การท่องเที่ยวไทย

รัฐบาลตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง-จีนลงทุนถ่ายไทย 1,500 ล้านบาท

รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ระดับภูมิภาคเอเชีย ล่าสุดมีข่าวดีที่ รัฐบาล ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง–จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท โดยจะเข้าร่วมงาน FILMART 2026 เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงเอเชีย

รัฐบาล ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง–จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

วันที่ 15 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่ารัฐบาล โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre การเข้าร่วมครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อดึงดูดกองถ่ายจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ให้มาลงทุนถ่ายทำในไทย โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ทะเยอทะยานและสะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย

ศักยภาพไทยด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดึงดูดกองถ่ายฮ่องกง-จีน

กรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับจุดเด่นของไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลายตั้งแต่ชายหาดสวยงาม ภูเขาอันตระการตา ไปจนถึงย่านเมืองสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีมาตรการส่งเสริมเด่นอย่าง Cash Rebate สูงสุด 30% ที่ช่วยลดต้นทุนให้กองถ่ายต่างชาติ รวมถึงระบบขออนุญาตถ่ายทำที่รวดเร็วและการอำนวยความสะดวกจากหน่วยงานรัฐ สตูดิโอมาตรฐานสากล อุปกรณ์ครบครัน และทีมงานไทยที่มีประสบการณ์สูง ทำให้ไทยพร้อมรองรับกองถ่ายขนาดใหญ่จากทั่วโลก

สถิติปี 2568 ยืนยันความสำเร็จ รัฐบาล ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง–จีน ลงทุนถ่ายทำในไทย

จากสถิติปี 2568 พบว่ากองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในไทยถึงอันดับ 7 สร้างมูลค่ากว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากจีนแผ่นดินใหญ่อยู่อันดับ 3 ด้วยมูลค่า 372 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความนิยมและศักยภาพของไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การเข้าร่วม FILMART จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการจากนานาชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสดึงกองถ่ายเข้ามามากขึ้น

นอกจากตัวเลขที่น่าประทับใจแล้ว การถ่ายทำภาพยนตร์ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยวที่พุ่งสูงขึ้นหลังภาพยนตร์ออกอากาศ สร้างงานให้ช่างภาพ ทีมงานประกอบฉาก นักแสดงประกอบ และผู้ประกอบการท้องถิ่น ไทยเคยเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ดังจากจีนและฮ่องกงหลายเรื่อง เช่น ซีรีส์จีนยอดฮิต “Meteor Garden” เวอร์ชันรีเมค หรือภาพยนตร์แอคชั่นฮ่องกงที่ใช้โลเคชั่นภูเก็ตและเชียงใหม่ ซึ่งช่วยโปรโมทไทยสู่สายตาชาวเอเชีย

  • สถานที่ถ่ายทำหลากหลาย: จากทะเลใต้สู่ภูเขานนท์ เมืองกรุงเทพฯ สมัยใหม่
  • สตูดิโอและอุปกรณ์พร้อม: สตูดิโอมาตรฐาน Hollywood ในไทย
  • บุคลากรไทยเก่ง: ช่างกล้อง ตากล้อง ทีมโปรดักชั่นมืออาชีพ
  • Cash Rebate 30%: ลดต้นทุนสูงสุด ช่วยให้กองถ่ายประหยัดงบ
  • การอำนวยความสะดวก: One Stop Service จากรัฐบาล

นางสาวอัยรินทร์ ยังเน้นย้ำว่า “การเข้าร่วมงาน FILMART ถือเป็นโอกาสทองในการยกระดับไทยสู่การเป็นฮับภาพยนตร์เอเชีย สร้างความร่วมมือระยะยาวกับตลาดฮ่องกงและจีน ซึ่งเป็นตลาดคอนเทนต์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค”

