การฟอกเงิน

รัฐบาลลุยปราบนอมินี เด็ดขาดทุกคดี

รัฐบาลลุยปราบนอมินี อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบธุรกิจไทย ล่าสุดโฆษกรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยว่ามาตรการปราบปรามนี้ได้ผลชัดเจน พบนิติบุคคลเสี่ยงกว่า 6,500 ราย และบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60% ในไตรมาสแรกปี 2569

รัฐบาลลุยปราบนอมินี อย่างไรบ้าง

รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกระดับการป้องกันธุรกิจนอมินี โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ฐานข้อมูล เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การฟอกเงิน การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ผลการตรวจสอบล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นเกิน 50% และลักลอบทำธุรกิจในบัญชีต้องห้ามถึง 6,551 ราย ซึ่งผิดกฎหมาย โทษหนักจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้รู้เห็นด้วยอาจถูกดำเนินคดีเช่นกัน

ผลสำเร็จจากการที่รัฐบาลลุยปราบนอมินี

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 บริษัทนอมินีกลุ่มเสี่ยงลดลงอย่างมาก 60% เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์คนไทย ไม่ให้ทุนต่างชาติใช้ชื่อไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน ทำธุรกิจสงวนไว้สำหรับคนไทย หรือเชื่อมโยงธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ ทุนเทา

  • เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบเชิงรุก
  • ยกระดับกฎหมายให้รัดกุมยิ่งขึ้น
  • ใช้ AI และเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง
  • ขยายผลไปยังธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภท

นายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจน “ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี” เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจและความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเบาะแสธุรกิจนอมินี สายด่วน 1570 ตลอด 24 ชม. หากพบนิติบุคคลน่าสงสัย เช่น ชื่อไทยแต่ผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือกิจการผิดปกติ สามารถช่วยเหลือได้ทันที

การที่รัฐบาลลุยปราบนอมินี นี้ไม่เพียงปราบปราม แต่ยังสร้างระบบธุรกิจยั่งยืน โปร่งใส สนับสนุนผู้ประกอบการไทยแท้จริง ลดช่องโหว่ให้ทุนต่างชาติแทรกซึม ในอนาคตคาดว่าจะเห็นการลงทุนที่ถูกต้องกฎหมายมากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การฟอกเงินผ่านบริษัทนอมินี ซึ่งเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง หากทุกภาคส่วนร่วมมือ จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายธุรกิจที่น่าเชื่อถือ

สุดท้าย อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส เพราะทุกข้อมูลช่วยปราบปรามได้จริง สนับสนุนให้รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่อไป เพื่ออนาคตที่สดใสของคนไทย

ที่มา – รัฐบาลลุยปราบ “นอมินี” ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ชัด “ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี”

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ การขยายความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยปราบปรามอาชญากร แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงต่อรัฐสภาให้ การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ผลงานเด่นคือการยึดและอายัดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ นายยิม เลียก และพวก รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมขยายผลไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน

ทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกหนึ่งความสำเร็จใหญ่คือการบุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ถูกหลอกลวงมาทำ Romance Scam และหลอกลงทุน นายกรัฐมนตรีย้ำชัด “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ไทยเป็นทางผ่านเด็ดขาด” คำสั่งนี้ทำให้เกิดการประสานงานทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น

การหารือระดับสูงไทย-สหรัฐฯ

ล่าสุด เมื่อ 21-25 เมษายน 2569 หน่วยงานไทยนำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนิละบุตร รอง ผบ.ตร. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พมจ. และกระทรวงแรงงาน เดินทางไปหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อยกระดับความร่วมมือปราบคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันเสียหายกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) จากสแกมเหล่านี้

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะช่วยให้การสืบสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไทยตั้งเป้าพุ่งสู่ Tier 1 ในการประเมิน Trafficking in Persons (TIP) Report จาก Tier 2 ที่ติดต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อเสริมเศรษฐกิจ การลงทุน และท่องเที่ยว

นวัตกรรมปราบปราม: ระบบ SHIELD และ Warroom IAC

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดระบบ “SHIELD” เดือนมิถุนายน 2569 เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกว่า 10 ประเทศ เพื่อป้องกันคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ นอกจากนี้ Warroom IAC ได้รับคำชมจากสหรัฐฯ ที่บูรณาการข้อมูลกับธนาคารและผู้ให้บริการมือถือ อายัดบัญชีรวดเร็ว คืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ร่วม FBI จับกุมและยึดทรัพย์จำนวนมาก

  • ยึดทรัพย์สแกมเมอร์กว่า 20,000 ล้านบาท
  • ช่วยเหลือเหยื่อกว่า 10,000 คน
  • ลดความเสียหายชาวอเมริกันพันล้านดอลลาร์
  • ยกระดับระบบสืบสวนสู่มาตรฐานสากล

ผลงานเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและความมั่นคง ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผม การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต หากประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส จะยิ่งเร่งด่วนได้ คุณเคยเจอสแกมคอลเซ็นเตอร์ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนภัยกันนะครับ

