การดําเนินคดี

ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX

ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX

เป็นประเด็นที่ใครหลายคนต้องรีบทำความเข้าใจด่วนครับสำหรับเรื่องของการลงทุนในตลาดเงิน เพราะล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX ซึ่งถือเป็นการเตือนภัยครั้งสำคัญให้กับประชาชนที่สนใจการเทรดเงินตราต่างประเทศ เพราะการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินอย่างร้ายแรง

สรุปชัดเจน: การเทรด FOREX ในไทยผิดกฎหมายหรือไม่?

คำตอบคือผิดครับ! กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การประกอบธุรกิจซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมีความผิด โดยมีโทษทั้งปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการชักชวนให้คนอื่นร่วมลงทุนเพื่อเก็งกำไร จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับสูงถึง 1,000,000 บาทเลยทีเดียว

หากคุณสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ถึงมีการกวาดล้างแพลตฟอร์มเหล่านี้มากขึ้น นั่นเพราะว่าทาง ธปท. ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านระบบ Payment Gateway อย่างเข้มงวดครับ เพราะผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบที่มาของเงิน (KYM) หากพบความผิดปกติ ทาง ธปท. มีอำนาจสั่งให้ระงับการให้บริการหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที

  • อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่อ้างว่าเทรด FX ได้กำไรมหาศาล
  • ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากเว็บไซต์ทางการของ ธปท. เท่านั้น
  • หากพบเบาะแสการทุจริตหรือการชักชวนให้ลงทุนผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1213

นอกจากนี้ ในกรณีของการชำระเงินผ่านระบบ QR Code ของ Alipay หรือ WeChat Pay ที่มีการนำบัญชีส่วนบุคคลไปใช้รับชำระเชิงพาณิชย์ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประสานงานให้มีการระงับบัญชีไปแล้วกว่า 5,000 บัญชี เพื่อป้องกันการฟอกเงินและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศครับ

สรุปแล้ว การลงทุนใดๆ ที่ดูดีเกินจริง หรืออ้างว่าทำธุรกิจ FX โดยไม่มีใบอนุญาตจากธนาคารกลาง คือความเสี่ยงที่คุณควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการถูกฉ้อโกงและไม่ทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวครับ ควรศึกษาและลงทุนผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจะปลอดภัยต่อเงินในกระเป๋าของคุณมากกว่า

ที่มา – ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX ชี้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ทั้งจำและปรับ

มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเปิดโปงขบวนการทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยไม่นิ่งนอนใจ เดินหน้ามหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล เพื่อเร่งจัดการผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบกว่า 3 แสนคน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้ออกมาชี้แจงประเด็นสำคัญว่า ทางกระทรวงฯ ได้รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยในเบื้องต้นจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเป็นการด่วน

มาตรการเด็ดขาด: มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล ให้กระจ่าง

สำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ นายอรรษิษฐ์เน้นย้ำว่า จะไม่ใช้วิธีการยกเลิกผลสอบแบบเหมาเข่ง เพราะต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่เข้าสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจกว่า 3 แสนคน โดยหลักการสำคัญคือ “สิ่งที่ถูกต้องคือความถูกต้อง” อะไรที่พบว่ามีการทุจริตหรือผิดพลาดในกระบวนการ จะถูกยกเลิกทันที แต่สำหรับคนที่สอบได้ตามขั้นตอนปกติจะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของคนกลุ่มน้อย

ประเด็นที่น่าสนใจในการตรวจสอบครั้งนี้ มีดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบที่พบความผิดปกติในการแก้คำตอบ
  • เชิญตัวแทนจากมหาวิทยาลัยที่รับหน้าที่จัดสอบเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงกระบวนการทั้งหมด
  • ดำเนินการเอาผิดทางวินัยและอาญาอย่างรุนแรงกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • เตรียมรายงานสรุปผลการตรวจสอบให้นายกรัฐมนตรีรับทราบภายในกรอบเวลา 7 วัน หรือที่เรียกว่า “7 วันอันตราย” สำหรับขบวนการโกง

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการสอบของภาครัฐหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงฯ ยืนยันว่าการที่มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผลในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการคัดเลือกข้าราชการอย่างเด็ดขาด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากครบกำหนด 7 วันแล้ว จะมีการเปิดเผยรายชื่อหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงออกมาอย่างไร และความยุติธรรมจะถูกนำกลับคืนมาสู่ผู้มีสิทธิ์สอบที่ตั้งใจอ่านหนังสือกันอย่างหนักหน่วงได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือบทเรียนราคาแพงที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ที่ดีกลับคืนมาครับ

ที่มา – มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ นายภัทรพงษ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 3 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากกรรมการ กกต. ทั้ง 3 ท่านนี้ ได้รับการคัดเลือกมาจากมติของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งในปัจจุบัน สว. กลุ่มดังกล่าวเองก็กำลังตกเป็นเป้าหมายในกระบวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกตั้งเสียเอง ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ปราศจากอคติได้อย่างไร

เปิดเบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลในคดี สว.