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากไทยมีทั้งธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมน่าค้นหา และค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หากรัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม เช่น สตูดิโอขนาดใหญ่ ไทยจะกลายเป็นคู่แข่งหลักของเวียดนามหรืออินโดนีเซียได้อย่างแน่นอน นี่คือก้าวสำคัญสู่ soft power ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เรียกร้องให้ผู้ผลิตคอนเทนต์: หากคุณกำลังมองหาโลเคชั่นถ่ายทำสุดปังในเอเชีย อย่าพลาดประเทศไทย! ติดต่อกรมการท่องเที่ยวเพื่อข้อมูล Cash Rebate และบริการครบวงจรได้ทันที สนับสนุนไทยให้เป็นดินแดนแห่งภาพยนตร์เอเชียยุคใหม่กันเถอะ

ที่มา – รัฐบาล ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง–จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน

สวัสดีครับทุกท่าน ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก วันนี้เรามาพูดถึงมุมมองที่น่าสนใจจาก นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก กันครับ

ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ ได้แสดงความเห็นว่าการที่รัฐบาลออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันและพลังงาน รวมถึงรณรงค์ให้หน่วยงานรัฐและเอกชนประหยัดพลังงานนั้น มาถูกทางสุดๆ เลยครับ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังไม่แน่นอน เช่น ส่งเสริมให้ทำงานจากที่บ้าน ลดการใช้รถยนต์ และกำชับไม่ให้เดินทางต่างประเทศหากไม่จำเป็น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนได้เยอะ โดยเฉพาะภาคขนส่ง การผลิต และสินค้าอุปโภคบริโภค

ถ้าต้นทุนพลังงานพุ่ง ราคาสินค้าทุกอย่างก็แพงตามแน่นอน ดังนั้น รัฐบาลควรติดตามใกล้ชิด และปราบปรามผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชนให้เด็ดขาดครับ

วิกฤตพลังงานกระทบไทยอย่างไร

ประเทศไทยนำเข้าพลังงานกว่า 80% ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้เราเสี่ยงต่อความผันผวนโลก แต่ในทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ นายพร้อมพงศ์ ชี้ว่า ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก จะช่วยให้ไทยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้

  • ตรึงราคาน้ำมัน: ช่วยลดภาระประชาชนและธุรกิจ
  • รณรงค์ประหยัดพลังงาน: ส่งเสริม work from home ลดใช้ไฟ ลดเดินทาง
  • ลดการเดินทางต่างประเทศของขรก.: ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก รับมือวิกฤตอาหาร

หากสงครามยืดเยื้อ โลกอาจเจอวิกฤตอาหารหนัก ไทยมีจุดแข็งด้านเกษตรกรรม สินค้าอย่างข้าว ผลไม้ อาหารทะเล ยางพารา ได้รับความนิยมทั่วโลก แนวคิด “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ต้องเร่งผลักดันจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและเม็ดเงินเข้าประเทศ

ตัวอย่างเช่น ขยายตลาดข้าวหอมมะลิไปจีน อินเดีย ยุโรป ผลไม้ไทยอย่างทุเรียน มังคุด สับปะรด ไปเอเชียและตะวันออกกลาง หรืออาหารแปรรูปอย่างต้มยำกุ้งสำเร็จรูป ที่ดังไกลระดับโลก นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้เกษตรกรไทยรวยขึ้น เศรษฐกิจคึกคัก

นอกจากนี้ ในภาคท่องเที่ยว ไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ทำให้เป็นจุดหมายปลอดภัย ชูภาพลักษณ์มิตรภาพ รองรับนักท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างทะเล ภูเขา วัฒนธรรมน่าเรียนรู้ บริการยอดเยี่ยม จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้แน่นอน

สรุปแล้ว ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก คือแนวทางที่ชาญฉลาด ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวเร็วและใช้จุดแข็งของชาติให้เป็นประโยชน์ จะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตและเติบโตยั่งยืน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่ารัฐควรเพิ่มมาตรการอะไรอีก ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ!

