การบริหารจัดการน้ํา

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนน้ำเชิงรุก

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศสั่งการด่วนให้กรมชลประทานเดินหน้าคุมเข้มการวางแผนรับมือกับปรากฏการณ์ สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนและภาคการเกษตรไทยจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากสภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า

บทบาทการรับมือ เอลนีโญ 2569 ของกรมชลประทาน

จากการรายงานสภาพอากาศล่าสุด พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นผลให้ปริมาณน้ำฝนในปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ในเชิงนโยบายท่านรัฐมนตรีจึงกำชับให้มีการบริหารจัดการ้ำแบบเชิงรุก นำระบบการกักเก็บน้ำอัจฉริยะมาใช้ เพื่อให้เขื่อนหลักทั่วประเทศสามารถรักษาความสมดุลของปริมาณน้ำต้นทุนไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ปัจจุบันทางศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รายงานว่า ปริมาณน้ำรวมทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมชลประทานจึงถูกสั่งให้ยึดหลักการ “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

  • เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรและบุคลากรกว่า 5,732 หน่วยทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเกษตรกรให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและปรับแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์จริง
  • รณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด 3R (Reduce, Reuse, Recycle)

ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ หรือหน่วยงานท้องถิ่น การวางแผนเชิงรุกครั้งนี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ การเตรียมรับมือล่วงหน้าถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยยังคงเป็นฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ในวันที่ต้องเจอกับสภาวะอากาศที่มีความแปรปรวนก็ตาม

หากเราทุกคนร่วมมือกันประหยัดน้ำและติดตามข่าวสารการบริหารน้ำจากกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ และเราจะมีความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ เยี่ยมศูนย์หม่อนไหมโคราช

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วยคณะจากกระทรวง พม. และกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับการผลิตด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ดร.ยศชนันเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร โดยตั้งเป้าหมายหลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยพี่น้องเกษตรกรทุ่นแรงและลดเวลาในการทำงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทยในยุคเกษตรอัจฉริยะ

กรมหม่อนไหมได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ระบบบริหารจัดการน้ำและดินในแปลงหม่อนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • เครื่องจัดการมูลหนอนไหมอัตโนมัติ ช่วยลดภาระเกษตรกรผู้สูงอายุ
  • โปรแกรมตรวจนับไข่ไหมมาตรฐาน เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์
  • นวัตกรรมเครื่องสาวไหมและเครื่องตีเกลียวที่เป็นมาตรฐานระดับสากล

ความสำเร็จของ ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการผลักดันให้ผ้าไหมไทยได้รับมาตรฐาน “ตรานกยูงพระราชทาน” อย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในระยะยาว

นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ดร.ยศชนันยังเน้นย้ำว่า การใช้เทคโนโลยีต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ง่ายและใช้ทักษะความชำนาญที่มีอยู่เดิมร่วมกับเครื่องมือสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมที่สุด

ในมุมมองของผม การบูรณาการในลักษณะนี้คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากภาครัฐยังคงเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านได้จริงเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยจะสามารถก้าวกระโดดไปสู่จุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมหาศาลครับ

ที่มา – “ยศชนัน” ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ

เรียกได้ว่าช่วงนี้บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักสุดๆ เมื่อ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อนโยบายแก้ปัญหาเมืองหลวงให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและการจราจรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการทางยกระดับและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชาวบ้านที่อยากให้ท่านผู้ว่าฯ เดินหน้าพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาหลักที่ลาดกระบังต้องเผชิญคือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งนายชัชชาติได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่:

  • การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน
  • การสร้างเขื่อนและขุดลอกคลองตลอดแนว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
  • การปรับปรุงข้อบัญญัติเพื่อให้ กทม. เข้าไปดูแลถนนและระบบสาธารณูปโภคในหมู่บ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีโมเมนต์ดีๆ เมื่อ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส. พร้อมด้วยน้องสาว น.ส.ชวัลพัชร ได้ร่วมลงพื้นที่สนับสนุน โดยคุณชวัลพัชรซึ่งเป็นผู้สมัคร สก. ได้ร่วมหารือถึงแนวทางการใช้เซ็นเซอร์จัดระเบียบการจราจรหน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณชัชชาติให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง

