การตรวจสอบงบประมาณ

นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง”

ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา การทำงานเมืองแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุด “ทีมคนทำงาน” ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศเปิดตัว นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” เพื่อพลิกโฉมการบริหารกรุงเทพมหานครให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลและแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่สุด

นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง”

กลุ่มผู้สมัคร สก. อิสระ นำโดย นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย และ นายพัทธนัย จิวรวิวัฒน์ ได้เปลี่ยนผ่านการเมืองท้องถิ่นจากการคาดเดาไปสู่การใช้ตัวเลขและสถิติเป็นที่ตั้ง การนำแนวคิดการทำงานด้วยข้อมูลมาปรับใช้นั้นไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้าง แต่คือเครื่องมือจริงที่จะมาเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ขึ้นภายใต้แนวคิด นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องใช้ Data ในการทำงาน ทีมคนทำงานได้วางกรอบการทำงานไว้ 4 ด้านหลักเพื่อรองรับการยกระดับสู่การเป็นนักจัดการเมืองรุ่นใหม่:

  • ทะลวงกล่องดำ (Data Black Box): จัดการปัญหาประชากรแฝงเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสู่โรงเรียน โรงพยาบาล และสวนสาธารณะมีความแม่นยำ
  • คุมกระเป๋าตังค์แสนล้าน: ตรวจสอบงบประมาณ กทม. ผ่านการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาอภิปรายในสภาฯ
  • รื้อกติกาเก่าด้วยเหตุผล: ปรับปรุงข้อบัญญัติที่ใช้มานานกว่า 40 ปีด้วยฐานข้อมูลที่ทันสมัย
  • ระบบ BMC AI: เชื่อมต่อฐานข้อมูล 50 เขตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อการวิเคราะห์ปัญหาใน 12 มิติ

นอกจากนี้ การเป็นผู้สมัครอิสระที่มาพร้อมกับ นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” ยังถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ เพราะทีมคนทำงานไม่ต้องผูกมัดกับวาระของพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้สามารถมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในระดับเส้นเลือดฝอยได้อย่างแท้จริง การเข้าถึงข้อมูลแบบ Open Data จะช่วยให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ได้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่

ในฐานะประชาชน เราต่างคาดหวังที่จะเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การที่นักการเมืองท้องถิ่นหันมาใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการบริหารเขต ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง เมืองที่เคยเป็นปัญหาจะกลายเป็นเมืองที่ “เป็นไปได้” สำหรับทุกคนในที่สุด

ที่มา – “ทีมคนทำงาน” เปิดตัวนโยบาย “Data-Driven” ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” ยุคใหม่

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 อย่างเป็นทางการแล้ว

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อวาระสำคัญ นั่นก็คือ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 เพื่อเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความโปร่งใสและพร้อมตอบทุกข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มที่

รายละเอียดการโอนงบประมาณและงบประมาณปี 2570 ที่ต้องทราบ

สำหรับการอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้ มีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ประชาชนควรทราบข้อมูล ดังนี้:

  • ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….: ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณจำนวน 10,328 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คน เพื่อตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด
  • ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570: วงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเอกสารงบประมาณประกอบต่างๆ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ตามนโยบายการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากติดตามว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรตามกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่บนเวทีการเมืองด้วยการจัดกิจกรรม ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ ณ ปาร์ค สีลม ย่านศาลาแดง เพื่อร่วมกันเจาะลึกถึงปัญหาที่หมักหมมอยู่ในเมืองหลวงของเรา โดยมีทีมงานตัวตึงจากพรรคสีฟ้าร่วมเวทีกันอย่างพร้อมหน้า พร้อมนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

เปิดเบื้องลึก ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ

ในงานนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคได้นำประเด็นเรื่องส่วยและการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสมาตีแผ่ โดยเน้นย้ำถึงกระแสข่าวเรื่องการ “ล็อค-เลี่ยง-ล่องหน” ในระดับข้าราชการ กทม. ซึ่งนับเป็นปัญหาที่กัดกินความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเวทียังอยู่ที่การเปิดเผยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” โดยนางการดี เลียวไพโรจน์ ที่ทำเอาหลายคนต้องหันมามองการใช้งบประมาณกันใหม่

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปชป. จัดไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. แฉปมงบประมาณ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณ ดังนี้:

  • การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษสูงถึง 92% ของโครงการทั้งหมด
  • การแบ่งซอยงบประมาณให้ต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและทำสัญญาแบบแข่งขัน
  • การใช้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทในลักษณะที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส
  • ตรวจพบโครงการที่การแข่งขันมีเพียง 2 บริษัท และเสนอราคาทิ้งห่างกันเพียงเล็กน้อย