ที่มา – ชมภาครัฐมาถูกทาง ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์ประหยัดพลังงาน ชงดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ตื่นตัวอย่างรวดเร็วในการรับมือกับวิกฤตนี้

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์และวางแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น 9 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C โดยมีผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน

จากรายงานในที่ประชุม พบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 6.54 ล้านคน ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่รายได้ท่องเที่ยวยังคงสะสมกว่า 3.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางบางส่วนเริ่มชะลอตัว เนื่องจากเที่ยวบินถูกยกเลิกหรือปรับเส้นทาง ทำให้เกิดปัญหาการเดินทางกลับประเทศของนักท่องเที่ยว

มาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงการท่องเที่ยวนำมาใช้

เพื่อลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวไทย กระทรวงได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สายการบิน การตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และผู้ประกอบการโรงแรม โดยมีแนวทางช่วยเหลือหลักๆ ดังนี้

  • ประสานงานกับสายการบิน: ติดตามเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบและช่วยหาเส้นทางสำรองให้ผู้โดยสาร
  • ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC): ให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกที่สนามบินหลักทั่วประเทศ
  • ประสาน ตม.: ช่วยเหลือกรณีนักท่องเที่ยวต้องอยู่ต่อเกินกำหนด โดยขยายเวลาอยู่ในประเทศ
  • ขอความร่วมมือโรงแรม: ปรับอัตราค่าที่พักให้เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้าง

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและพร้อมดูแล

อรรถกร ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
การประชุมกระทรวงการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ
มาตรการช่วยเหลือท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต โดยคาดว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไทยมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และบริการที่เป็นมิตร

ผลกระทบระยะยาวและคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

แม้ผลกระทบจะจำกัดอยู่ที่บางตลาด แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเตรียมพร้อม เช่น ส่งเสริมโปรโมชั่นดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ อย่างเอเชียและอเมริกา รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารข้อมูลล่าสุด นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากกระทรวงอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ปรับตัวได้ทันท่วงที

ในมุมมองของผู้เขียน “อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะช่วยรักษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์ TAC หรือตรวจสอบเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวได้ทันที เพื่อรับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

ที่มา – “อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

“พิพัฒน์” ถกศูนย์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือเศรษฐกิจ

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจส่งมาถึงประเทศไทย ล่าสุด “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน

“พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เป็นประธานการประชุมครั้งแรก โดยที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีความตึงเครียดสูง รวมถึงแผนการดำเนินงานและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการติดตามและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์พลังงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ

ในที่ประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ย้ำชัดเจนว่าสถานการณ์พลังงานของไทยยังคงมีเสถียรภาพ ไม่ต้องกังวล โดยรัฐบาลได้กระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่พึ่งพาแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อรักษาสต็อกไว้ใช้ในประเทศ และเตรียมรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐมนตรีพลังงานขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนกซื้อ積สะสม ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงโดยไม่จำเป็น

ผลกระทบที่อาจเกิดและมาตรการรับมือ

สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ การค้าขายกับประเทศในภูมิภาคอาจชะงักงัน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางก็เสี่ยงได้รับผลกระทบ

  • กระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน: ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
  • บริหารสำรองน้ำมัน: รักษาระดับสต็อกให้เพียงพออย่างน้อย 90 วัน
  • ระงับส่งออกชั่วคราว: ปกป้องทรัพยากรในประเทศ
  • รณรงค์ประหยัดพลังงาน: ชวนประชาชนร่วมมือลดใช้เพื่อชาติ
  • ติดตามความปลอดภัยคนไทย: ประสานสถานทูตช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมแผนสำรองด้านการขนส่ง เพื่อให้สินค้าและผู้โดยสารไม่สะดุด โดยเฉพาะเที่ยวบินที่อาจได้รับผลกระทบจากน่านฟ้าตะวันออกกลาง

จากมุมมองของผู้เขียน การเตรียมความพร้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่รอให้ปัญหาใหญ่โตกว่าจะแก้ไข ประชาชนควรเชื่อมั่นและร่วมมือกัน เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ลดใช้รถส่วนตัว สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น

CTA: ติดตามข่าวสารอัปเดตสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางและมาตรการรัฐบาลได้ที่เว็บไซต์หน่วยงานรัฐ หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ร่วมกันรับมือเพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็ง!