นายชัชชาติยังย้ำว่า แม้ในช่วงที่ตนอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ ก็ยังมั่นใจในระบบที่วางไว้ เพราะระบบเซ็นเซอร์และการจัดการน้ำทำงานตามแผนที่วางไว้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พร้อมชื่นชมทีมสำนักการระบายน้ำที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบแก่พี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่ควรมีการโจมตีกันด้วยความขัดแย้ง แต่ควรหันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ จะดีกว่า เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเดินหน้าแก้ปัญหาของท่านผู้ว่าฯ ในพื้นที่ลาดกระบัง? อย่าลืมติดตามนโยบายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย เจออดีต สส.อิ่ม ควงน้องสาวหนุน

“นพพล” มั่นใจ “เพื่อไทย” คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่

“นพพล” มั่นใจ “เพื่อไทย” คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ เป็นประเด็นที่ชาวนาทั่วประเทศให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ภัยแล้งกำลังคุกคาม โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำจะย่ำแย่ นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าหากพรรคเพื่อไทยได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชาวนาจะไม่ต้องเผชิญปัญหาขาดน้ำทำนาอีกต่อไป

“นพพล” มั่นใจ “เพื่อไทย” คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่

จากประสบการณ์ในรัฐบาลชุดก่อน นายนพพล ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเกษตรกรหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ต้องเผชิญกับนาข้าวหลายแสนไร่ยืนต้นตาย แม้จะอยู่ใกล้เขื่อนแต่กรมชลประทานกลับอ้างว่าน้ำถูกสงวนไว้สำหรับภารกิจอื่นๆ ทำให้ชาวนาขาดแคลนน้ำหล่อเลี้ยงพืชผล สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นายนพพล ยืนยันว่า “นพพล” มั่นใจ “เพื่อไทย” คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีแผนงานชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้มีการศึกษาและวางแนวทางเพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำต้นทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร พรรคเพื่อไทยซึ่งมีหัวใจเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง จะยึดผลประโยชน์ของชาวนาเป็นหลักในการกำหนดนโยบาย

แผนพัฒนาผลผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร

นอกจากปัญหาน้ำแล้ว นายนพพล ยังแนะนำให้เร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย ข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและยุโรป หากกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้พรรคเพื่อไทย สามารถผลิตข้าวคุณภาพสูงได้ ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วยหาตลาดรองรับ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนาได้อย่างแน่นอน

พรรคเพื่อไทยวางแผนบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการผลิตและการตลาดที่เชื่อมโยงกัน โดยมุ่งเน้นสินค้าเกษตรหลักอย่างข้าวหอมมะลิ การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนแล้งและให้ผลผลิตสูง จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และเพิ่มมูลค่าสินค้า

  • บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียน้ำ
  • พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง ส่งออกตลาดโลก
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐ สร้างห่วงโซ่คุณค่าเกษตรครบวงจร
  • สนับสนุนราคาข้าวให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม

ความสำคัญของข้าวไทยในตลาดโลก

ข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกกว่า 30% ของโลกในกลุ่มข้าวหอม ถ้าสามารถแก้ปัญหาการผลิตได้ ชาวนาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20-30% ต่อฤดู นายนพพล เชื่อมั่นว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะทำให้เกิดขึ้นจริง

ในปี 2569 ที่ภัยแล้งอาจรุนแรง การเตรียมพร้อมจึงสำคัญ พรรคเพื่อไทยพร้อมนำนโยบายเกษตรกรใจเป็นที่ตั้ง มาสร้างความมั่นคงให้ชาวนาไทย

สุดท้ายนี้ ชาวนาทุกท่านควรติดตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น หากคุณเป็นเกษตรกร ลองแชร์ประสบการณ์ปัญหาน้ำในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้นำไปพัฒนานโยบายต่อไป

