การประชุมกรรมาธิการ

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุด โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี อย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี จริงหรือ?

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า อาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุนั้นแท้จริงแล้วเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการ แต่กลับมีกระแสข่าวหนาหูว่า อาจมีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ ทำให้นายรังสิมันต์และประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้จึงมีความพยายามที่จะตัดตอนคดีกันแน่

เปิดปมร้อน การโอนข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกเหนือจากเรื่องตัวผู้ก่อเหตุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี ก็คือการตรวจสอบพบว่ามีการส่งข้อมูลโทรศัพท์คืนละ 2 ล้านเลขหมายให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

  • มีการส่งข้อมูล 2 ล้านเลขหมายทุกคืนโดยไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของอำนาจ
  • การอ้างประกาศของ กสทช. ขัดแย้งกับข้อกำหนดที่ให้เก็บข้อมูลไว้ที่ผู้ให้บริการเท่านั้น
  • ข้อมูลที่อ้างว่าใช้รักษาความสงบ กลับนำไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก

ความน่ากังวลคือ ในพื้นที่ 6 อำเภอที่ไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดกันแน่ นี่คือคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบให้กระจ่าง เพราะการนำข้อมูลประชาชนจำนวนมากไปเก็บไว้โดยไม่อาจตรวจสอบได้นั้น เข้าข่ายการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุและเป็นอันตรายต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในฐานะที่เหตุการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างรุนแรง หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาคนบงการที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ ก็จะยิ่งทิ้งรอยแผลและสร้างความซับซ้อนให้แก่สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิรูปการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงแค่จับ ‘คนตัวเล็ก’ มาเพื่อปิดคดีให้จบไปวันๆ ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องหมายถึงการเอาตัวผู้สั่งการมาลงโทษให้ถึงที่สุด

ที่มา – “โรม” ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตกเป็นเป้าสายตาของสังคมและกรรมาธิการเกี่ยวกับโครงการยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า TH-AI Passport ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ได้ถึง 20 ล้านคน ล่าสุดปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ออกมาเปิดใจและหอบหลักฐานชุดใหญ่เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปฏิเสธข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่หลายคนกำลังสงสัย

เปิดเบื้องลึกความเป็นมาของโครงการ TH-AI Passport

นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้แจกแจงรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึก โดยระบุว่าโครงการที่มีข้อกังขาเรื่องความรวดเร็วนั้น แท้จริงแล้วได้มีการวางแผนและหารือกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในยุครัฐบาลก่อนหน้า ไม่ได้เป็นการเร่งรีบจัดทำขึ้นแต่อย่างใด และ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการยกร่าง TOR ไปจนถึงขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้าง เพื่อให้ประเทศก้าวทันกระแสโลกเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • การใช้เงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแทนงบประมาณปกติ
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR ที่ถูกวิจารณ์ว่าคล้ายคลึงกับโครงการอื่น
  • ความกังวลเรื่องการล็อคสเปคหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงยืนยันว่ากระบวนการใช้เงินกองทุนฯ นั้นผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงตัดสินใจเอง ส่วนตัวเลขการเข้าถึง 20 ล้านคนนั้น เป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดภายในปี พ.ศ. 2570

ในประเด็นเรื่อง TOR ที่ถูกทักท้วงว่ามีการคัดลอกรายละเอียดมานั้น ทางผู้รับผิดชอบระบุว่าเป็นเพียงมาตรฐานราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีมาตรฐานสากล สำหรับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนั้น ปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า หากยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ทางกระทรวงอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ราชการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสตรวจสอบได้ การที่ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจริง เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ปลัดดีอี” หอบหลักฐานแจงยิบยันบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

Scroll to top