การดูแลประชาชน

รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันหน่อย นั่นก็คือเรื่องของ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ ซึ่งถือเป็นทิศทางสำคัญที่จะกำหนดความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนในปีหน้าครับ

หลายคนอาจจะมีความสงสัยหรือตั้งคำถามว่า ทำไมงบประมาณปีนี้ถึงดูแตกต่างจากปีที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลได้ออกมาไขข้อข้องใจว่า การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้มองแค่ตัวเลขว่าเพิ่มหรือลดเท่าไหร่ แต่เป็นการจัดระเบียบใหม่ให้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยหัวใจสำคัญคือ รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ อย่างแท้จริง

กลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

รัฐบาลได้เน้นย้ำว่าแม้จะมีการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่เป็นการขาดดุลอย่างมีทิศทาง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง ในขณะที่ยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเคร่งครัด โดยมีการลดการขาดดุลลงเมื่อเทียบกับปี 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เจาะลึกงบลงทุนและนโยบาย 10 พลัส

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องงบลงทุนที่ลดลง รัฐบาลได้ชี้แจงว่ายังมีเครื่องมือเสริมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเม็ดเงินลงทุนก็ยังมีประสิทธิภาพสูง โดยงบประมาณภายใต้นโยบาย 10 พลัส จะเน้นไปที่:

  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและกลุ่มคนตัวเล็กในสังคม
  • การสนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น
  • การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรม AI
  • การส่งเสริม SMEs ให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน

รัฐบาลยังยืนยันว่า รายจ่ายลงทุนของปี 2570 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การก่อสร้างถนนหรืออาคารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างทุนมนุษย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามของรัฐบาลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักคือการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนในปัจจุบันกับการวางรากฐานเพื่ออนาคต หากภาครัฐทำได้อย่างที่วางแผนไว้ ปี 2570 ก็น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีความหวังและเข้มแข็งกว่าเดิมแน่นอนครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับทิศทางงบประมาณนี้บ้าง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยนะ

ที่มา – รัฐบาลย้ำ งบประมาณรายจ่าย ปี 70 มุ่งเป้าดูแล ปชช. รักษาวินัยคลัง ลงทุนอนาคตประเทศ

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ เพื่อเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเข้าถึงง่ายกว่าที่เคย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาระบบนี้ว่า หัวใจสำคัญของการเป็นพรรคการเมืองคือการรับใช้ประชาชน ดังนั้น การที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ ขึ้นมา จึงเป็นการตอกย้ำภารกิจหลักในการดูแลสิทธิและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกจำกัดสิทธิหรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการบริการของภาครัฐ

จุดเด่นของ Blue House ที่ประชาชนต้องรู้

สำหรับแพลตฟอร์มนี้มีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้การใช้งานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การรับเรื่อง 3 ด้านหลัก: มุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านกฎหมาย การทุจริตคอร์รัปชัน และความเดือดร้อนทั่วไปของพี่น้องประชาชน
  • เครือข่ายทนายอาสา: เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในระดับพื้นที่
  • ฟังก์ชัน Whistleblower: ระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่การันตีความปลอดภัยด้วยการปกปิดตัวตนโดยใช้เพียง Case Number เท่านั้น

นอกจากนี้ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ Blue House ยังได้เน้นย้ำว่า การทำงานผ่านแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่การรับเรื่องไว้เฉยๆ แต่เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และถอดรหัสเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ระบบที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยอุดรอยรั่วของการติดตามเรื่องราวร้องทุกข์แบบเดิมที่มักจะล่าช้าหรือสูญหายไป

ในยุคที่การเมืองต้องการความทันสมัยและโปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปรับตัวสู่นวัตกรรมดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเข้าถึงปัญหาของประชาชนในเชิงลึก การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน ‘ส่องรัฐ’ เข้ากับระบบร้องทุกข์ใหม่นี้ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เสียงสะท้อนจากประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่พรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างระหว่างผู้สมัครกับประชาชน นี่คือโอกาสสำคัญที่พวกเราทุกคนจะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและร่วมกันผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา อย่าปล่อยไว้จนเกินการแก้ไข ลองใช้ช่องทางใหม่นี้เป็นกระบอกเสียงให้แก่ตนเองและสังคมดูนะครับ

ที่มา – ปชป. เปิด “Blue House” แพลตฟอร์มร้องทุกข์ แจ้งปัญหาข้อกฎหมาย-ทุจริตคอร์รัปชัน-ความเดือดร้อน ปชช.

“อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านคือ “ความอัปยศ”

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีเรื่องแรงๆ ในวงการการเมืองที่ต้องพูดถึงกันหน่อยแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ไม่ได้พูดเล่นๆ นะครับ แต่ฟาดเต็มๆ ต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในงาน “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม” เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

“อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ”

นายกฯ อนุทินชี้แจงชัดๆ ว่าตั้งแต่ปี 2544 รัฐบาลไทยได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท สำหรับเหยื่อกว่า 1.4 แสนราย แต่แทนที่จะเอามาอวดเป็นผลงาน กลับกลายเป็น “ความน่าอัปยศอดสู” ของระบบยุติธรรม! “เงินก้อนนี้ควรเอาไปสร้างประโยชน์ให้ประชาชน 70 ล้านคน ไม่ใช่มานั่งจ่ายชดเชยความผิดพลาดของรัฐที่จับผู้บริสุทธิ์โยนเข้าคุก” นายกฯ ระบุแบบดุดันสุดๆ

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเลิกทำผู้บริสุทธิ์เป็นแพะ

ไม่จบแค่นั้น นายอนุทินยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลยืนเคียงข้าง “แพะ” และผู้บริสุทธิ์ทุกคน ข้าราชการที่ละเลยหน้าที่จนเกิดความอยุติธรรม จะโดนโทษหนักกว่าคนทำผิดซะอีก! ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดต้องทำงานเชิงรุก ห้ามให้ประชาชนรอความช่วยเหลือนานๆ เพราะ “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม” คำพูดนี้โดนใจมากๆ เลยครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวเลขและปัญหาที่เกิดขึ้นกันครับ:

  • เงินเยียวยารวมกว่า 8,000 ล้านบาท ในรอบ 24 ปี
  • เหยื่อผู้บริสุทธิ์กว่า 140,000 ราย
  • สาเหตุหลัก: การสอบสวนผิดพลาด จับคนผิดคน
  • ผลกระทบ: สูญเสียอิสรภาพ ครอบครัวแตกแยก เศรษฐกิจพัง

เชื่อมโยงสู่ OECD และหลักนิติธรรมสากล

นายกฯ ยังโยงไปถึงการปฏิรูปยุติธรรมเพื่อยกระดับไทยสู่สมาชิก OECD ด้วยครับ โดย Rule of Law เป็นตัวชี้วัดสำคัญ โลกปัจจุบันไม่ได้มองแค่ GDP แต่ดูว่ารัฐดูแลคนตัวเล็ก กลุ่มเปราะบางยังไง “Justice for All ไม่ใช่ Justice for someone หรือ Justice for friends” คำนี้คมกริบ! ถ้าเราก้าวข้ามหลุมพรางนี้ได้ ไทยจะเป็นประเทศอารยะที่โลกเชื่อถือแน่นอน

พูดแบบเป็นกันเองนะครับ ปัญหา “แพะรับบาป” ในไทยมีมานานแล้ว ตั้งแต่คดีดังๆ หลายคดีที่ต่อมา DNA หรือพยานใหม่พิสูสูจน์ว่าผิดตัว สุดท้ายเหยื่อได้เงินชดเชย แต่บาดแผลในใจลบไม่ได้ การที่นายกฯ ฟาดแรงแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขระบบยุติธรรม เราควรสนับสนุนและติดตามผลด้วยครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่อง “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ” นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดันความยุติธรรมที่แท้จริงในสังคมไทย!