ที่มา – “นพพล” มั่นใจ “เพื่อไทย” คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา ด้วยการผลักดันศูนย์อพยพมาตรฐานและโครงการคลองระบายน้ำสู่ทะเล เพื่อยุติปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ชาวอยุธยาต้องเผชิญมานาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวอยุธยาและคนไทยทุกคนที่กำลังตาม dõiปัญหาน้ำท่วม พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะอำเภอบางบาล มักจะเจอน้ำท่วมหนักทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและป่าสักทะลักเข้าหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ทั้งเสียหายบ้านเรือน ผลผลิตการเกษตร และต้องอพยพไปอยู่ตามวัดหรือริมถนน ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางมาพร้อมอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชนในพื้นที่ เพื่อพบปะ “อาสาส้ม” หรืออาสาสมัครพรรคสีส้ม และประชาชนในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นหลังการเลือกตั้ง 2569

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

นายณัฐพงษ์ กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า วันนี้มาเพื่อเติมความหวังให้พี่น้องชาวอยุธยา รับฟังปัญหาจากทุกคน ถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา และนำเสนอยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน โดยเฉพาะประเด็นน้ำท่วมที่เป็นปัญหาหลัก พรรคมีตัวแทนอย่างนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. อยุธยา เขต 1 ที่คอยขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในบางบาลต่างชื่นชมที่ “ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา อย่างจริงจัง

นายทวิวงศ์ เสนอแนวทางชัดเจน โดยแบ่งเป็นระยะสั้นและยาว เพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้ทันที ปัญหาน้ำท่วมอยุธยาไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เกิดซ้ำซากเพราะระบบระบายน้ำไม่พร้อม ชาวบ้านต้องเตรียมตัวตั้งแต่ต้นปี เพื่อลดความเดือดร้อน

ข้อเสนอระยะสั้น: เตรียมพร้อมรับมือทันที

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้าง ศูนย์อพยพมาตรฐาน ในทุกหมู่บ้าน เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เตียงนอน พื้นที่เก็บเครื่องมือทำมาหากิน ชุดปฐมพยาบาล และโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ชาวบ้านไม่ต้องลำบากนอนเต็นท์ริมถนน นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องขุดลอกคูคลองสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการไหลของน้ำสายรอง สนับสนุนเกษตรกร โดยรัฐต้องจัดงบต่อเนื่อง

  • จ่ายเงินเยียวยาทุกสิ้นเดือนตั้งแต่เกิดน้ำท่วม ไม่ต้องรอน้ำลด ใช้ดาวเทียมตรวจสอบความเสียหายจริง
  • ชดเชยพื้นที่นาและเกษตรที่ถูกใช้เป็นทุ่งรับน้ำ
  • ตั้งกองทุนยกบ้านสำหรับบ้านนอกคันกั้นน้ำหรือริมแม่น้ำ พร้อมพัฒนาสาธารณูปโภค
นายณัฐพงษ์ พบปะประชาชนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

ข้อเสนอระยะยาว: โครงการใหญ่เปลี่ยนอนาคต

ด้านระยะยาว ที่สำคัญคือการผลักดัน โครงการคลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โดยเริ่มจากปลายน้ำป่าสักไปอ่าวไทย เพื่อระบายน้ำออกทะเลโดยตรง ควบคู่เวนคืนที่ดินและประเมินประสิทธิภาพ พร้อมติดตั้งประตูน้ำอัตโนมัติและท่อส่งน้ำที่ควบคุมได้ระยะไกล เพื่อจัดการน้ำยืดหยุ่นทั้งฤดูน้ำหลากและเตรียมเพาะปลูก นอกจากนี้ เสนอแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเพิ่มอำนาจสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้กำกับทุกหน่วยงานได้เอกภาพ จัดการวิกฤตได้รวดเร็ว