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ย้ำชัดว่า ภายใต้นโยบายการเมืองที่สุจริต พรรคจะไม่ยอมให้ระบบ “ตั๋วพิเศษ” หรือการกระทำที่กัดกินงบประมาณภาษีของประชาชนดำเนินต่อไป โดยนายอนุชา บูรชัยศรี ผู้สมัครในนามพรรคได้ให้คำมั่นว่าจะนำความโปร่งใสกลับคืนสู่ กทม. ด้วยการใช้เทคโนโลยีและระบบคุณธรรมเป็นตัวตั้ง เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบใต้ดิน

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับคนเมือง โดยเฉพาะการหันมาใส่ใจเรื่องการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐผ่านเครื่องมือดิจิทัล เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปคือภาษีของพวกเราทุกคนที่ต้องได้รับความคุ้มค่า ไม่ใช่การปล่อยให้เกิดงบมืดที่ทำกิจกรรมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพครับ

ที่มา – ปชป.เปิดปราศรัยย่อย “ไลฟ์ทอล์ค 5 ปัญหา กทม. “การดี” เปิดปมซอยงบประมาณเลี่ยงตรวจสอบ

“ไอซ์” เตรียมยื่น ป.ป.ช. สกัด TH-AI Passport อัดเวทีรับฟังความเห็น เกณฑ์คนมาเป็นคันรถตู้

“ไอซ์” เตรียมยื่น ป.ป.ช. สกัด TH-AI Passport อัดเวทีรับฟังความเห็น เกณฑ์คนมาเป็นคันรถตู้

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวกรณีโครงการ “ไอซ์” เตรียมยื่น ป.ป.ช. สกัด TH-AI Passport อัดเวทีรับฟังความเห็น เกณฑ์คนมาเป็นคันรถตู้ โดยมองว่าโครงการนี้มีมูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านบาท แต่กลับเต็มไปด้วยข้อครหาและความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทำนโยบายและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

สรุปดราม่าร้อน: ทำไมต้องสกัด TH-AI Passport?

น.ส.รักชนก ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของงบประมาณมหาศาลนี้ โดยมองว่าหากรัฐบาลต้องการพัฒนา AI เพื่อประเทศจริงๆ ควรนำโครงการนี้เข้าสู่ระบบงบประมาณปกติเพื่อให้สภาฯ ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ใช่การใช้เงินกองทุนที่เลี่ยงการตรวจสอบแบบนี้ นอกจากนี้ เธอยังแฉพฤติกรรมในเวทีรับฟังความคิดเห็นว่ามีการเกณฑ์คนมาร่วมงานเหมือน “จัดฉาก” โดยมีหลักฐานสำคัญคือการเหมารถตู้มาร่วมงานและกลับพร้อมกัน ซึ่งดูผิดวิสัยของผู้ที่สนใจเทคโนโลยีทั่วไป

ด้านนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ก็ได้ร่วมเสริมว่า TOR ของโครงการนี้มีความผิดปกติอย่างมาก มีการคัดลอกรายละเอียดข้ามกระทรวง และที่น่าตกใจคือการปิดคอมเมนต์ไลฟ์สดเพื่อไม่ให้ประชาชนซักถาม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง

  • งบประมาณสูงเกินจริง: เปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันจากหน่วยงานรัฐอื่นที่ใช้งบเพียงไม่กี่ล้านบาท
  • ข้อพิรุธ TOR: มีการคัดลอกรายละเอียดและขาดความรอบคอบในการออกแบบโครงการ
  • การฟอกขาว: กังวลเรื่องการเกณฑ์คนมาสร้างภาพว่าสังคมเห็นด้วยกับโครงการ

ในมุมของพรรคประชาชน การดำเนินโครงการ “ไอซ์” เตรียมยื่น ป.ป.ช. สกัด TH-AI Passport อัดเวทีรับฟังความเห็น เกณฑ์คนมาเป็นคันรถตู้ ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี AI แต่อย่างใด แต่เป็นการปกป้องภาษีของประชาชนจากการทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้ยื่นคำขาดแล้วว่า หากมีการลงทะเบียนโครงการเมื่อใด เธอจะดำเนินการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบทันที เพราะไม่มีใครยอมให้เงิน 1,600 ล้านบาทไหลเข้ากระเป๋าใครโดยง่าย

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคสมัยใหม่ ประชาชนมีความตื่นตัวและรู้เท่าทันการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมากขึ้น การทำโครงการที่ส่อความไม่โปร่งใสโดยหวังจะผ่านไปแบบเงียบๆ คงเป็นเรื่องยากในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ เราต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงประเด็นนี้อย่างไร หรือสุดท้ายแล้วงบประมาณพันล้านจะถูกระงับเพื่อรักษาความสง่างามของรัฐบาลชุดนี้ไว้

