การดําเนินการตามกฎหมาย

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ปัญหาที่ผ่านมามักมีการนำเสนอข้อมูลว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นของนักการเมืองชื่อดัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง โดยนายศุภชัยได้ชี้แจงว่าที่ดินกว่า 4,800 ไร่ในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่พื้นที่ของนักการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยนักการเมืองมีเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด

เบื้องลึกความเข้าใจผิดเรื่องที่ดินเขากระโดง

หลายคนมักเข้าใจว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก นายศุภชัยยังได้ขยายความถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ที่ดินทำกินของราษฎร: พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนที่ถือครองโฉนดมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะโดยนักการเมือง
  • กระบวนการทางกฎหมาย: ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการฟ้องร้องรายแปลงเพื่อหาความชัดเจนที่สุด
  • การตรวจสอบ: กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการมาตรา 61 จนครบถ้วนแล้ว และมีการยืนยันว่าไม่มีอำนาจเพิกถอนโดยพลการหากไม่มีคำสั่งศาล

การที่นายศุภชัยออกมากล่าวย้ำว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง ถือเป็นการดึงสติสังคมให้กลับมามองข้อเท็จจริงตามรูปคดีมากกว่าจะฟังข่าวลือหรือกระแสสังคมที่พยายามสร้างภาพให้นักการเมืองดูเป็นผู้ถือครองพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงคงต้องรอคำพิพากษาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวที่จะยุติมหากาพย์ที่ยืดเยื้อนี้ได้ภายใน 2 ปี หากผลเป็นอย่างไร เราคงจะได้ความชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของใคร ใครมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง และนี่คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่แท้จริงเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีข้อกังขา

ที่มา – “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและราชการไทย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความฮือฮาและเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

นายไชยวัฒน์ เปิดเผยว่า เขารู้สึกขอบคุณ ก.พ.ค. อย่างยิ่งที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากถูกคำสั่งโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย หลังจากนี้ เขาจะปรึกษาทีมกฎหมายเพื่อวางแผนดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยมุ่งเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียงของตนเองให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

รายละเอียดมติของ ก.พ.ค. และเหตุผลการย้าย

ตามมติของ ก.พ.ค. คำสั่งโยกย้ายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากประโยชน์ทางราชการ โดยเกิดขึ้นหลังจากนายภูมิธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ทีมของนายไชยวัฒน์จะยังไม่ดำเนินการใด ๆ ตามนโยบาย แต่ก็ถูกย้ายออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบและแบบแผนของราชการ นอกจากนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ถูกย้ายในลักษณะเดียวกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อดำเนินคดี

ความสำคัญของการตัดสินใจจาก ก.พ.ค.

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารระดับสูง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจในทางมิชอบ มติในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการไทยในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ อาจนำไปสู่การเมืองในราชการที่บิดเบี้ยวได้

  • ประเด็นหลัก: คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ผู้ถูกฟ้อง: ภูมิธรรม เวชยชัย และ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ผู้ดำเนินการ: ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ และอาจรวม นฤชา โฆษาศิวิไลซ์
  • เป้าหมาย: เรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

กรณี “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” สะท้อนถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่อาจมีนัยทางการเมือง โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจดูแลการปกครองส่วนภูมิภาค การตัดสินของ ก.พ.ค. จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการที่โปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำหรับข้าราชการทุกคนในการยึดมั่นกฎหมาย หากถูกใช้อำนาจมิชอบ ควรใช้กลไกอย่าง ก.พ.ค. เพื่อตรวจสอบ การดำเนินคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้ของนายไชยวัฒน์ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องหลักธรรมาภิบาล หากคุณสนใจข่าวการเมืองและราชการ ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

“ทภ.1” สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ มทบ.12 เข้ากรุ

ข่าวด่วนล่าสุดจากวงการทหารที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อ“ทภ.1 สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ มทบ.12 เข้ากรุ” หลังเกิดปมการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและจริงจังของกองทัพในการรับมือกับข้อสงสัยจากครอบครัวและสังคม

“ทภ.1 สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ มทบ.12 เข้ากรุ” ชั่วคราวเพื่อสอบสวน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพภาคที่ 1 หรือ ทภ.1 ได้มีคำสั่งเร่งด่วนให้ผู้บัญชาการเรือนจำ มทบ.12 (ผบ.รจ.มทบ.12)ไปช่วยราชการที่กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 ชั่วคราว โดยเป็นการย้ายแบบไม่รอช้า เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในกรณีพลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

ผลชันสูตรศพเบื้องต้นระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติและหลอดเลือดอุดตัน โดยแพทย์ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายใดๆ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงมีความกังวลและข้อสงสัยในหลายประเด็น เช่น สภาพการปฏิบัติหน้าที่ สุขภาพก่อนเกิดเหตุ และการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดปมพลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิต

พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง เป็นทหารเกณฑ์ที่เข้ารับการฝึกที่ค่ายพรหมโยธี ซึ่งเป็นค่ายทหารชื่อดังในจังหวัดปราจีนบุรี ก่อนเกิดเหตุ เขาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่จู่ๆ ก็มีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว แพทย์ยืนยันสาเหตุจากโรคหัวใจ แต่ญาติๆ มองว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความเครียดจากการฝึกหนักหรือการดูแลที่ไม่เพียงพอ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาการเสียชีวิตของพลทหารเกณฑ์ในค่ายทหารไทย สังคมเคยฮือฮากับคดีพลทหารคชา หรือคดีอื่นๆ ที่นำไปสู่การปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร ทำให้ครั้งนี้ ทภ.1 ไม่นิ่งนอนใจ

มาตรการที่ ทภ.1 ดำเนินการทันที

  • ย้ายด่วน: สั่งเด้ง ผบ.รจ.มทบ.12 เข้ากรุช่วยราชการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงการสอบสวน
  • ตั้งกรรมการสอบสวนชุดใหญ่: ดึงคณะกรรมการจากส่วนกลางลงพื้นที่ตรวจสอบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นความโปร่งใสและตรงไปตรงมา
  • แสดงความเสียใจ: แม่ทัพภาคที่ 1 ส่งคำแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบความผิด

นอกจากนี้ กองทัพยังขอย้ำว่านโยบายไม่มีปกป้องผู้กระทำผิด หากผลสอบพบความบกพร่อง จะลงโทษอย่างถึงที่สุด และแจ้งผลให้ประชาชนทราบทันที

ความสำคัญของการสอบสวนโปร่งใสในกองทัพ

การที่ทภ.1 สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ มทบ.12 เข้ากรุอย่างรวดเร็วนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในองค์กรทหารไทย ในอดีต ปัญหาการเสียชีวิตของพลทหารมักถูกมองว่ามีการปกปิดหรือสอบสวนล่าช้า สร้างความไม่เชื่อมั่นให้สังคม แต่ครั้งนี้ ทภ.1 ใช้เวลาไม่ถึง 3 เดือนหลังเกิดเหตุในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

ค่ายพรหมโยธีเองก็มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฐานทัพสำคัญของกรมปืนใหญ่รักษาพระองค์ ปัญหาสุขภาพของพลทหารเกณฑ์มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การตรวจสุขภาพก่อนเกณฑ์ที่อาจไม่ละเอียดถี่ถ้วน ความเครียดจากการปรับตัว หรือโรคประจำตัวที่ไม่ทราบมาก่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทหารแนะนำว่าควรมีระบบตรวจคัดกรองหัวใจอย่างละเอียดก่อนส่งเข้าค่าย และเพิ่มการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการรับมือภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ สังคมควรผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองพลทหารเกณฑ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการของ ทภ.1 ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น หากผลสอบสวนออกมาอย่างโปร่งใส จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ นำไปปรับใช้

ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

  • เพิ่มการตรวจสุขภาพหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตก่อนเกณฑ์ทหาร
  • ติดตั้งเครื่อง AED (เครื่องกระตุ้นหัวใจ) ในทุกค่ายทหาร
  • ฝึกอบรม CPR และการปฐมพยาบาลให้ทุกนายทหาร
  • เปิดช่องทางร้องเรียนแบบ匿名สำหรับพลทหาร

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าการสอบสวนครั้งนี้จะคลายข้อสงสัยให้ครอบครัวพลทหารเพชรรัตน์และสังคมได้ หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับระบบเกณฑ์ทหารไทย เชิญแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสำหรับอนาคต

ที่มา – “ทภ.1” สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ มทบ.12 เข้ากรุ ตั้งกรรมการสอบเพิ่มปมพลทหารเสียชีวิต

กกต. ตรวจเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก รับหลายพื้นที่แข่งขันสูง มีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย สั่ง กกต.จังหวัดจับตา-ยังไม่พบซื้อเสียง เตือน ปชช. อย่าทำคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ จ.ระยอง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. พร้อมด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง ตรวจเยี่ยมการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติ (กปส.) เตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ณ โรงเรียนนครระยองวิทยาคม (วัดโขดใต้) อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยได้มีการจำลองการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ กปน. และ กปส. ได้เข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ขั้นตอนการรับอุปกรณ์ รวมถึงขั้นตอนการนับคะแนนการเลือกตั้ง สส. และประชามติ รองรับการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีกรรมการประจำหน่วยในเขตเทศบาลเมือง 80 หน่วยออกเสียงเข้าร่วม ทั้งนี้ จ.ระยอง มี 5 เขตเลือกตั้ง 197 หน่วยเลือกตั้ง