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

นักท่องเที่ยวแห่ชมฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัว

หากคุณกำลังมองหาปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดตื่นตาในประเทศไทยแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาดกับฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัวที่บินออกจากถ้ำในจังหวัดราชบุรี! นักท่องเที่ยวแห่ชมกันแน่นขนัด โดยเฉพาะช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ภาพฝูงค้างคาวพากันทะยานขึ้นฟ้าเป็นริ้วสีดำยาวเหยียด สร้างความประทับใจให้ทุกคนที่ได้เห็น เป็นหนึ่งในไฮไลต์เด็ดของการท่องเที่ยวไทยที่ไม่เหมือนใคร

นักท่องเที่ยวแห่ชมฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัวบินออกจากถ้ำ

ฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัว : ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดอลังการ

จากรายงานเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 จุดชมวิวบริเวณถ้ำในราชบุรีเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอชมช่วงเวลาสุดพิเศษนี้ ฝูงค้างคาวเริ่มบินออกจากถ้ำทีละน้อย จนกลายเป็นขบวนยาวต่อเนื่องพาดผ่านท้องฟ้า คล้ายม่านสีดำเคลื่อนไหว สร้างความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนฝูง ต่างพากันยกกล้องขึ้นถ่ายรูปและวิดีโอเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกวันช่วงเย็น โดยค้างคาวจะออกไปหากินในเวลากลางคืนและกลับเข้าถ้ำตอนเช้ามืด ทำให้เป็นโชว์ธรรมชาติฟรีที่ดูได้ตลอดปี แต่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาวจะคึกคักเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและต่างชาติแห่มาชมฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และร้านขายของฝากต่างมีรายได้พุ่งสูง

นักท่องเที่ยวแห่ชมฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัวเพราะอะไร

สิ่งที่ทำให้ฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัวที่นี่โดดเด่นคือจำนวนที่มหาศาลและความเป็นระเบียบในการบิน ค้างคาวส่วนใหญ่เป็นค้างคาวหนู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชในธรรมชาติอีกด้วย การได้เห็นภาพนี้ทำให้หลายคนรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และเป็นโอกาสหายากที่หาชมได้ไม่บ่อยนักในโลก

ภาพฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัวบินออกจากถ้ำราชบุรี

สถานที่และข้อมูลการเดินทางไปชม

ถ้ำค้างคาวแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี ใกล้กับวัดที่มีพระพุทธรูปหลวงพ่อร้อยล้านให้กราบไหว้ขอพร สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทางหลวงหมายเลข 4 หรือ 3209 มีป้ายบอกชัดเจน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดจุดจอดรถและจุดชมวิวที่สะดวกสบาย พร้อมห้องน้ำและร้านค้าบริการ

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปชม

  • ไปถึงก่อน 17.00 น. เพื่อจับจองจุดชมวิวที่ดีที่สุด
  • แต่งกายสบายๆ สวมเสื้อแขนยาวป้องกันยุง และนำกล้องถ่ายรูปหรือโดรนติดตาม (แต่ปฏิบัติตามกฎ)
  • ช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะ และหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังรบกวนค้างคาว
  • ช่วงฤดูฝนอาจมีฝนตก ควรเช็คพยากรณ์อากาศ
  • แวะกราบหลวงพ่อร้อยล้านเพื่อความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ ชุมชนยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น ทัวร์เดินป่าหรือล่องแก่งใกล้เคียง ทำให้ทริปนี้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น การท่องเที่ยวที่นี่ไม่เพียงได้เห็นฝูงค้างคาวนับร้อยล้านตัว แต่ยังช่วยสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้ยั่งยืน

ในความเห็นของผม ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่เตือนใจให้เรารักษาธรรมชาติไว้ให้ลูกหลาน การได้ยืนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยชีวิตนับล้านตัวนั้นเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตได้เลย ลองวางแผนไปเที่ยวราชบุรีกันนะครับ รับรองไม่ผิดหวัง! คุณลองไปชมแล้วมาบอกเล่าประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างด้วย