ที่มา – “ไอซ์” เตรียมยื่น ป.ป.ช. สกัด TH-AI Passport อัดเวทีรับฟังความเห็น เกณฑ์คนมาเป็นคันรถตู้

สส. เกาะติดงบ Soft Power แฉอบรมไม่เข้าเป้า

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เผยโครงการเรือธงอบรมทักษะขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนภายใน 4 ปี แต่ปรากฏ 2 ปีผ่านมา อบรมได้เพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุว่า จากกรณีเพจ THACCA ที่อ้างว่าปี 2567 ได้รับงบประมาณเพียง 635 ล้านบาทนั้น ตนในฐานะ สส. ที่ติดตามนโยบายด้าน Soft Power มาโดยตลอด ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ได้เคยอภิปรายในสภา คือ

1. THACCA ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานส่วนราชการ ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ไม่มีตัวตนอยู่จริง การดำเนินงานนั้นจะเป็นการกระจายเงินงบประมาณไปยังกระทรวงและกรมต่าง ๆ เพื่อดูแลโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์อยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ด้านอาหารอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. งบประมาณปี 2567 จริงอยู่ คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้งบ 635.54 ล้านบาท จากงบกลาง แต่นอกเหนือจากงบก้อนนั้น รัฐบาลยังของบเพิ่มเติมซอฟต์พาวเวอร์เพื่อจัดงานมหาสงกรานต์และอีเวนต์อีก 404.96 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,188.96 ล้านบาท ดังนั้น งบซอฟต์พาวเวอร์ในปี 67 มากกว่า 3,000 ล้านบาท

3. ในปี 2568 คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้รับงบไป 2,318.42 ล้านบาท และยังมีการขอเพิ่มเติมในงบกลางอีก 1,336.72 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,082.85 ล้านบาท ดังนั้นงบในปี 2568 รัฐบาลเพื่อไทยได้ใช้เงินในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไปกว่า 5,000 ล้านบาท หากรวมเงินงบประมาณสองปีแล้ว เกือบ 8,000 ล้านบาท

4. โครงการเรือธงที่อยู่ภายในโครงการนี้ที่สำคัญคือ OFOS (one family one soft power) เป็นโครงการอบรมทักษะขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณในปี 2567 ถึง 227 ล้านบาท และในปี 2568 ถึง 752 ล้านบาท โดยโครงการนี้มีเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนให้ได้ภายใน 4 ปี แต่ปรากฏว่าภายในสองปีที่ผ่านมา ผลผลิตของผู้อบรมได้เพียง 20,355 คน เท่านั้น ดังเช่น โครงการ OFOS อาหาร ที่ตั้งเป้าหมายในปี 2567 ว่าจะมีเชฟอาหารไทยถึง 10,000 คนในปีนั้น แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเพียง 1,300 คนเท่านั้น นี่คือความน่ากังวลของการใช้งบประมาณ

5. ในปีงบประมาณ 2569 นั้นรัฐบาลเพื่อไทย ได้ของบประมาณในแผนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์กว่า 3.9 พันล้านบาท แต่หลังจากการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์สิ้นสภาพไปด้วย แต่งบกว่า 3.9 พันล้านบาทที่ผ่านสภาไปแล้วนั้น ยังคงจะกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เงินอุดหนุนภาพยนตร์ก็ยังคงอยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เงินอบรมเชฟอาหารไทยอยู่กับ กระทรวงการอุดมศึกษา เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากนี้สิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ๆ ตนในฐานะ สส.จะติดตามตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณก้อนนี้ ที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ต่อไป

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power

สถานการณ์สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ทำไม สส. ต้องเกาะติดงบ Soft Power?

การที่ สส. ต้องเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มีขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศชาติ การตรวจสอบอย่างโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริต และส่งเสริมให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

หลายภาคส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ Soft Power ที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการอบรมทักษะที่ดูเหมือนจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การที่ สส. ออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและควรสนับสนุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การมีนโยบาย Soft Power แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและการดำเนินงานที่อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การปรับปรุงกลไกการทำงาน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การใช้งบประมาณ Soft Power เกิดประโยชน์สูงสุด

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะบางส่วนเพื่อให้การใช้งบประมาณ Soft Power มีประสิทธิภาพมากขึ้น:

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • สร้างกลไกการติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง
  • เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

การลงทุนใน Soft Power เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การที่ สส. ออกมาเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน เราหวังว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประเทศชาติ

ที่มา – สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power แฉโครงการเรือธงอบรมทักษะไม่เข้าเป้า

Scroll to top