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก
กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมามีข้อผิดพลาด กรณีพระสงฆ์ไปแสดงตนเลือกตั้ง โดยมีรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และ กปน. ก็ให้เข้าไปใช้สิทธิจนเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเข้าใจว่า กปน. ประจำหน่วยขณะนั้นไม่มีประสบการณ์ จึงปล่อยให้พระสงฆ์เข้าไปใช้สิทธิได้ โดยอยากให้เป็นข้อเตือนใจและไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะถูกร้องเรียนได้ และทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม กกต. ให้ความสำคัญกับ กปน. ทุกหน่วย เพราะเหลือเพียง 12 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ซึ่งตนเองและคณะทำงานได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม พบว่าภาพรวมการตรวจความพร้อม ส่วนตัวมีความรู้สึกชื่นใจ ที่ทุกคนมีการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งเกือบ 100% แล้ว

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

จากนั้น นายณรงค์ มอบนโยบายให้แก่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดระยอง ณ สำนักงาน กกต.จังหวัดระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังมอบนโยบายให้แก่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดระยอง ว่า ภาพรวมการลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติในพื้นที่ตะวันออก จากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ (26 ม.ค.) ที่จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี ซึ่งไปดูการ เตรียมความพร้อมหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนถือว่าเป็นปกติสามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงตามบริเวณแนวชายแดนก็มีแผนสำรองไว้แล้ว เพราะได้มีการออกข้อกำหนดและแผนไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงจะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างไร

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก
กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

มีการร้องเรียนทำผิดกฎหมาย สั่ง กกต.จังหวัดจับตา

เมื่อถามว่าพื้นที่ไหนจะต้องมีการจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก นายณรงค์ กล่าวว่า กกต. ดูทุกพื้นที่ โดยพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ก็ได้มีการมอบนโยบายให้มีการจับตาเป็นพิเศษ โดยใช้เครือข่ายผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อหาข่าวในจุดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูง เพื่อให้การเลือกตั้งออกมาโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้มีการดำเนินการทุกวิถีทางแล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งออกมาดีที่สุด ส่วนพื้นที่ใดต้องมีการจับตาเป็นพิเศษนั้นเห็นว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน

เมื่อถามว่าในแต่ละจังหวัดมีพื้นที่สีแดงหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นเป็นพื้นที่สีแดง แต่เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงเท่านั้นเอง โดยพบในหลายจังหวัด นอกจากภาคตะวันออก

ประธาน กกต. ยอมรับว่า ได้มีการรายงานพบการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือเตรียมซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามาบ้าง กกต.จังหวัดในพื้นที่ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น รายงานเรื่องผิดกฎหมายต่าง ๆ เช่น ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี พบว่า มีการจัดทำคลิปวิดีโอเผยแพร่ เนื้อหาเกี่ยวกับการนำธนบัตรแนบกับบัตรหาเสียง เมื่อ กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบ พบว่าเป็นประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงเรียกเจ้าของคลิปมาสอบสวน เมื่อรู้ว่า กกต. เอาจริง เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการถ่ายคลิปเล่น ๆ บนโซเชียลทำนองสร้างคอนเทนต์ขึ้นมา ซึ่ง กกต. ก็ได้เข้าไปเตือน เพราะถือว่าประชาชนอาจจะไม่รู้กฎหมาย

กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก

“ซึ่งเจ้าตัวก็คงกลัว ถือว่าเป็นการกระทำผิด ไม่มีใครทำแบบนี้อีก หรือในส่วนที่แจ้งว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงจำนวนมาก กกต. ก็ได้ให้แนวทางสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดว่า ขอให้เรียกมาให้ข้อมูลกับ กกต. ว่าเอาข่าวมาจากไหน กกต. ก็จะดำเนินการ แต่ส่วนมากเรียกมาแล้วเขาก็จะบอกว่า ฟังมาอีกทีหนึ่ง มันก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้น”

ส่วนกรณีการจัดทำคลิปร้องเรียนจับหัวคะแนนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่เกิดขึ้นที่ จ.พิจิตร แต่เมื่อสอบพบว่า เป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาเท็จ นายณรงค์ กล่าวว่า ความจริงมีบทเรียนอยู่แล้วในเรื่องการกลั่นแกล้งต่าง ๆ ถือว่าผิดกฎหมาย กกต. ได้พยายามเตือนและประชาสัมพันธ์ว่าอย่าทำ หรืออย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวได้รับความเสียหาย ซึ่งคนที่ถูกกลั่นแกล้งก็เสียหาย

การ กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สามารถแจ้ง กกต. ในพื้นที่ของท่านได้ทันที

ที่มา – กกต. ตรวจความพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ ภาคตะวันออก เผยมีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย สั่ง กกต.จังหวัดจับตา

Scroll to top