุ่นใจกว้างขวางของคนไทย ที่สำคัญคือการลงทุนในเยาวชนไทยที่กำลังมาแรง เช่น นักกีฬาว่ายน้ำ ยิมนาสติก และเทควันโด หากได้เป็นเจ้าภาพ จะช่วยยกระดับกีฬาเยาวชนไทย พัฒนา talent pool สร้าง soft power และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวได้มหาศาล คิดดูสิ รายได้จากการท่องเที่ยว นักกีฬาและครอบครัวจากทั่วโลกมาร่วม!

นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนจัดการที่ยั่งยืน เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก และโปรโมทวัฒนธรรมไทยผ่านพิธีเปิดสุดอลังการ ผสมผสานไทยกับโมเดิร์น IOC คงประทับใจแน่ๆ

ส่วนตัวผมมองว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นแท่นมหาอำนาจกีฬาเอเชีย ถ้าได้ Youth Olympic Games Bangkok 2030 เยาวชนไทยจะได้แรงบันดาลใจเพียบ ลองนึกภาพนักกีฬาไทยยืนรับธงบนโพเดียมในบ้านตัวเองสิ สุดยอด! เพื่อนๆ คิดยังไง ลองคอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างนี้ หรือติดตามอัพเดทข่าวกีฬาเพิ่มเติมจากบล็อกเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของ Youth Olympic Games Bangkok 2030 นะ

ที่มา – ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพ เข้าชิงเป็นเจ้าภาพ แข่ง Youth Olympic Games Bangkok 2030

นักสนุกเกอร์แชมป์โลก บุกสภาฯ ร้อง สส. ผลักดันแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การพนัน

นักสนุกเกอร์แชมป์โลก บุกสภาฯ ร้อง สส. ผลักดันแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การพนัน เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการกีฬาไทย เมื่อนักกีฬาสนุกเกอร์ชื่อดัง “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู แชมป์เวิลด์ โอเพ่น 2026 นำทีมบุกสภาเพื่อยื่นหนังสือต่อ ส.ส. ขอให้ช่วยผลักดันแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ที่ทำให้กีฬาสนุกเกอร์ถูก relegate ไปอยู่ในพื้นที่สีเทา เหมือนเป็นการพนันมากกว่ากีฬา

นักสนุกเกอร์แชมป์โลก บุกสภาฯ ร้อง สส. ผลักดันแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การพนัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ และ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน ได้รับหนังสือจากนายเทพไชยา อุ่นหนู และคณะ โดยหนังสือดังกล่าวเสนอแนวทางแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่มีอายุกว่า 91 ปี ซึ่งยังคงจัดสนุกเกอร์หรือบิลเลียดไว้ในบัญชีแนบท้าย ข. ลำดับ 23 ทำให้สถานะทางกฎหมายไม่ชัดเจน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากีฬา

ปัญหาที่สนุกเกอร์ไทยเผชิญจากกฎหมายล้าสมัย

กีฬาสนุกเกอร์ในไทยเต็มไปด้วยพรสวรรค์ แต่ถูกกฎหมายผูกมัด สถานฝึกซ้อมต้องขออนุญาตเหมือนบ่อนพนัน ค่าธรรมเนียมแพง เวลาเปิดจำกัด ส่งผลให้เยาวชนขาดโอกาสฝึกซ้อมอย่างมืออาชีพ ปัญหานี้ยังเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำให้วงการอยู่ในพื้นที่สีเทา ไม่โปร่งใสตามมาตรฐานสากล แม้ไทยจะมีนักกีฬาแชมป์โลกอย่างเอฟวัน แต่การพัฒนายังติดขัดเพราะกฎหมายไม่ยอมรับว่าเป็น “กีฬา” อย่างเต็มตัว

ตัวอย่างชัดเจนคือ การแข่งขันสนุกเกอร์ระดับโลกที่เอฟวันคว้าแชมป์ แต่ในไทยยังต้องต่อสู้กับภาพลักษณ์การพนัน สิ่งนี้ปิดกั้นโอกาสเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก หากไม่แก้ไข กีฬาสนุกเกอร์ไทยจะถดถอย

นักสนุกเกอร์แชมป์โลก บุกสภาฯ

แนวทางแก้ไขที่เสนอใน 2 ระยะ

คณะยื่นหนังสือเสนอแนวทางชัดเจนเพื่อปลดล็อกสนุกเกอร์:

  • ระยะสั้น: แก้ไขระดับกฎกระทรวง โดย รมว.มหาดไทย ผ่อนปรน เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียม ขยายเวลาเปิดสถานฝึกซ้อมให้เหมาะกับกีฬาอาชีพ
  • ระยะยาว: แก้ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ตัดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีพนัน กำหนดสถานะเป็นกีฬาภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย

หากทำได้ สนุกเกอร์ไทยจะเปลี่ยนจาก “การพนัน” สู่ “กีฬาอาชีพ” สร้างอนาคตให้เยาวชนไทยประสบความสำเร็จบนเวทีโลก

ส.ส.รับหนังสือจากนักสนุกเกอร์

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ กล่าวว่า กีฬานี้อยู่กับไทยมานาน แต่กฎหมาย 91 ปีทำให้ไม่ใช่กีฬาเต็มตัว การรับหนังสือครั้งนี้จะนำไปผลักดันแก้ไข น.ส.รักชนก ศรีนอก เสริมว่า รัฐบาลต้องปลดล็อก เพื่อให้เยาวชนอย่างเอฟวันได้ฝึกฝนสมศักดิ์ศรี

ในมุมมองผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญ หาก ส.ส. ผลักดันสำเร็จ สนุกเกอร์ไทยจะเฟื่องฟู ลดปัญหาพนัน ลดช่องโจรกรรม คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์เพื่อสนับสนุนกีฬาไทย!