การที่ “ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา แสดงให้เห็นถึงการทำงานเชิงพื้นที่ของพรรคประชาชน ที่ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือจริง ชาวอยุธยาจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับน้ำท่วมอีกต่อไป หากรัฐบาลรับนโยบายนี้ไปทำ นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว นายณัฐพงษ์ยังแวะเวียนเทียนที่วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร เนื่องในวันมาฆบูชา สร้างความประทับใจให้ชาวบ้าน

กิจกรรมณัฐพงษ์กับอาสาส้มที่อยุธยา
ภาพเวียนเทียนวันมาฆบูชา

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่พรรคประชาชนมุ่งแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่แค่โพลิติกส์ หากคุณเป็นชาวอยุธยาหรือสนใจเรื่องนี้ ลองแชร์ประสบการณ์น้ำท่วมของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวสารพรรคประชาชนเพื่ออัปเดตความคืบหน้า ชาวบ้านจะได้บ้านที่แห้งเหือดและชีวิตที่ดีขึ้นในไม่ช้า!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ควงอดีต สส.พรรคประชาชน เดินหน้าจับมือ “อาสาส้ม” หาวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

สภากลาโหมเห็นชอบรั้วอิเล็กทรอนิกส์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 2/2569 มีมติสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 5 มาตรการควบคุมชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน

สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงผลการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมติที่ประชุมมุ่งบูรณาการทุกภาคส่วนในการดูแลชายแดน แทนการพึ่งพากำลังทหารเพียงอย่างเดียว มาตรการทั้ง 5 นี้ ได้แก่:

  • คงกำลังทหารตามความจำเป็นของสถานการณ์
  • จัดทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์พร้อมระบบกล้องวงจรปิด เพื่อการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
  • สร้างรั้วถาวรในพื้นที่เขตแดนที่ชัดเจน
  • จัดสรรพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกทำกินและช่วยดูแล
  • พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เริ่มดำเนินการที่ชายแดนไทย-กัมพูชาก่อน โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นผู้กำกับดูแล นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา กลายเป็นข่าวเด่น

มาตรการรับมือภัยแล้งและไฟป่า

นอกจากชายแดน ที่ประชุมยังกำชับให้ทุกเหล่าทัพวางแผนใช้น้ำอย่างประหยัดในค่ายทหาร ตามแนวทางรัฐบาล เพื่อรองรับฤดูแล้ง 2568/2569 รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้กำลังพลตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 สั่งปฏิบัติเชิงรุก เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สนับสนุนกำลังพลและยานพาหนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลกับฝ่ายปกครองเพื่อสร้างความร่วมมือจากประชาชน

เสริมจริยธรรมและพัฒนาขีดความสามารถ

ที่ประชุมย้ำให้ยึดประมวลจริยธรรม พ.ศ.2564 ของกระทรวงกลาโหม เน้นความซื่อสัตย์ โปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ ยังเห็นชอบจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (JCC) เพื่อรับมือภัยคุกคามใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ อากาศยานไร้คนขับ และปฏิบัติการอวกาศ ทำให้กองทัพไทยพร้อมรบในทุกมิติ

รับทราบความคืบหน้าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนกรณีไทย-กัมพูชา เสนอจัดทำระเบียบปฏิบัติเพื่อความโปร่งใส และปรับปรุงโรงพยาบาลทศมินทราธิราช (สีกัน) เป็นระดับตติยภูมิ ขยายเตียงจาก 130 เป็น 300 เตียง เปิดบริการ 1 ตุลาคม 2569 ตามนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล

กิจกรรมเด่นคือพิธีเปิดอนุสรณ์สถานสำนักงานปลัดกลาโหม 31 มี.ค. 2569 และ “กลาโหมร่วมใจ เดิน-วิ่ง ด้วยหัวใจที่เทิดทูน” 26 เม.ย. 2569 เชิญชวนทุกคนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสามัคคี

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อม จริยธรรม และสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะ สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา ที่จะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน

ในมุมมองผู้เขียน มาตรการนี้เป็นนวัตกรรมที่ชาญฉลาด ผสมผสานเทคโนโลยีกับชุมชนท้องถิ่น จะทำให้ชายแดนไทยมั่นคงยั่งยืนยาวนาน คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบเพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป

ที่มา – สภากลาโหม เห็นชอบสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ติดกล้องวงจรปิด-ทำรั้วถาวรพื้นที่เขตแดนชัดเจน ไทย-กัมพูชา

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีข่าวลือแพร่กระจายในสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อาจเดินทางไปยุโรปพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุด ปลัดกระทรวงได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อคลายความสงสัยและยืนยันความโปร่งใสในการทำงาน

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข่าวที่นำเสนอว่า มีข้าราชการระดับสูงเดินทางไปยุโรปพร้อม ร.อ.ธรรมนัส นั้นไม่เป็นความจริง และน่าจะเกิดจากการคลาดเคลื่อน ข้าราชการทุกคนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศต้องยื่นขออนุญาตต่อปลัดกระทรวงก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องดังกล่าวเลย ปลัดฯ จึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และยืนยันว่ากระทรวงกำลังทำงานเต็มที่ทุกด้าน

การประชุมข้าราชการระดับสูงและคำย้ำภารกิจ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ปลัดวิณะโรจน์ ได้ประชุมกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวง โดยย้ำเตือนว่าทุกคนต้องทุ่มเททำงานและดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เนื่องจากได้รับเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน ไม่มีที่ว่างหรือสุญญากาศในการทำงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับบริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส โดยส่วนตัวในฐานะข้าราชการประจำ จะไม่แสดงความเห็นทางการเมือง แต่ยึดมั่นในหน้าที่รับคำสั่งและทำงานให้สมบูรณ์แบบ หลังการประชุม ทุกคนเข้าใจดีว่าจะไม่ลอยตัวหรือหยุดชะงักงานใดๆ

ภารกิจเร่งด่วนที่ข้าราชการต้องรับมือ

ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญสำหรับเกษตรกร กระทรวงเกษตรมีภารกิจมากมายที่ต้องดูแล โดยปลัดฯ ได้มอบหมายโจทย์ให้หน่วยงานต่างๆ วางแผน ดังนี้

  • รับมือภัยแล้ง: เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง
  • บริหารจัดการน้ำ: จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรให้เพียงพอและยั่งยืน
  • วางแผนเพาะปลูก: สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเทคโนโลยีใหม่ๆ
  • ประชุมติดตาม: สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมใหญ่เพื่อสรุปแผนงาน

นอกจากนี้ ปลัดเกษตร ยังชี้แจงเรื่องการเดินทางต่างประเทศของหน่วยงานว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะภารกิจที่จำเป็นตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม FAO หรือกิจกรรมด้านพืช สัตว์ และประมง ที่มีกำหนดการชัดเจน หากไม่ไปอาจเสียผลประโยชน์ของชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและโปร่งใส

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรี

มีข่าวเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส จะมาร่วมประชุมข้าราชการระดับสูงในวันนั้น แต่จริงๆ แล้วได้ประชุมเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันก่อน รัฐมนตรีมีภารกิจอื่นๆ มากมาย หากมีคำสั่งจะผ่านปลัดฯ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีคำสั่งใหม่เพิ่มเติม

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของข้าราชการกระทรวงเกษตรในการทำงานท่ามกลางข่าวลือที่อาจสร้างความไม่ไว้วางใจ ปลัดเกษตร ยืนยันไม่มีข้าราชการร่วมทริปยุโรปธรรมนัส เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวลือเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง แต่การชี้แจงที่รวดเร็วและชัดเจนจากปลัดกระทรวงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในยุคที่เกษตรกรต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจข่าวสารด้านการเกษตร สามารถติดตามข้อมูลอัปเดต แผนช่วยเหลือภัยแล้ง และบริการจากกระทรวงได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ แชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแพร่กระจาย และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันไม่มีข้าราชการระดับสูงร่วมทริปยุโรปพร้อม “ธรรมนัส”

Scroll to top