การพัฒนาสังคม

พม. จับมือ กทม.-สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน

สวัสดีครับทุกท่านที่รักครอบครัว! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับครอบครัวไทยทุกบ้านเลยนะครับ เพราะ พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง ผ่านงานสุดยิ่งใหญ่ “FAM FESTIVAL 2026” ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน” งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ลูกได้กลับมาใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว สังคมสูงวัย และเด็กเกิดน้อยแบบนี้ ใครๆ ก็อยากมีโมเมนต์อบอุ่นใช่มั้ยล่ะ?

พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง

งานนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 โดยนายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดงาน ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 จตุจักร มี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.), และนางภรณี ภู่ประเสริฐ จาก สสส. มาร่วมด้วย งานจัด 2 วันเต็มๆ 28-29 มี.ค. 2569 เวลา 10.00-16.00 น.

ทำไมงานนี้ถึงสำคัญ? เพราะสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงหนักมาก เศรษฐกิจกดดัน เทคโนโลยีทำให้ลูกงอแงกับมือถือ ผู้ใหญ่ยุ่งงาน ดูแลผู้สูงอายุไปด้วย แล้วเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ ครอบครัวเลยต้องเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม พม. กทม. และ สสส. จึงสร้าง “พื้นที่กลาง” ให้ทุกคนมาสร้างความผูกพัน สร้างรอยยิ้ม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแบบสนุกๆ

พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อครอบครัวไทย

คุณธนกฤต เลขานุการ พม. บอกว่าการจัดงานนี้ช่วยเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้น ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็มั่นคงตามไปด้วย พม. ยังผลักดันนโยบาย สร้างพื้นที่ชุมชน ส่งเสริมทักษะชีวิต และช่วยกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิ์ ส่วนรองผู้ว่าฯ กทม. ศานนท์ เน้นย้ำว่ากรุงเทพฯ จะเป็น “เมืองที่โอบรับทุกวัย” มีพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้าน กิจกรรมสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ

ด้าน สสส. จากนางภรณี บอกว่าพวกเขาทำงานระบบ ร่วมภาคี สร้างกิจกรรมปิดเทอม เลี้ยงดูเชิงบวก เล่นอิสระ สร้างแหล่งเรียนรู้ปลอดภัย และเครือข่ายคนทำงานเด็กในท้องถิ่น เพื่อให้ครอบครัวดูแลสุขภาพและเรียนรู้ทุกวัยได้ดี

กิจกรรมในงานเพียบเลยนะครับ! มาดูกัน:

  • FAM Talk Stage: เสวนา “Family Talk : บ้านนี้มีรัก” และ “Always Together ในวันที่ลูกโตไวกว่าเดิม”
  • FAM Creative Lab: Workshop สนุกๆ เช่น “สวนในขวดของฉัน” และ “นักประดิษฐ์กล้องโจรสลัด”
  • FAM Show & Talk: โชว์จากคุณบี้ ธรรศภาคย์ ชี พูดคุยกับครอบครัวดังอย่างครอบครัวมอสมัดจุก และบุญรอด
  • กิจกรรมเรียนรู้ สุขภาพ พักผ่อนสำหรับทุกวัย

ไฮไลต์อีกเรื่องคือมอบรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” 17 รางวัล ให้ครอบครัวต้นแบบ เช่น ครอบครัวเปิ้ล นาคร, บี้ ธรรศภาคย์, นุ๊ก ธนดล, มอสมัดจุก ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน

งานนี้ไม่ใช่แค่งานแสดง แต่เป็นการตอกย้ำว่า “ไม่ว่าไกลกันแค่ไหน หัวใจครอบครัวก็เคียงกันเสมอ” ในยุคที่ทุกคนห่างเหินเพราะหน้าจอ ลองมาสร้างความทรงจำจริงๆ กันเถอะ!

เป็นไงบ้างครับ อ่านแล้วอยากพาครอบครัวไปเลยใช่มั้ย? ครอบครัวเข้มแข็งเริ่มจากก้าวเล็กๆ แบบนี้แหละ ไปร่วมงานหรือลองจัดกิจกรรมที่บ้านดูสิ จะช่วยให้ใกล้ใจกันมากขึ้นแน่นอน แชร์ประสบการณ์ครอบครัวคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ!