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว ทนายอั๋นยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระแสข่าวการ “ตัดตอน” สำนวนคดี โดยระบุว่ามีความพยายามลดจำนวน สว. ที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่มีการสรุปสำนวนผู้กระทำผิด 229 คน แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงจำนวนน้อยเพื่อลดผลกระทบทางการเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทนายอั๋นยืนยันว่าจะไม่ยอมเด็ดขาด

  • การขู่แฉคลิปเด็ด: ทนายอั๋นเตรียมเผยแพร่คลิปซีรีส์วงจรปิดวันเลือกตั้ง สว. เพื่อแฉพฤติการณ์ “ดึงเชง” ส่งโพยรายชื่อใหม่
  • เส้นทางการเงิน: ข้อมูลจาก DSI ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเงินจากระดับรองประธานวุฒิสภา
  • ความกดดันภายใน: มี สว. บางส่วนติดต่อเข้ามาหาทนายอั๋นเพราะไม่พอใจที่ถูก “ทิ้ง” หรือถูกตัดชื่อออกเพื่อสังเวยคดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อตาสับปะรดของประชาชน

การที่ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครอง ทนายอั๋นยังย้ำชัดว่า ตนเองในฐานะนักต่อสู้ที่เป็นอิสระ พร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดง เพื่อทวงคืนความถูกต้องกลับมาให้สังคม

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีท่าทีอย่างไร และหลักฐานเด็ดที่ทนายอั๋นถืออยู่ในมือ จะสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของใครต่อใครได้บ้าง นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกฎหมายบ้านเมืองที่ต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

ที่มา – “ทนายอั๋น” บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ผู้พิพากษาศาลอาญา เตือน รับเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักหลายกระทง

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกรรม อาชญากรรมไซเบอร์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะเรื่องของ ผู้พิพากษาศาลอาญา เตือน รับเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักหลายกระทง ทั้งร่วมสนับสนุน ฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยควรรู้ด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อหรือผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว

ผู้พิพากษาศาลอาญา เตือน รับเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักหลายกระทง ทั้งร่วมสนับสนุน ฟอกเงิน จริงหรือ?

คำตอบคือจริงแท้แน่นอนครับ! นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในศาลอาญา ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า การกระทำที่ดูเหมือนง่ายอย่างการรับจ้างเปิดบัญชีเพื่อให้คนอื่นใช้งาน จริงๆ แล้วมันคือการสนับสนุนให้มิจฉาชีพทำความผิดสำเร็จ ซึ่งตัวคุณเองนั่นแหละที่จะต้องรับโทษทางกฎหมายอย่างหนัก ทั้งคดีฉ้อโกงประชาชนและคดีฟอกเงิน ซึ่งบทลงโทษนั้นรุนแรงถึงขั้นจำคุกและปรับเงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

อันตรายจากการเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ห้ามมองข้าม

ปัจจุบันสถิติการปิดเว็บไซต์มิจฉาชีพนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในปี 2568 ศาลได้สั่งปิดเว็บไซต์ไปแล้วกว่า 6 แสน URL และในปี 2569 ก็มีการสั่งปิดไปอีกจำนวนมาก ซึ่งนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า ผู้พิพากษาศาลอาญา เตือน รับเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักหลายกระทง ทั้งร่วมสนับสนุน ฟอกเงิน นั้นไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีทุกวัน เพราะหากไม่มีเส้นทางการเงินจากบัญชีเหล่านี้ มิจฉาชีพย่อมไม่สามารถหลอกเอาเงินจากเหยื่อได้อย่างง่ายดาย

หากคุณยังไม่รู้ว่าการรับจ้างเปิดบัญชีส่งผลกระทบอย่างไร นี่คือรายการสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ:

  • คุณจะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยไม่รู้ตัว
  • ประวัติอาชญากรรมจะถูกบันทึก ทำให้สมัครงานหรือทำธุรกรรมการเงินในอนาคตได้ยาก
  • ต้องรับโทษทางกฎหมาย ทั้งโทษจำคุกและโทษปรับที่สูงลิ่ว
  • ถูกฟ้องร้องจากผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากการโอนเงินเข้าบัญชีคุณ

นอกจากนี้ ศาลอาญายังมีมาตรการใหม่ในการจัดการกับการคุกคามทางเพศออนไลน์ โดยผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องผ่านระบบ “CIOS” ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องจ้างทนายหรือไปแจ้งความเอง ซึ่งศาลสามารถสั่งระงับการเผยแพร่ภาพหรือข้อความอนาจารได้ภายใน 1-2 วัน ถือเป็นความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิ์ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของคนไทย

สุดท้ายนี้ ผมอยากย้ำเตือนอีกครั้งว่า อย่าเห็นแก่เงินเพียงเล็กน้อยจากการปล่อยบัญชีธนาคารให้คนอื่นนำไปใช้ เพราะความเสียหายที่ตามมานั้นเกินกว่าที่คุณจะประเมินค่าได้ และท้ายที่สุดแล้ว การเป็นพลเมืองดีที่รู้เท่าทันกฎหมายคือทางรอดเดียวที่จะทำให้เราใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – ผู้พิพากษาศาลอาญา เตือน รับเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักหลายกระทง ทั้งร่วมสนับสนุน ฟอกเงิน

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยขณะนี้ เมื่อครอบครัวของไรเดอร์ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนท้าย ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากคู่กรณีซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. มีอาการเมาสุราขณะขับรถและก่อเหตุสลดใจ หลายฝ่ายต่างออกมาร่วมค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับรายนี้ เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสวนทางกับหลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น

สาเหตุของการรวมตัวค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจรงค์ ผอ.สำนักสืบสวนฯ ก่อเหตุเมาแล้วขับพุ่งชนไรเดอร์จนเสียชีวิต ซ้ำร้ายยังมีความพยายามที่จะหลบหนีและหาคนรับผิดแทน ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการระดับสูง การที่หน่วยงานต้นสังกัดมีการลงนามคำสั่งโยกย้ายให้นายจรงค์ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและได้รับเงินเพิ่มพิเศษ จึงเป็นที่มาของการค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับจากนักการเมืองและภาคประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • ครอบครัวผู้สูญเสียกังวลถึงความไม่โปร่งใสของคดี
  • กระแสสังคมกดดันให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำสั่งเลื่อนตำแหน่ง
  • เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและจริยธรรมโดยเร่งด่วน

ทางด้านญาติของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาที่เป็นเงินก้อนเท่านั้น แต่ต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และไม่ต้องการให้การเป็นข้าราชการระดับสูงมาเป็นเกราะป้องกันความผิดที่เกิดขึ้น โดยมองว่าคำสัมภาษณ์ของคู่กรณีและการแสดงออกที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวเลยแม้แต่น้อย

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงความย้อนแย้งขององค์กร ป.ป.ช. ว่าควรมีมาตรฐานในการจัดการข้าราชการที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การปูนบำเหน็จให้คนทำผิดท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย เพราะการขับรถเมาสุราจนมีผู้เสียชีวิตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตรวจสอบทุจริตอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า ทาง ป.ป.ช. จะมีการทบทวนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัวไรเดอร์ผู้โชคร้ายได้มากน้อยเพียงใด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการใช้อภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ต้องการเห็นในยุคที่ทุกอย่างควรโปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – ค้านเลื่อนตำแหน่ง “ผอ.ป.ป.ช.” เมาแล้วขับ ลูกไรเดอร์โร่เข้าพบตำรวจ ร้องขอความเป็นธรรมคดี

เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก

เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลทันที หลังจากมีข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงาน ป.ป.ช. ก่อเหตุเมาแล้วขับรถกระบะพุ่งชนไรเดอร์ผู้โชคร้ายจนเสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก ล่าสุด นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็น เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก โดยยืนยันว่าทางองค์กรได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และจริยธรรมของหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง

สรุปสถานะคดีและการสอบสวนภายใน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่า ผู้ที่ก่อเหตุจริงไม่ใช่ รองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ตามที่หลายสื่อนำเสนอในเบื้องต้น แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในระดับผู้อำนวยการสำนัก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีหลักฐานชัดเจนว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 189 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างมาก สำหรับประเด็น เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก ทางหน่วยงานได้วางแนวทางดำเนินงานไว้ดังนี้:

  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาอย่างเต็มที่
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาความผิดทางวินัยอย่างเคร่งครัด
  • พิจารณาคำสั่งโยกย้ายตำแหน่งชั่วคราวเพื่อลดความกดดันและให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกฎหมายบริหารงานบุคคล การจะให้ออกจากราชการทันทีนั้นยังไม่สามารถทำได้ในขั้นตอนปัจจุบัน เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปออกมาให้แน่ชัดเสียก่อน การดำเนินการในเรื่อง เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต

สังคมไทยกำลังจับตามองว่า ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะแสดงมาตรฐานในการจัดการคนในองค์กรของตนเองอย่างไร เรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสและบรรทัดฐานทางจริยธรรมได้เป็นอย่างดี หวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – เลขา ป.ป.ช. จ่อย้าย ป.ป.ช. เมาขับกระบะชนไรเดอร์ดับ ยังไม่ถึงขั้นให้ออก

นายกฯ ขยายผลใบชมพู ‘หมิง เฉิน ซัน’ ใช้ ปปง. สอบเงิน

ในช่วงที่การทุจริตเรื่องที่ดินกำลังเป็นประเด็นร้อน นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรต่อสังคมไทย

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคดีจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตออกใบสีชมพู หรือโฉนดที่ดินให้กับนายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธสงครามและระเบิดแรงสูง นายกฯ ยืนยันว่าจะขยายผลไปยังขบวนการใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยไม่มีใครรอดพ้นหากมีส่วนเกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ใบสีชมพู คืออะไร? มันคือเอกสาร “นส.4-01” หรือใบรับคำขอสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ซึ่งมักถูกใช้ในการบุกรุกที่ดินสาธารณะ หากเจ้าหน้าที่รัฐออกให้กับบุคคลที่ไม่สมควร ก็เท่ากับช่วยเหลือการยึดที่ดินผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติอย่างหมิง เฉิน ซัน ที่ถูกจับพร้อมอาวุธหนัก ทำให้เชื่อมโยงไปถึงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

คำแถลงเด็ดขาดจากนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า จะไล่จับและขยายผลต่อเนื่อง เพราะเป็นขบวนการขนาดใหญ่ นายอำเภอในพื้นที่เชียงดาวถูกสั่งย้ายออกไปแล้ว และหากเรื่องไปถึงใคร ใครก็โดน นายกฯ ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ประนีประนอมกับความผิดทุกประเภท ไม่ว่าจะบุกรุกที่ดิน ยาเสพติด บ่อนพนัน ฟอกเงิน หรือสแกมเมอร์

ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมีอิสระในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คดีต่างๆ ได้รับการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว

กลไก ปปง. เข้าสู่สนามสอบเส้นเงิน

ที่น่าสนใจคือ การใช้อำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต่างๆ เช่น นายอำเภอ ตำรวจ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและภูเก็ต ที่อาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดิน นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า นี่คือการแสดงความตั้งใจเอาจริง ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งแต่ปลัดอำเภอ ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าฯ หากพบผิดก็ดำเนินคดีทั้งหมด

หากใครบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องกังวล แต่ต้องมีกระบวนการสอบสวนเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม โดยไม่มีข้อยกเว้น

  • หลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”: นายกฯ ย้ำว่าไม่สนชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ ตัดสินจากพฤติกรรมผิดกฎหมายเท่านั้น
  • ลั่นยังไม่จบ: ขบวนการนี้ใหญ่โต และจะไม่หยุดแค่คดีเดียว
  • กวาดล้างข้าราชการสีเทา: ไม่ใช่แค่ยุคนี้ แต่ต้องทำต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังมุ่งปราบปรามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ผลกระทบต่อสังคมและข้าราชการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบยุติธรรมมากขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงข้าราชการทุกคนที่อาจคิดทำผิด ด้วยการตรวจสอบเส้นเงินผ่าน ปปง. ทำให้ยากต่อการซุกซ่อนทรัพย์สินผิดกฎหมาย ในอดีตหลายคดีมักหยุดอยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่ครั้งนี้ขยายไปถึงระดับสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับปัญหาชาวต่างชาติบุกรุกที่ดินในภาคเหนือและใต้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากยาเสพติดหรือคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลจึงใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรชาติ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การทุจริตเรื่องที่ดินทำให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกินมานับไม่ถ้วน หากรัฐบาลสามารถกวาดล้างได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่แสดงศักยภาพในการต่อสู้กับคอร์รัปชัน แม้จะเจอแรงต้าน แต่ความเด็ดขาดแบบนี้คือสิ่งที่สังคมต้องการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? รัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