ที่มา – นักท่องเที่ยวแห่ชม “ฝูงค้างคาว” นับร้อยล้านตัว บินออกจากถ้ำเป็นแถวยาวต่อเนื่อง

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน เป็นข่าวร้อนที่สร้างความคึกคักให้แฟนความเร็วทั่วประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางควงข้าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเปิดงานแข่งขันโมโตจีพี ประจำปี 2569 หรือ PT Grand Prix of Thailand 2026 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ พิธีเปิดจัดยิ่งใหญ่ ออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทยกระหึ่มสนาม สร้างบรรยากาศสุดมันส์ ผู้ชมแน่นขนัด คึกคักที่สุดในรอบ 7 ปี!

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 11.35 น. นายกฯ อนุทิน พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางถึงสนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมบูธยามาฮ่า ผู้บริหารพาเดินชม นายกฯ ยังได้ทดลองนั่งรถแข่งสุดเท่ ก่อนต่อไปบูธฮอต พบนายสมเกียรติ จันทรา นักแข่งมอเตอร์ไซค์ไทยจากทีม LCR Honda ที่แฟนๆ ชื่นชอบ จากนั้นแวะบูธดูคาติ พีที และช้าง ก่อนนั่งรถกอล์ฟไปห้องรับรอง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายเนวิน

ช่วงบ่าย เวลา 14.45 น. นายกฯ เป็นประธานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มีการแสดงหนังใหญ่และวงออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทย นายเนวินยืนเคียงข้าง สร้างภาพประทับใจ จากนั้นนายกฯ และภริยาขึ้นอัฒจันทร์ชมการแข่งขัน ก่อนเวลา 16.00 น. มอบรางวัลให้ผู้ชนะเลิศ นอกจากนี้ นายกฯ ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าปีนี้ผู้เข้าชมมากเป็นพิเศษ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุดสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และกระจายนักท่องเที่ยวไปจังหวัดใกล้เคียง

อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

ในช่วงเวลา 15.25 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงความคึกคักของงาน อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน ว่าปีนี้น่าจะเบรกสถิติทุกปี ผู้แข่งขันจากทั่วโลก บัตรขายหมดเกลี้ยงรวดเร็ว มีบูธจำหน่ายสินค้าจักรยานยนต์มากมาย คาด 3-4 วันของการแข่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ถือเป็นปีที่คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

เมื่อถามถึงการต่อยอด รัฐบาลโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เอกชน ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ไม่เพียงท่องเที่ยว แต่ทำให้ไทยดังทั่วโลกจากการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมกว่า 1 ล้านวิว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ขาย โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง เงินไหลเวียนไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ แต่กระจายสู่นครราชสีมา สระบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษ

ประโยชน์จากอนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

งานนี้ไม่ใช่แค่แข่งรถ แต่เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวจริง ลองดูประโยชน์หลักๆ:

  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: เงินสะพัด 5,000 ล้าน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย
  • ยกระดับภาพลักษณ์ไทย: ถ่ายทอดสดทั่วโลก ทำให้บุรีรัมย์และไทยเป็นที่รู้จัก
  • กระจายรายได้: โรงแรมเต็ม นักท่องเที่ยวแวะจังหวัดใกล้เคียง เพิ่มรายได้เกษตรกร ผู้ประกอบการ
  • โอกาสนักกีฬาไทย: สนับสนุนสมเกียรติ จันทรา และนักแข่งรุ่นใหม่
  • ท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ดึงดูดแฟนสปอร์ตมอเตอร์สปอร์ตจากยุโรป เอเชีย

ชาวต่างชาติที่นายกฯ พบ ต่างชื่นชมโชคดีที่ไทยจัดก่อนสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง อีเวนต์ยุโรปหลายแห่งเลื่อน แต่ไทยจัดทัน นักท่องเที่ยวติดอยู่ในไทยเพราะตั๋วบินแพง โรงแรมเต็ม รัฐบาลต้องอำนวยความสะดวก เช่น จัดเที่ยวต่อในภาคอีสาน