ที่มา – พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง

เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร”

ในวงการการเมืองไทย ตระกูลศิลปอาชาจากสุพรรณบุรีคือชื่อที่ใครๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะ "มังกรสุพรรณ" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ผู้ล่วงลับ วันนี้เราจะพาทุกท่านไป เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” ชายหนุ่มที่สืบทอดมรดกการเมืองมาสร้างผลงานให้หลายรัฐบาล ด้วยการศึกษาเข้มแข็งและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร”

กำเนิดและรากฐานการศึกษา

นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือที่รู้จักในชื่อ "ลูกท็อป" เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 เป็นบุตรชายคนเล็กของนายบรรหาร ศิลปอาชา และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ชีวิตวัยเด็กของเขาเติบโตในครอบครัวนักการเมืองชื่อดัง ทำให้ซึมซับวัฒนธรรมการรับใช้ประชาชนตั้งแต่เยาว์วัย

ด้านการศึกษา วราวุธเริ่มต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลชื่อดังในกรุงเทพฯ ก่อนจะบินไปศึกษาต่อปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (BEng) จาก University College London (UCL) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จากนั้นคว้าปริญญาโท MBA สาขาการเงินจาก University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา การศึกษาระดับสากลนี้ไม่เพียงมอบความรู้ทางวิชาการ แต่ยังฝึกทักษะการสื่อสารและความคิดเชิงระบบ ทำให้เขาโดดเด่นในฐานะนักการเมืองที่มีมุมมองทันสมัย

ก้าวย่างแรกสู่เส้นทางการเมือง

หลังจบการศึกษา วราวุธไม่รอช้า ก้าวเข้าสู่วงการการเมืองตามรอยบิดาด้วยการลงสมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทยในปี พ.ศ. 2544 และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของลูกไม้ใต้ต้น

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขาไม่ง่าย ต้องเผชิญมรสุมจากการยุบพรรคชาติไทย ทำให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่แทนที่จะยอมแพ้ วราวุธหันไปทุ่มเทกับวงการกีฬา โดยรับตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี นำทีมท้องถิ่นให้ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ และรักษาความนิยมในหมู่ชาวสุพรรณบุรี

ผลงานเด่นในหลายรัฐบาล

เมื่อคืนสู่การเมืองในนามพรรคชาติไทยพัฒนา วราวุธได้รับความไว้วางใจครั้งใหญ่ คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลงานที่โดดเด่นคือการรณรงค์แบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นนโยบายสีเขียวที่ช่วยลดปัญหาขยะทะเลและมลพิษ อีกทั้งยังผลักดันไทยในเวทีโลกร้อนระดับนานาชาติ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

  • แบนพลาสติก: ลดการใช้ถุงพลาสติก ห่วงโซ่โฟม สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • แก้โลกร้อน: เข้าร่วมประชุม COP และโครงการคาร์บอนต่ำ
  • อนุรักษ์ทรัพยากร: ปกป้องป่าไม้และแหล่งน้ำ

ต่อมาในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เขาย้ายมาดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านโครงการช่วยเหลือ สวัสดิการ และการพัฒนาทักษะ ทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ชีวิตครอบครัวที่สมดุล

นอกเหนือจากการเมือง วราวุธสมรสกับนางสุวรรณา ศิลปอาชา อดีตนักกีฬาและผู้บริหารด้านไอซ์สเก็ตของไทย มีบุตร 3 คน โดยลูกสาวคนโต "น้องเทมส์" ตามรอยแม่เป็นนักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตติ้งทีมชาติไทย ครอบครัวนี้จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างการเมือง กีฬา และครอบครัวอย่างลงตัว

วราวุธ ศิลปอาชา คือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สืบสานมรดกจาก "บรรหาร" แต่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ด้วยผลงานที่จับต้องได้ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬา หากคุณชื่นชอบ เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” นี้ อย่าลืมแชร์บทความและแสดงความเห็นด้านล่างว่า คุณคาดหวังผลงานอะไรจากเขาต่อไป!