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมนิ่งเฉยต่อความผิดพลาดอีกต่อไป ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือ อนาคตยุติธรรมไทยจะสว่างไสวแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ฟาดแรงจ่ายเยียวยาเหยื่อ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่คือ “ความอัปยศ”

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่ากำเริบหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จึงสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้าราชการการเมืองเร่งสร้างผลงานดูแลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำกับคณะรัฐมนตรีให้ทำงานเต็มที่ สร้างผลงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง นอกจากนี้ ยังขอให้ ครม. และข้าราชการการเมืองลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตรง แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาทำเนียบ เพราะปัญหาความเดือดร้อนมีมากมายในทุกพื้นที่

โอกาสนี้ นายกฯ ยังขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี ประชาชนมีความสุขและได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติในฐานะเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม

รายละเอียดมาตรการจากโฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

จากการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 17 เมษายน และเชียงใหม่เมื่อ 20 เมษายน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมสนับสนุนกำลังพล งบประมาณ และเครื่องจักรทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหา PM2.5 ราว 30-40% มาจากหมอกควันข้ามแดน รัฐบาลจะใช้กลไกอาเซียนแก้ไข ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มมาตรการไม่อนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรจากแหล่งที่เผาตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้การนำเข้าข้าวโพดลดลง 70% นอกจากนี้ เตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างน้ำแล้ง-น้ำท่วมตามคำสั่งนายกฯ

ผลกระทบของไฟป่าและ PM2.5 ต่อประชาชน

ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงทำให้อากาศเป็นพิษ แต่ยังก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแออัด นักท่องเที่ยวลดลง รายได้ท้องถิ่นหายไปหลายพันล้าน

  • สุขภาพ: PM2.5 เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เศรษฐกิจ: การท่องเที่ยวเชียงใหม่เสียหายหนัก
  • เกษตรกรรม: พืชผลเสียหายจากควันไฟ
  • สิ่งแวดล้อม: ป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ป่าตายจำนวนมาก

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลดำเนินการ

  • เพิ่มสรรถนะดับอากาศและเฝ้าระวังไฟป่า
  • มาตรการกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าผลผลิตจากการเผา
  • เจรจาอาเซียนลดหมอกควันข้ามแดน
  • เตรียมงบประมาณปี 2570 ตามนโยบายนายกฯ
  • ยกเลิก MOU 2544 โดยรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมเกษตรกร改เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เผาเศษวัสดุทางการเกษตร หันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพแทน เพื่อยั่งยืนในระยะยาว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน ผู้เขียนเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

เรียกร้องให้ประชาชน: สวมหน้ากาก N95 ออกกำลังกายในร่ม ติดตามแอป AirVisual และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม.- ขรก.การเมือง เร่งสร้างผลงานดูแล ปชช. เดินหน้าแก้ไฟป่า-PM2.5

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

หลังจากหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ทุกคนคงกำลังเก็บข้าวของเตรียมกลับไปทำงานกันใช่ไหมคะ แต่ข่าวร้ายที่กำลังมาเยือนคือ พายุฤดูร้อน ที่กรมอุตุฯ เตือนไว้ ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน อย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในภาคเหนือ อีสาน และกลาง

ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน

วันที่ 15 เมษายน 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทันที หลังกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 16-20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเจอพายุฤดูร้อนรุนแรง มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า โดยเริ่มจากภาคอีสานก่อน แล้วลามไปภาคตะวันออก กลางตอนตะวันออก และเหนือตามลำดับ สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมา ทำให้ลมใต้พัดแรงขึ้น ขณะที่อากาศตอนบนร้อนอบอ้าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สะสมเกินมาตรฐานในภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน เพราะจุดความร้อนเยอะเกินกว่าลมจะพัดพาได้ทัน ปลัดมหาดไทยจึงสั่งให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดเป็นผู้อำนวยการกองปภ.จังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ร่วมกับอุตุฯ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน

เพื่อลดความเสี่ยง ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน โดยสั่งการดังนี้