งานโมโตจีพีบุรีรัมย์กลายเป็นแลนด์มาร์กโลก สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย สะท้อนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมกีฬาและท่องเที่ยว อนาคตไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อเนื่อง ยกระดับสู่ฮับมอเตอร์สปอร์ตอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับ อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน นี้? มันส์สุดๆ หรือมีไอเดียต่อยอดยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าพลาดติดตามข่าวกีฬาและเศรษฐกิจอัปเดตที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดงานโมโตจีพี ชี้เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน ทำไทยดังทั่วโลก

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยม

ในวันที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กางพิมพ์เขียวหรือยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้เห็นชัดเจน โดยมองผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาวะผู้นำ ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงในการจัดตั้งรัฐบาลและวางรากฐานประเทศในระยะยาว

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวคิดสร้าง “กำแพงความมั่นคง” และการสั่งปิดด่านชายแดน ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยเหนือสิ่งอื่น นอกจากนี้ยังมีการประกาศยกเลิก MOU 44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็น Resource Nationalism หรือการปกป้องทรัพยากรชาติอย่างเข้มข้น แม้จะเสี่ยงกระทบต่อการทูตและเศรษฐกิจชายแดน แต่การดึงตัวสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาร่วมทีม แสดงให้เห็นว่ายังคงใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประคองสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ลุกลามถึงขั้นปิดประเทศ

มิติเศรษฐกิจ: ทีมบิ๊กเนมและนโยบายมืออาชีพ

ด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการชี้ว่ารัฐบาลอนุทินเปิดตัวทีมเศรษฐกิจระดับแนวหน้า เช่น นายเอกนิติ สมรรถการ นางศุภจี สุนทรานันท และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อส่งสัญญาณบวกต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ว่าจะบริหารแบบมืออาชีพ ไม่ใช่พึ่งพานโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว แต่จะปรับโครงสร้างภาษีและฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยพ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยืดเยื้อ วาทศิลป์ที่เน้น “เด็ดขาด-ทำทันที” บ่งบอกว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลัก กุมทิศทางประเทศ ไม่ใช่แค่พรรคร่วมรัฐบาล

มิติความมั่นคงและภาวะผู้นำ

สำหรับมิติความมั่นคง นโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้เน้นปกป้องผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก แต่รศ.ดร.ยุทธพร เตือนว่านโยบายแข็งกร้าวอย่างปิดด่านหรือยกเลิก MOU 44 หากทำไม่ได้จริงหรือก่อแรงเสียดทานระหว่างประเทศมากเกิน อาจกลายเป็นดาบสองคม กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันสูง

  • จุดแข็ง: สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเรื่องอธิปไตยและทรัพยากร
  • จุดอ่อน: เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจชายแดนและการค้า
  • โอกาส: ดึงดูดนักลงทุนด้วยทีมเศรษฐกิจมือโปร
  • อุปสรรค: นโยบายสุดโต่งอาจถูกวิจารณ์จากนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภาวะผู้นำที่นายอนุทินแสดงออกผ่านสารทางการเมือง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจน ในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งภายในและภายนอก เช่น เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า การเมือง分化 และปัญหาชายแดน นักวิชาการมองว่านี่คือพิมพ์เขียวที่ผสมผสานชาตินิยมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ หากบริหารจัดการดี

เพื่อขยายมุมมอง เราสามารถเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้าที่เน้น soft power มากกว่า hard security แต่รัฐบาลอนุทินเลือกยืนหยัดจุดยืนชาตินิยม ซึ่งอาจตอบโจทย์กระแสประชานิยมในสังคมไทยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการ balance ระหว่างนโยบายภายในและภายนอก รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนต่อประชาชน

ในท้ายที่สุด นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาลนี้ชี้ให้เห็นโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจไทย หากหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น คุณคิดว่านโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้จะพาไทยไปสู่จุดไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

Scroll to top