ที่มา – เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” สู่ขุนพลข้างกายหลายรัฐบาล

นายกฯ ย้ำสิทธิ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีสตรีคือรากฐานประชาธิปไตย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญมากสำหรับสังคมไทย นั่นคือคำปราศรัยของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในวันสตรีสากล วันที่ 8 มีนาคม 2569 ท่านย้ำชัดเจนว่า สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืน แบบนี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจเลยนะครับ เพราะมันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงไทยทุกคน

สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี คือรากฐานสังคมที่เข้มแข็ง

ในคำปราศรัย ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่า วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันฉลอง แต่เป็นโอกาสที่โลกทั้งใบมาร่วมกันเตือนใจว่า สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี เป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตยที่แท้จริง ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้หญิงทั่วโลกต่อสู้เพื่อสิทธิเท่าเทียม ในครอบครัว ที่ทำงาน และเวทีสาธารณะ วันนี้เราต้องสานต่อให้เกิดผลจริง เพื่อสังคมที่ทุกคนเห็นคุณค่ากันและกัน

รัฐบาลปีนี้กำหนดแนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งชัดเจนว่าต้องการให้สตรีไทยมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ สตรีไทยเก่งมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร หรือแม่บ้าน ทุกบทบาทล้วนเติมเต็มสังคมให้สมบูรณ์

บทบาทสตรีไทยในยุคปัจจุบัน

มาดูกันว่าสตรีไทยมีส่วนสำคัญยังไงบ้าง ลองนึกถึงตัวอย่างจริงๆ เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เป็นนักการเมืองหญิงแกร่ง หรือนักธุรกิจอย่าง ดร.วิลาวัณย์ จันทร์หงส์ ที่ประสบความสำเร็จในวงการไอที สตรีไทยยังเป็นกำลังหลักในภาคเกษตรและ SME ด้วย รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนให้พวกเธอมีโอกาสเท่าเทียม

  • สิทธิในการศึกษาและการทำงานที่เท่าเทียม
  • ความเสมอภาคในนโยบายครอบครัวและสวัสดิการ
  • ศักดิ์ศรีในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
  • การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว
  • ส่งเสริมอาชีพและการประกอบการสำหรับสตรี

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังอวยพรให้สตรีไทยทุกคนสุขภาพแข็งแรง มั่นใจในตัวเอง และเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเด็กหญิง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชาติในอนาคต คำพูดนี้กินใจมากเลยครับ

ทำไมสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี ถึงสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ลองคิดดูสิครับ ถ้าสังคมละเลยสิทธิสตรี เราจะพัฒนาได้ยังไง? เพราะผู้หญิงครึ่งประชากร ถ้าไม่ใช้ศักยภาพเต็มที่ เท่ากับเสียโอกาสครึ่งหนึ่ง SDG ของ UN ก็เน้น gender equality เป็นเป้าหมายหลัก ในไทย เรามีความก้าวหน้าเยอะ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงานหญิง หรือทุนการศึกษาสำหรับสตรี แต่ยังต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

จากข้อมูลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สตรีไทยกว่า 70% มีส่วนร่วมเศรษฐกิจ แต่ยังเจออุปสรรคเรื่อง work-life balance และ discrimination ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบาย concrete เช่น เพิ่มที่นั่งสตรีในรัฐสภา หรือโครงการฝึกอบรมอาชีพ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยสุดๆ ว่าการให้ สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นค่านิยมที่ต้องฝังในสังคม ถ้าทุกคนช่วยกัน สังคมไทยจะก้าวไกลแน่นอน

แนวทางปฏิบัติสำหรับทุกคน

เราทุกคนช่วยได้นะครับ ไม่ต้องรอรัฐบาลอย่างเดียว

  • สนับสนุนสตรีในครอบครัวให้ทำตามฝัน
  • เลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการหญิง
  • แชร์เรื่องราวสตรีเก่งในโซเชียล
  • เข้าร่วมกิจกรรมวันสตรีสากล

สุดท้ายนี้ คำปราศรัยของท่านนายกฯ เป็นแรงบันดาลใจชั้นดี มาช่วยกันสร้างสังคมที่สตรีมีสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีอย่างแท้จริงกันเถอะครับ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ชวนกันสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆ นะ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำ “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