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า ไม้ใหญ่ข้างถนน และสถานที่สาธารณะ หากชำรุดให้ซ่อมแซมด่วน
  • เตรียมเครื่องจักร บุคลากร และทรัพยากรปภ. ให้พร้อม รวมถึงชุด ERT (Emergency Response Team) ที่ซักซ้อมแล้ว สามารถออกช่วยเหลือได้ทันที
  • แจ้งเตือนเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ปกป้องผลผลิต สวนผลไม้ และสัตว์เลี้ยงจากลมแรงและลูกเห็บ

เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ต้องทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยสูงสุด

รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นควันควบคู่

ในช่วงนี้ ภาคเหนือ อีสาน และกลางตอนบน ยังวิกฤตเรื่องไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ประกาศปิดป่า ห้ามเผา จับกุมผู้กระทำผิด รณรงค์สวมหน้ากากอนามัย และใช้เครื่องบินดับไฟ ทำฝนหลวง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์

ดูแลประชาชนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของสงกรานต์ ประชาชนนับล้านเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจึงบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งจุดบริการ ด่านชุมชน 24 ชม. ชุดเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือ รณรงค์ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้พอ ปฏิบัติกฎจราจร” น้ำมันมีเพียงพอ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชม.

สรุปแล้ว การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ฝนตกหนักหรือลมแรงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังหรือต้นไม้ล้ม ประชาชนควรเช็คหลังคาบ้าน เก็บของล่วงหน้า และฟังประกาศเตือน

คำแนะนำสำหรับคุณ: ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ทุกวัน เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากเจอภัยโทรสายด่วน 1784 ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – ปลัดมหาดไทย กำชับผู้ว่าฯ เตรียมแผนรับมือพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. พร้อมดูแลคนเดินทางกลับหลังสงกรานต์

นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน สงกรานต์พักเต็มที่

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ใกล้เข้ามาแล้ว ทุกคนตื่นเต้นกับการสาดน้ำ เล่นสนุกกับครอบครัว แต่หลายคนกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ล่าสุด นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน ชวนประชาชนพักผ่อนให้เต็มที่ รัฐบาลดูแลให้หมดแล้ว

นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 11 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข พักผ่อนกันให้เต็มที่

“นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน เรามีให้บริการอย่างแน่นอน แต่ขอให้ใช้อย่างประหยัดตระหนัก” นายอนุทินกล่าว พร้อมชวนให้เล่นน้ำ สาดน้ำตามประเพณีไทยอย่างสนุกสนาน แต่ต้องอารมณ์เย็น ไม่ให้ใครเดือดร้อน โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือ ดื่มสุราแล้วไม่ขับขี่ ไม่ว่ารถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

รัฐมนตรีทำงานต่อเนื่อง นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน

นายกรัฐมนตรียังเผยแผนการของตัวเองว่าจะลงพื้นที่ตรวจสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อดูแลประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล ขณะที่วันหยุดยาว ตนจะตระเวนตรวจความเรียบร้อยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่วนรัฐมนตรีทุกคนก็ไม่หยุดนิ่ง มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ของตัวเอง โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส. ที่คุ้นเคยกับท้องถิ่น

แม้เทศกาลสงกรานต์ไทยจะหยุดยาว แต่ประเทศอื่นยังทำงานต่อ นายกฯ จึงต้องมอนิเตอร์สถานการณ์น้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เช่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะใช้โอกาสนี้เดินทางไปเจรจาปุ๋ยและน้ำมันในต่างประเทศ เพื่อหาทางเลือกให้ประเทศ

  • รัฐบาลมั่นใจน้ำมันเพียงพอ ไม่ต้องกังวล
  • รัฐมนตรีทำงานต่อเนื่อง แม้ประชาชนหยุด
  • เน้นความปลอดภัย "ดื่มไม่ขับ"
  • เล่นสงกรานต์สนุก แต่เคารพผู้อื่น