จ่อดำเนินคดี โรงงานปลากระป๋อง ยัดไส้ “ปลานิล” เข้าข่ายอาหารปลอม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสกันทั่วประเทศ นั่นคือกรณี จ่อดำเนินคดี โรงงานปลากระป๋อง ยัดไส้ “ปลานิล” เข้าข่ายอาหารปลอม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราต้องระวังตัวมากขึ้นเลยทีเดียว ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ

จ่อดำเนินคดี โรงงานปลากระป๋อง ยัดไส้ “ปลานิล” เข้าข่ายอาหารปลอม

จากข้อมูลที่ได้รับ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ศุภมาส ได้ยืนยันชัดเจนว่าการที่โรงงานผลิตปลากระป๋องใช้ปลานิลแทนปลาแมคเคอเรลนั้น ถือเป็นการผลิตอาหารปลอมร้ายแรงมาก ซึ่งผิดกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ตอนนี้กำลังรอเอกสารจากกรมประมงเพื่อยืนยันสายพันธุ์ปลาให้ชัดเจน จะได้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการให้ถึงที่สุด ไม่มีละเว้นแน่นอนครับ

ขยายผลตรวจสอบหลายมิติ

ไม่ใช่แค่เรื่องปลาเท่านั้นนะครับ ยังพบปัญหา系统บำบัดน้ำเสียของโรงงานไม่ตรงตามมาตรฐาน ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครสั่งอุตสาหกรรมจังหวัดหยุดผลิตทันที จนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังตรวจหาสารอันตราย โลหะหนัก และปรอทในสินค้าด้วย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สำหรับสินค้าที่ออกสู่ตลาดไปแล้ว สั่งให้โรงงานเรียกคืนด่วน สคบ. ผนึกกำลังทุกหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศ ปูพรมเช็กร้านค้าและโรงงานอื่นๆ ไม่ให้เกิดซ้ำรอย ประชาชนที่ซื้อไปแล้วรีบหยุดกินและส่งคืนโรงงานเลยครับ

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและบทเรียนที่ได้

เรื่องนี้ทำให้เราต้องคิดถึงสุขภาพตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ปกติเราซื้อปลากระป๋องเพราะสะดวก คิดว่าปลอดภัย แต่ถ้าถูกยัดเยียดปลาไม่ตรงฉลากแบบนี้ อาจเสี่ยงสารปนเปื้อนได้ ลองนึกภาพดูสิครับ กินเข้าไปแล้วมีโลหะหนักสะสม ยาวนานอาจเป็นอันตรายต่อตับไต

  • ตรวจสอบฉลากให้ชัด: ดูชื่อโรงงาน วันผลิต วันหมดอายุ
  • เลือกแบรนด์น่าเชื่อถือ: ที่มีมาตรฐาน GMP หรือ HACCP
  • ถ้าพบผิดปกติ รายงาน สคบ. หรือ สสจ. ทันที
  • สนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นทางกฎหมายหลายฉบับที่อาจใช้ เช่น พ.ร.บ.อาหาร พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ทำให้คดีนี้รุนแรง รัฐบาลจริงจังมากในการปกป้องผู้บริโภค

ในมุมมองของผม การ จ่อดำเนินคดี โรงงานปลากระป๋อง ยัดไส้ “ปลานิล” เข้าข่ายอาหารปลอม ครั้งนี้เป็นสัญญาณดี แสดงว่ารัฐไม่ยอมให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบประชาชน ช่วยยกระดับมาตรฐานอาหารไทยให้สูงขึ้น

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนทุกท่าน หยุดซื้อสินค้าจากโรงงานนี้ทันที ถ้ามีเหลืออยู่ส่งคืนเพื่อความปลอดภัย และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐเสมอ ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อปกป้องกันและกัน!

ที่มา – จ่อดำเนินคดี โรงงานปลากระป๋อง ยัดไส้ “ปลานิล” เข้าข่ายอาหารปลอม

Scroll to top