“พรรคประชาชน” ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

“พรรคประชาชน” ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ อย่างจริงจัง เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจน ย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเคารพความเท่าเทียมของทุกคนในสังคม

พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

วันสตรีสากลเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เราทุกคนได้ทบทวนถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของผู้หญิงทั่วโลก พรรคประชาชนยืนหยัดเคียงข้างการสร้างสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือบทบาททางสังคมที่ล้าสมัยและไม่เป็นธรรม

ตลอดมา พรรคประชาชนได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการ พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ ผ่านนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ในสภาชุดที่ 26 พรรคได้มีส่วนสำคัญในการผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่ประสบความสำเร็จ เช่น

  • พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้ทุกคู่รัก สามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม
  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน จากเดิม 98 วัน ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี
  • แก้ไขกฎหมายอาญา ขยายนิยามความผิดทางเพศให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มการคุ้มครองผู้เสียหายจากคดีคุกคามทางเพศ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

แผนงานต่อไปของพรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

ก้าวต่อไป พรรคประชาชนจะเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายเพิ่มเติมที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเลือกตั้ง เช่น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทุกกลุ่ม และปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งส่งเสริมการมีตัวแทนของผู้หญิงและบุคคลหลากหลายทางเพศในวงการเมือง ผ่านคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรค (คสพป.) โดยปรับปรุงกระบวนการภายใน เช่น พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนคุกคามทางเพศที่เป็นมิตรและปลอดภัย รวมถึงทบทวนการคัดเลือกผู้สมัครให้เปิดกว้างมากขึ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วม

ความเสมอภาคทางเพศคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้ ในประเทศไทย เรายังเผชิญปัญหาไม่เท่าเทียมทางเพศในหลายมิติ เช่น การจ่ายค่าจ้างที่แตกต่าง การคุกคามในที่ทำงาน และการขาดตัวแทนในอำนาจรัฐ การที่พรรคประชาชน ผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับสังคมไทยให้ก้าวหน้า

พรรคเชื่อมั่นว่าวันสตรีสากลไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง การผลักดันนโยบายนี้จะเป็นวาระหลักทั้งในรัฐสภาและการพัฒนาวัฒนธรรมการเมืองที่เคารพสิทธิทุกคน

สุดท้ายนี้ ความเสมอภาคทางเพศจะนำพาประเทศเราไปสู่สังคมที่ยั่งยืนและยุติธรรม หากคุณเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์นี้ เชิญร่วมติดตามและสนับสนุนพรรคประชาชน เพื่อสร้างอนาคตที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

ที่มา – “พรรคประชาชน” ประกาศเดินหน้าผลักดันกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ ย้ำไม่ใช่ประเด็นเฉพาะของผู้หญิง

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทยลุยสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวเด็ดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย กำลังเคลื่อนไหวแรงมาก หลังจากโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยประกาศพร้อมลุยงานในสภาให้สุดพลัง ชู 4 ร่างกฎหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปเลยทีเดียว แถมยังมีข่าวสะพัดว่าโควตารัฐมนตรีลงตัวแล้วด้วย มาฟังรายละเอียดกันเลยดีกว่าครับ

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

หลังการประชุมใหญ่ร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้โพสต์ข้อความสุดฮึกเหิม บอกว่าพรรคพร้อมเริ่มทำงานทันทีที่สภาเปิดเซสชัน โดยย้ำชัดว่างานนิติบัญญัติคือ “กระดูกสันหลัง” ของการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ นะ

ที่เจ๋งสุดคือ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย เตรียมยื่นร่างกฎหมาย 4 เรื่องใหญ่โตเลย มาดูกันว่ามันคืออะไรบ้าง และจะช่วยคนไทยยังไง

4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศจากยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