สถานการณ์น้ำมันโลกตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับขึ้น แต่รัฐบาลไทยมีแผนสำรองชัดเจน ทั้งการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่ม และเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนไม่เดือดร้อน โดยเฉพาะช่วงเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก

นอกจากนี้ นายกฯ ยังฝากถึงสื่อมวลชนให้ไปพักผ่อนสนุกเช่นกัน แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ ภาพรวมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง ทำงานเบื้องหลังเพื่อความสุขของทุกคนในเทศกาล

เคล็ดลับสงกรานต์ปลอดภัย จากคำแนะนำนายกฯ

  • ใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวัง สวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง
  • เตรียมน้ำดื่มและยาแก้เมาค้าง เผื่อกรณีฉลองหนัก
  • ตรวจสภาพรถก่อนเดินทางไกล เปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้เรียบร้อย
  • ช่วยกันรักษาความสะอาด สาดน้ำแล้วเก็บขยะ

เทศกาลสงกรานต์คือช่วงเวลาดี ๆ ที่เราจะได้อยู่กับคนที่รัก สนุกกับประเพณีเก่าแก่ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย พักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน เพราะรัฐบาลจัดการให้แล้ว

สุดท้ายนี้ ขอให้สงกรานต์ปีนี้เป็นปีที่ทุกคนมีความสุข รอยยิ้มเต็มใบหน้า และไม่มีอุบัติเหตุ ติดตามข่าวสารการเมืองและเทศกาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ บอกไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน ปชช. พักผ่อนช่วงสงกรานต์ให้เต็มที่ ลั่น รมต. ทำงานต่อเนื่อง

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการสาธารณสุขชุมชน โดยเฉพาะในวันที่ 21 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวัน อสม. แห่งชาติ นางมนพร เจริญศรี ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่พบปะสมาชิก อสม. ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครพนม เพื่อร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจในการทำงานหนักด้วยจิตอาสา

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

นางมนพร ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่พี่น้อง อสม. ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา อสม. คือหมอด่านหน้าที่สำคัญที่สุด ช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะไม่ได้ค่าตอบแทนสูง แต่ความตั้งใจเพื่อชุมชนคือแรงผลักดันหลัก นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทในการแก้ปัญหายาเสพติดและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางมนพร ได้มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมวัน อสม. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาล โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้วในปี 2568 แต่ติดขัดเพราะการยุบสภา หลังรัฐบาลชุดใหม่ พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ประโยชน์จาก พ.ร.บ. อสม. ที่ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน

หาก พ.ร.บ. อสม. มีผลบังคับใช้ จะนำมาซึ่งสวัสดิการที่ชัดเจน เช่น ค่าป่วยการ กองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่มีเกษียณอายุราชการ และโอกาสบรรจุเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ อสม. ทำงานได้เต็มศักยภาพ ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนในชุมชนทั้งหมด

  • เพิ่มสวัสดิการ: ค่าป่วยการและสิทธิประกันสังคมที่ครอบคลุมมากขึ้น
  • กองทุนสนับสนุน: กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำสำหรับพัฒนาชุมชน
  • โอกาส职业: บรรจุเป็นพนักงานราชการสำหรับผู้มีคุณสมบัติ
  • แก้ปัญหายาเสพติด: เสริมบทบาท อสม. เป็นเครือข่ายชุมชน

อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นกำลังหลักในการเฝ้าระวังโรค ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันปัญหาสังคมในระดับรากหญ้า ทั่วประเทศมีอสม. กว่า 1 ล้านคน ที่ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนมากนัก การมีกฎหมายรองรับจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยั่งยืน

บทบาทสำคัญของ อสม. ในชุมชนไทย

จากประสบการณ์ของนางมนพร อสม. ไม่เพียงดูแลสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคม เช่น การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนครพนม การผลักดัน พ.ร.บ. อสม. จึงไม่ใช่แค่เพิ่มสิทธิ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพชาติในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนพัฒนาการฝึกอบรมอสม. ให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพสูงวัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รัฐบาลชุดปัจจุบันควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ สำเร็จลุล่วง

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนอสม. ในพื้นที่ของตนเอง ด้วยการให้กำลังใจและมีส่วนร่วมกิจกรรมชุมชน หากคุณเป็นอสม. หรือรู้จักอสม. ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ สามารถแจ้งผ่าน ส.ส. ท้องถิ่นเพื่อขอสนับสนุนต่อไป สุขภาพดีเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง!