ที่มา – นักสนุกเกอร์แชมป์โลก บุกสภาฯ ร้อง สส. ผลักดันแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การพนัน

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน เป็นข่าวร้อนที่สร้างความคึกคักให้แฟนความเร็วทั่วประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางควงข้าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเปิดงานแข่งขันโมโตจีพี ประจำปี 2569 หรือ PT Grand Prix of Thailand 2026 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ พิธีเปิดจัดยิ่งใหญ่ ออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทยกระหึ่มสนาม สร้างบรรยากาศสุดมันส์ ผู้ชมแน่นขนัด คึกคักที่สุดในรอบ 7 ปี!

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 11.35 น. นายกฯ อนุทิน พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางถึงสนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมบูธยามาฮ่า ผู้บริหารพาเดินชม นายกฯ ยังได้ทดลองนั่งรถแข่งสุดเท่ ก่อนต่อไปบูธฮอต พบนายสมเกียรติ จันทรา นักแข่งมอเตอร์ไซค์ไทยจากทีม LCR Honda ที่แฟนๆ ชื่นชอบ จากนั้นแวะบูธดูคาติ พีที และช้าง ก่อนนั่งรถกอล์ฟไปห้องรับรอง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายเนวิน

ช่วงบ่าย เวลา 14.45 น. นายกฯ เป็นประธานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มีการแสดงหนังใหญ่และวงออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทย นายเนวินยืนเคียงข้าง สร้างภาพประทับใจ จากนั้นนายกฯ และภริยาขึ้นอัฒจันทร์ชมการแข่งขัน ก่อนเวลา 16.00 น. มอบรางวัลให้ผู้ชนะเลิศ นอกจากนี้ นายกฯ ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าปีนี้ผู้เข้าชมมากเป็นพิเศษ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุดสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และกระจายนักท่องเที่ยวไปจังหวัดใกล้เคียง

อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

ในช่วงเวลา 15.25 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงความคึกคักของงาน อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน ว่าปีนี้น่าจะเบรกสถิติทุกปี ผู้แข่งขันจากทั่วโลก บัตรขายหมดเกลี้ยงรวดเร็ว มีบูธจำหน่ายสินค้าจักรยานยนต์มากมาย คาด 3-4 วันของการแข่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ถือเป็นปีที่คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

เมื่อถามถึงการต่อยอด รัฐบาลโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เอกชน ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ไม่เพียงท่องเที่ยว แต่ทำให้ไทยดังทั่วโลกจากการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมกว่า 1 ล้านวิว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ขาย โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง เงินไหลเวียนไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ แต่กระจายสู่นครราชสีมา สระบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษ

ประโยชน์จากอนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

งานนี้ไม่ใช่แค่แข่งรถ แต่เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวจริง ลองดูประโยชน์หลักๆ:

  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: เงินสะพัด 5,000 ล้าน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย
  • ยกระดับภาพลักษณ์ไทย: ถ่ายทอดสดทั่วโลก ทำให้บุรีรัมย์และไทยเป็นที่รู้จัก
  • กระจายรายได้: โรงแรมเต็ม นักท่องเที่ยวแวะจังหวัดใกล้เคียง เพิ่มรายได้เกษตรกร ผู้ประกอบการ
  • โอกาสนักกีฬาไทย: สนับสนุนสมเกียรติ จันทรา และนักแข่งรุ่นใหม่
  • ท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ดึงดูดแฟนสปอร์ตมอเตอร์สปอร์ตจากยุโรป เอเชีย

ชาวต่างชาติที่นายกฯ พบ ต่างชื่นชมโชคดีที่ไทยจัดก่อนสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง อีเวนต์ยุโรปหลายแห่งเลื่อน แต่ไทยจัดทัน นักท่องเที่ยวติดอยู่ในไทยเพราะตั๋วบินแพง โรงแรมเต็ม รัฐบาลต้องอำนวยความสะดวก เช่น จัดเที่ยวต่อในภาคอีสาน

งานโมโตจีพีบุรีรัมย์กลายเป็นแลนด์มาร์กโลก สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย สะท้อนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมกีฬาและท่องเที่ยว อนาคตไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อเนื่อง ยกระดับสู่ฮับมอเตอร์สปอร์ตอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับ อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน นี้? มันส์สุดๆ หรือมีไอเดียต่อยอดยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าพลาดติดตามข่าวกีฬาและเศรษฐกิจอัปเดตที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดงานโมโตจีพี ชี้เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน ทำไทยดังทั่วโลก

Scroll to top