  • New Growth Engine: สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม ช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แก้ปัญหาการเติบโตแบบเก่าที่ชะงักงัน
  • Modern Security: ความมั่นคงในทุกมิติของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ทหาร แต่รวมถึงไซเบอร์ ความมั่นคงอาหาร พลังงาน ครอบคลุมหมด
  • Transparent Rules: ออกแบบกติกาสังคมที่โปร่งใสและทันสมัย ลดคอร์รัปชัน ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย
  • Infrastructure for All: โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เช่น รถไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โรงพยาบาล

กฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายลอยๆ แต่เป็นแผนที่ชัดเจน จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของไทยในยุคใหม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าผ่านสภาได้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่เลย

สะพัดโควตา รมต.ลงตัว พรรคเพื่อไทยได้ 8 เก้าอี้

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ยังมีข่าวร้อนว่าในการร่วมรัฐบาลรอบนี้ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอก พรรคเพื่อไทยได้โควตารัฐมนตรีรวม 8 ตำแหน่งเลยนะครับ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 5 ตำแหน่งหลักๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงแรงงาน, และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ตัวผู้เล่นหลักชัดเจนมาก น่าจะเป็น 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บวกด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค และ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำรุ่นใหญ่ กำลังพิจารณาวางตัวลงกระทรวงไหนให้เหมาะสม

ส่วนรัฐมนตรีช่วย (รมช.) 3 ตำแหน่ง คาดเกษตรฯ 2 และศึกษาฯ 1 พรรคเน้นคัด ส.ส. พื้นที่เกรดเอ ที่รู้ปัญหาชาวบ้านจริงๆ เช่น นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม 5 สมัย อดีต รมช. ประสบการณ์เพียบ, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผลงานเด่นโคราช, นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร 4 สมัย บ้านใหญ่สุดในพื้นที่, นายศุภชัย นพขำ ส.ส.ปทุมธานี ตัวแทนปริมณฑล, และ ส.ส.จากอุดรธานีที่กวาดเก้าอี้เพียบ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคจริงจังกับการบริหารประเทศ เพื่อขับเคลื่อนสัญญาที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง กู้คะแนนนิยมกลับมาให้ปึ้ก สำหรับเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอนครับ

ในมุมมองผมเองนะครับ การชู 4 กฎหมายนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ฉลาดมาก เพราะตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ ถ้าทำได้จริง ไทยเราจะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดเลย ฝากติดตามกันต่อนะครับว่าสุดท้ายจะลงเอยยังไง คุณคิดเห็นยังไงกับแผนนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลย!

ที่มา – “ยศชนัน” นำทัพเพื่อไทยลุยงานสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ สะพัดโควตา รมต.ลงตัว

นายกฯ มอบรางวัลค่าของแผ่นดิน 2567 ทำดีด้วยหัวใจ

นายกฯ มอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” 2567 เป็นเหตุการณ์ที่น่าประทับใจมาก ๆ เลยนะครับ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2567 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล หน่วยงาน และองค์กรที่ทำความดีด้วยหัวใจ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง รวมทั้งสิ้น 18 รางวัลด้วยกัน

นายกฯ มอบรางวัลค่าของแผ่นดิน 2567

ในพิธีนี้มีผู้ใหญ่เข้าร่วมมากมาย เช่น นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติและผู้รับรางวัล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์อย่างซาบซึ้งใจ ว่า รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่ได้มอบรางวัลนี้ ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับ เพราะรางวัลนี้สะท้อนถึงความตั้งใจ มุ่งมั่น และการทุ่มเทที่นำมาซึ่งผลงานที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

นายกฯ มอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” 2567 ยกย่องผู้ทำดี

ท่านนายกฯ ยังชื่นชมผู้ส่งผลงานเข้าคัดเลือกทุกคน ไม่ว่าจะด้านการพัฒนาสังคม การส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณสุข หรือการศึกษา ทุกผลงานล้วนมีคุณค่ามหาศาล “ทุกคน ทุกหน่วยงาน และทุกโครงการที่ได้รับรางวัลวันนี้ เป็นพลังสำคัญของชาติ เป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคม” นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อ ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงาน รวมถึงส่งต่อคุณงามความดีสู่รุ่นลูกหลาน

พิธีมอบรางวัลค่าของแผ่นดิน 2567

รายละเอียดรางวัลค่าของแผ่นดิน 2567 แบ่งตามหมวดหมู่

รางวัลในปีนี้ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่:

  • ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต – เน้นโครงการที่ช่วยยกระดับชีวิตประชาชน
  • ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – สนับสนุนนวัตกรรมเพื่ออนาคต
  • ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข – ผลงานที่ดูแลสุขภาพคนไทย
  • ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา – พัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กรุ่นใหม่

ทั้ง 18 รางวัลนี้ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้ผู้สมควรได้รับจริง ๆ นายกรัฐมนตรีปิดท้ายด้วยการอธิษฐานขอพรจากพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขอให้ผู้รับรางวัลและครอบครัวสุขภาพแข็งแรง ร่วมพัฒนาชาติต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์รางวัลค่าของแผ่นดิน

เหตุการณ์ นายกฯ มอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” 2567 นี้ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการทำดีที่รัฐบาลให้การยกย่อง เป็นการจุดประกายให้คนไทยทุกคนลุกขึ้นมาทำความดีเพื่อสังคมมากขึ้น ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีแบบอย่างเช่นนี้ยิ่งสำคัญ ช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติให้เข้มแข็ง

คุณล่ะครับ สนใจอยากรู้รายชื่อผู้รับรางวัลเต็ม ๆ หรือมีไอเดียโครงการดี ๆ อยากส่งเข้าประกวดปีหน้าไหม? ลองแชร์ประสบการณ์การทำดีของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยนะครับ จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน!

ที่มา – นายกฯ มอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2567 ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล-หน่วยงาน ทำดีด้วยหัวใจ

นครบาลเปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคง

“รองจ๋อ” นำทีมตำรวจนครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการอบรม “ตำรวจครูแดร์” ทำหน้าที่ครูแม่ไก่ เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ ลดความขัดแย้งในสังคม

วันที่ 15 มกราคม 2569 พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รอง ผบช.ปส. เป็นประธานพิธีเปิดอบรมโครงการครูตำรวจ D.A.R.E. รุ่นที่ 264 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลระหว่างวันที่ 13-23 ม.ค. 69 มีผู้อบรมเข้าร่วมทั้งหมด 48 นาย โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.(น.1-3) รับผิดชอบงานยาเสพติด พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.สุริยา ชูเกียรติศิริ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 พ.ต.อ.สุทธิพร สุกก่ำ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.3 พ.ต.อ.อนุวัฒน์ โพธิ์กลัด ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.4 พ.ต.อ.เดชา พรมสุวรรณ์ รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.วิศิษฐ์ หมื่นสุวรรณ์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.8 พ.ต.อ.ทชภณ นิ่มมะโน ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.น.9 พ.ต.อ.ฤาธี ปานดำ รอง ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.ท.ณัฐจักร์ กสิกรเมธากุล สว.ฝอ.5 บก.อก.บช.น./ปฏิบัติฯ ศอ.ปส.บช.น. เข้าร่วมในพิธี ที่โรงแรมแคนทารี เฮาส์ รามคำแหง เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพสังคมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม วิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดที่เป็นภัยร้ายระดับนานาชาติ ส่งผลต่อสังคมและทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อสถาบันหลักของประเทศ อาจขยายไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ปรับทัศนคติ พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชน

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นแม่งานในการขับเคลื่อน โดยใช้กลไกของตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ (ครูแดร์) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเป็นสื่อกลางจัดให้มีการอบรมให้กับตำรวจครูแดร์ขึ้น โดยโครงการดังกล่าวจะอบรมแล้วเสร็จภายใน 10 วัน จากนั้นผู้ที่ผ่านการอบรมจะเป็นครูแม่ไก่ นำความรู้ไปต่อยอดถ่ายทอดให้ข้าราชการตำรวจด้วยกันเอง และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ตามโรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ที่ครูแดร์เข้าไปอบรมให้ความรู้อยู่แล้ว จะมีการเพิ่มเนื้อหาการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ทำให้คนในชาติมีความรัก ความสามัคคี เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ และแก้ไขปัญหายาเสพติดจนเกิดความยั่งยืนต่อไป

นครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

โครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเยาวชนและประชาชน โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม

วัตถุประสงค์ของโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

  • สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเยาวชนและประชาชน
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
  • ลดความขัดแย้งในสังคม
  • เสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน การที่ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน จะช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – นครบาล ร่วมกับ ตร.ปส. เปิดโครงการ “ตำรวจครูแดร์” เสริมสร้างความมั่นคงให้ประเทศ

“ปวีณา” อยากทำให้สังคมดี: ร่วมงานกล้าธรรม

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ลั่นไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่ ด้าน “ธรรมนัส” ยกเป็นบุคลากรทรงคุณค่า แย้ม ยังมีคนมาอีกเรื่อยๆ

นางปวีณา หงสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม ว่า พรรคกล้าธรรม ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคม และอยากที่จะให้เรามาช่วยกันพัฒนาสังคมด้วยกัน ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นมา จากที่ตนได้คร่ำหวอดปัญหานี้มา 30 กว่าปีได้เห็นปัญหาที่แท้จริง เป็นเรื่องที่ยากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง และยากที่จะนำไปสู่นโยบาย โดย ร.อ.ธรรมนัส อยากให้มาอยู่พรรคกล้าธรรม เมื่อพรรคกล้าธรรม กล้าที่จะทำงานเพื่อสังคมร่วมกับตน เมื่อเขาให้โอกาสที่จะเข้าไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อนำเรื่องทั้งหลายทั้งปวงไปสู่นโยบายถ้าได้เป็นรัฐบาล เรื่องสังคมยังมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนอยากทำงานเพื่อให้สังคมดีร่วมกับ พรรคกล้าธรรม ถ้าเราไม่แก้ไขวันนี้สังคมจะล่มสลาย

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวถึงเหตุผลในการเชิญนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เข้าร่วมทำงานกับพรรคกล้าธรรม ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อว่า เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าทางสังคม และดูแลสังคมมาโดยตลอด ทางพรรคก็เลยมีมติว่าเชิญมาเป็นที่ปรึกษาดูแลประชาชนภาคสังคม สวัสดิการในหลายๆเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกันนานหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เห็นท่านทำงานอย่างจริงๆ จังๆ เป็นคนคล้ายๆ กัน เคมีตรงกัน เมื่อถามว่า จะเชิญบุคคลสำคัญอื่นๆ มาอีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะมีมาเรื่อยๆ เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

นางปวีณา หงสกุล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเร่งด่วน โดยกล่าวว่า หากเราไม่ลงมือแก้ไขปัญหาในวันนี้ สังคมอาจจะล่มสลายในอนาคต การเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ จึงเป็นความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มี มาช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ทำไม “ปวีณา” ถึงอยากทำให้สังคมดีร่วมกับพรรคกล้าธรรม

เหตุผลสำคัญที่นางปวีณาตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คือความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของพรรค ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง พรรคกล้าธรรมเล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของนางปวีณาในการทำงานด้านสังคมมาอย่างยาวนาน จึงได้เชิญเข้าร่วมงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคมของพรรค

การร่วมมือกันในครั้งนี้ นางปวีณามองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำปัญหาต่างๆ ที่ได้พบเจอมาตลอด 30 กว่าปี ไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย หากพรรคกล้าธรรมได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ นางปวีณามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงนางปวีณาว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างยิ่ง การได้นางปวีณาเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

การตัดสินใจของนางปวีณา หงสกุล ในการเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนางปวีณา ผนวกกับความตั้งใจจริงของพรรคกล้าธรรม เชื่อมั่นได้ว่าสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การร่วมงานกันครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันพัฒนาประเทศ

ที่มา – “ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

ธรรมนัส สั่งลุย! ปราบสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์

“ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) และการค้ามนุษย์ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่รัฐบาลประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ในรายงาน TIP Report ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงาน TIP Report ปี 2025 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรมเหล่านี้อย่างยั่งยืน ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นจากภัยเหล่านี้
  • การบูรณาการความร่วมมือ: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนากลไกการช่วยเหลือเหยื่อ: จัดให้มีกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้เหยื่อได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ ไม่ใช่แค่การประกาศ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

Scroll to top