ที่มา – “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีข่าวลือแพร่กระจายในสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อาจเดินทางไปยุโรปพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุด ปลัดกระทรวงได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อคลายความสงสัยและยืนยันความโปร่งใสในการทำงาน

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอว่า มีข้าราชการระดับสูงเดินทางไปยุโรปพร้อม ร.อ.ธรรมนัส นั้นไม่เป็นความจริง และน่าจะเกิดจากการคลาดเคลื่อน ข้าราชการทุกคนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศต้องยื่นขออนุญาตต่อปลัดกระทรวงก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องดังกล่าวเลย ปลัดฯ จึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และยืนยันว่ากระทรวงกำลังทำงานเต็มที่ทุกด้าน

การประชุมข้าราชการระดับสูงและคำย้ำภารกิจ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ปลัดวิณะโรจน์ ได้ประชุมกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวง โดยย้ำเตือนว่าทุกคนต้องทุ่มเททำงานและดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เนื่องจากได้รับเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน ไม่มีที่ว่างหรือสุญญากาศในการทำงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับบริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส โดยส่วนตัวในฐานะข้าราชการประจำ จะไม่แสดงความเห็นทางการเมือง แต่ยึดมั่นในหน้าที่รับคำสั่งและทำงานให้สมบูรณ์แบบ หลังการประชุม ทุกคนเข้าใจดีว่าจะไม่ลอยตัวหรือหยุดชะงักงานใดๆ

ภารกิจเร่งด่วนที่ข้าราชการต้องรับมือ

ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญสำหรับเกษตรกร กระทรวงเกษตรมีภารกิจมากมายที่ต้องดูแล โดยปลัดฯ ได้มอบหมายโจทย์ให้หน่วยงานต่างๆ วางแผน ดังนี้

  • รับมือภัยแล้ง: เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง
  • บริหารจัดการน้ำ: จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรให้เพียงพอและยั่งยืน
  • วางแผนเพาะปลูก: สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเทคโนโลยีใหม่ๆ
  • ประชุมติดตาม: สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมใหญ่เพื่อสรุปแผนงาน

นอกจากนี้ ปลัดเกษตร ยังชี้แจงเรื่องการเดินทางต่างประเทศของหน่วยงานว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะภารกิจที่จำเป็นตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม FAO หรือกิจกรรมด้านพืช สัตว์ และประมง ที่มีกำหนดการชัดเจน หากไม่ไปอาจเสียผลประโยชน์ของชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและโปร่งใส

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรี

มีข่าวเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส จะมาร่วมประชุมข้าราชการระดับสูงในวันนั้น แต่จริงๆ แล้วได้ประชุมเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันก่อน รัฐมนตรีมีภารกิจอื่นๆ มากมาย หากมีคำสั่งจะผ่านปลัดฯ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีคำสั่งใหม่เพิ่มเติม

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของข้าราชการกระทรวงเกษตรในการทำงานท่ามกลางข่าวลือที่อาจสร้างความไม่ไว้วางใจ ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวลือเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง แต่การชี้แจงที่รวดเร็วและชัดเจนจากปลัดกระทรวงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในยุคที่เกษตรกรต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจข่าวสารด้านการเกษตร สามารถติดตามข้อมูลอัปเดต แผนช่วยเหลือภัยแล้ง และบริการจากกระทรวงได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ แชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแพร่กระจาย และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันไม่มีข้าราชการระดับสูงร่วมทริปยุโรปพร้อม “ธรรมนัส”

Scroll to top