การค้าระหว่างประเทศ

ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ ซาอุดีอาระเบีย เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าให้ไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร และบริการสู่ตะวันออกกลาง หวังดันข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ไทยเติบโตต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน “Vision 2030” ของซาอุดีอาระเบีย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ได้เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ และเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่เดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาค วางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้า เพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯ ได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง

“วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ

ส่งเสริมอาหารไทยสู่ตะวันออกกลาง: ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร

การจับมือกับซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร ที่สำคัญของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีฝีมือเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

ความร่วมมือนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินค้าและบริการของไทยในระดับนานาชาติ

ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งนี้ คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็น ประตูการค้าอาหาร ที่สำคัญของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

การผลักดันให้ไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ อย่ารอช้า! เตรียมพร้อมสินค้าและบริการของคุณให้มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้

ที่มา – พาณิชย์ จับมือ ซาอุฯ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าไทยเป็น “ประตูการค้าอาหาร” สู่ตะวันออกกลาง

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมหารือกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อลงนาม MOU 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวและเรื่องการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และพบปะพี่น้องคนไทยในสิงคโปร์อีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และคณะรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยมี ดร. ตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสิงคโปร์ และนางสาวหว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ

กำหนดการของนายกรัฐมนตรีในวันนี้เต็มไปด้วยภารกิจสำคัญ เริ่มต้นด้วยการเข้าเยี่ยมคารวะนายทาร์มัน ซันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการหารือเต็มคณะกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นอกจากนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 และพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจ

สำหรับไฮไลท์ของวันนี้คือพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะประกอบด้วยพิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens และพิธีต้อนรับ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ พร้อมด้วยการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมทั้งการแถลงข่าวร่วม

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์อีกครั้ง และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ ก่อนที่จะพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำของวันเดียวกัน

สิ่งที่น่าจับตามองคือการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ ที่จะช่วยขยายความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่

  • บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) ที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเดินทางกลับของนายกฯ มีกำหนดถึง บน.6 ในเวลา 21.50 น.

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การเดินทางเยือนสิงคโปร์ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ รวมถึงผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและการสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความสำคัญของ MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การลงนามใน MOU ทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

  • ด้านการค้าข้าว: MOU นี้จะช่วยส่งเสริมการค้าข้าวระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์มีความมั่นใจในแหล่งอาหารที่มั่นคง และช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน
  • ด้านการแพทย์: MOU นี้จะช่วยให้ไทยและสิงคโปร์ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญในสังคมปัจจุบัน

การที่ นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การสาธารณสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การลงนาม MOU 2 ฉบับนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – นายกฯ ถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมลงนาม MOU 2 ฉบับ ค้าข้าวและเรื่องการแพทย์

ปชป. แจง อภิสิทธิ์ ไม่ได้วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

“โฆษก ปชป.” ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์ “โครงการคนละครึ่ง” เชิงลบ มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำ ประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอพิมพ์เขียว สร้างเศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการตีความคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ว่า ยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรัมใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

ทำไม ปชป. ถึงมองว่าคนละครึ่งไม่ยั่งยืน?

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าแม้โครงการคนละครึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้ พวกเขาจึงเสนอแนวทางที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, และยกระดับภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรมในระยะยาว

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: สร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
  • ภาคเกษตรกรรม: ใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ พรรคยังได้จัดเวทีฟอรัมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การมองไปข้างหน้าและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพึ่งพาโครงการระยะสั้นอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ แค่ชี้ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น

นายกฯ เยือนมาเลเซีย ชูประเด็นอาเซียน

นายกฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมขึ้นเวทีอาเซียนครั้งแรก ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการหารือเต็มคณะเพื่อผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งความเชื่อมโยงชายแดน การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งถือเป็นเวทีพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี โดยการประชุมนี้จะขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดเรื่อง “การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความยั่งยืน (Inclusivity and Sustainability)” ของการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซีย และเป็นครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตจะเข้าร่วมในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือ การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน

นายสิริพงศ์ระบุว่า การเยือนและการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับมาเลเซีย โดยเฉพาะความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับผู้นำสำคัญภายใต้กรอบอาเซียน เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ.

นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมชูประเด็นอาเซียน

การเดินทางไปเยือนมาเลเซียของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแสดงบทบาทนำของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดัน 4 ประเด็นหลักที่ท่านนายกฯ ตั้งใจนำเสนอ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิภาคในภาพรวม

4 ประเด็นหลักที่นายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซีย

ประเด็นที่ท่านนายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่:

  • การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค: การสร้างความเข้าใจอันดีและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของทุกประเทศ
  • การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย: การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
  • การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง: การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอาเซียน
  • การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน: การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด จะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเรา

การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

การเยือนมาเลเซียและการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทนำในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปข้างหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวอาเซียน

ที่มา – นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมขึ้นเวทีอาเซียน ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งนโยบายเร่งด่วน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการเศรษฐกิจไทยกันค่ะ โดยเฉพาะกับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งเข้าทำงานวันแรกและประกาศทันทีว่าจะเร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกร ส่งออก หรือแม้แต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แม้จะมีเวลาแค่ 4 เดือนก็ตาม เธอลั่นไม่หนักใจ พร้อมมุ่งมั่นแสดงผลงานรูปธรรมให้เห็น

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

การเข้ามาของ “ศุภจี” ในฐานะรมว.พาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจสำหรับนโยบายการค้าของไทยเลยนะคะ หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากปลัดกระทรวงและผู้บริหาร เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงแผนการทำงานทันที โดยเน้นย้ำถึงความสมดุลในการค้า ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย มาตรการเร่งด่วนหรือ Quick Win ที่จะออกมาอย่างรวดเร็วตามนโยบายนายกฯ และทีมเศรษฐกิจ จะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ศุภจี รมว.พาณิชย์

สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติของเธอที่ไม่กลัวข้อจำกัดเวลา แม้รัฐบาลจะบริหารงานเพียงไม่กี่เดือน แต่ “ศุภจี” ยืนยันว่าต้องเลือกความสำคัญมาทำก่อน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องต้องทำเพียบ ตั้งแต่แก้ปัญหาเงินบาทแข็งที่กระทบผู้ส่งออก โดยจะประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อหามาตรการช่วยเหลือให้ทันท่วงที

นโยบายเร่งด่วนที่ “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ จะเดินหน้า

สำหรับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น กาแฟและข้าวที่กำลังจะออกผลผลิตปลายปี กระทรวงฯ มีระบบติดตามอุปสงค์-อุปทานอยู่แล้ว และจะเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพัง ในด้านการค้าต่างประเทศ เธอตั้งเป้าเจรจาทวิภาคีให้สำเร็จอีก 2-3 ประเทศ รวมถึง Joint Agreement และ Trade Mission เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับกัมพูชาที่จะดูแลเป็นพิเศษ ประสานกับพาณิชย์จังหวัดและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและชุมชนที่เดือดร้อน

นอกจากนี้ เธอยังมั่นใจในทีมผู้บริหารกระทรวงที่เก่งกาจ แม้จะไม่มีรัฐมนตรีช่วย แต่จะอาศัยความร่วมมือจากปลัด รองปลัด และอธิบดีต่างๆ ในการสอดประสานมุมมองใหม่ๆ เข้ากับนโยบายเดิม ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการให้ข้าราชการทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและขับเคลื่อนไปด้วยกัน

  • แก้ปัญหาเกษตรกร: ติดตามราคาสินค้าและหาตลาดใหม่
  • ช่วยผู้ส่งออก: จัดการเงินบาทแข็งและเจรจาค้า
  • ขยายการค้า: เน้นทวิภาคีและชายแดน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา “ศุภจี” เน้นการทำงานแบบทีมเวิร์ค ไม่ยึดติดกับการทำคนเดียว เพราะเชื่อว่าทุกคนมีจุดแข็งที่ช่วยเสริมกันได้ สิ่งนี้จะช่วยให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เวลาจำกัด

ในมุมมองของผม การเข้ามาของรมว.ศุภจี จะนำพาการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการค้าที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่น หากมาตรการ Quick Win เหล่านี้สำเร็จ จะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับรัฐบาลถัดไป ลองติดตามผลงานของเธอในช่วง 4 เดือนนี้ดูนะคะ ว่าสุดท้ายจะเห็นความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง

คุณคิดว่านโยบายไหนที่สำคัญที่สุดสำหรับกระทรวงพาณิชย์ตอนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยค่ะ!

ที่มา – “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

Scroll to top