ที่มา – ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ยอมให้อาชญากรเหล่านี้ลอยนวลอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลคนไหน หากทำผิดกฎหมายก็ต้องรับโทษเด็ดขาด

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่านโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน โดยเร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หน่วยงานหลักที่ลงมือทำ ได้แก่ กรมการปกครอง ดีเอสไอ ตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. และกองทัพ ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบบบูรณาการ

หลักการสำคัญที่นายกฯ ใช้คือ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่สนใจชื่อเสียง เงินทอง หรืออิทธิพล ถ้าพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จับกุมดำเนินคดีทันที นายกฯ ยังติดตามผลงานด้วยตัวเอง ร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการจับกุมหลายครั้ง จนเจ้าหน้าที่มั่นใจว่า “ทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้” ทำให้ทุกคนกล้าลุยเต็มที่

ผลงานเด่นในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

กระทรวงมหาดไทยจำหน่ายรายการเครือข่ายสแกมเมอร์ เช่น เครือข่ายนายก๊ก อาน และนายลียง พัด โดยตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน จับกุมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งที่ประสบความสำเร็จ:

  • ตัดหมอกเวียงแหง (พ.ย. 68) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย
  • สลายหมอกเชียงดาว (ม.ค. 69) จับ 6 ราย
  • ตัดบัตรกรุงเก่า (มี.ค. 69) จ.อยุธยา ย้ายทะเบียนเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย
  • ย้อนเกล็ดมังกร (29 เม.ย. 69) ทลายขบวนการจีนจ้างสมรสเท็จ จับ 6 ราย ดำเนินคดีอาญา 34 ราย วินัย 19 ราย

ด้านบ่อนพนัน ปฏิบัติการ ROSE GARDEN จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียน 60 ล้านบาท/เดือน สิงห์ปราบปรปักษ์ ในกทม. จับ 106 ราย รวมชุดปฏิบัติการทั่วประเทศ จับ 5,510 คดี ตรวจตรา 339,184 ครั้ง

เตือนผู้ประกอบการอย่าสนับสนุนทุนเทา

นายกฯ เตือนเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร หากปล่อยให้เปิดบ่อนหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตจะถูกเพิกถอน ดำเนินคดีเด็ดขาด รวมถึงคนช่วยเหลือทุนเทาก็ไม่รอด นายกฯ ยืนยันสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ โดยกำกับดูแลตำรวจ ป.ป.ง. ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรมเอง

สำหรับการถอนสัญชาติ ดำเนินการไปมากแล้ว รวมยึดทรัพย์ ธุรกรรมนอมินีเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย ฝ่ายปกครองและตำรวจไล่ล่าไม่หยุด

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปราม นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาชนอย่างเราคงมั่นใจได้มากขึ้น หากพบเห็นกิจกรรมน่าสงสัย อย่าลังเล รายงานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อบ้านเมืองปลอดภัยยิ่งขึ้น แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – “นายกฯ” ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

“โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง

สภาผู้แทนราษฎรเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันกลางที่ประชุม จี้รัฐบาลล้างบางมาเฟียน้ำมันที่โยงใยไปถึงนักการเมืองระดับสูงและธุรกิจผิดกฎหมายชายแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

โรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยตือ” หรือนาย XYZ (ชื่อจริงตามข่าว) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตรที่ จ.อ่างทอง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา เช่น คาสิโนและแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ทำให้ดูเหมือนเป็นเครือข่ายมาเฟียครบวงจรที่ไม่ใช่แค่เก็งกำไรน้ำมันเท่านั้น

โรมทิ้งบอมบ์ ความสัมพันธ์โยงบิ๊กการเมือง

จุดเดือดสุดคือการเปิดโปงความสัมพันธ์ทางการเมือง นายรังสิมันต์ระบุว่า “เสี่ยตือ” เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กว่า 100 ล้านบาท และยังบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยถึง 1 ล้านบาท คำถามที่ดังก้องสภา คือ รัฐบาลกล้าแตะต้องคนใกล้ชิดคณะรัฐมนตรีหรือไม่? นี่คือการท้าทายอำนาจโดยตรงที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

  • กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร จ.อ่างทอง
  • เชื่อมโยงธุรกิจคาสิโนชายแดน
  • เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา
  • ลูกหนี้บิ๊กการเมือง 100 ล้านบาท
  • บริจาคพรรคการเมือง 1 ล้านบาท

“เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้อย่างหนักแน่น ยืนยันว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันของเครือข่ายเสี่ยตือ พบความผิดทั้งการกักตุน ปลอมปนน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และสั่งขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่งทั่วประเทศ ย้อนหลังไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากพบการเก็งกำไรจะดำเนินคดีอาญาและเรียกคืนทุกหยด

“ผมไม่สนและไม่รู้จักเสี่ยตือ ต่อให้รู้จักก็ไม่สนใจ ใครผิดต้องถูกจับ ไม่ว่าจะพรรคตัวเองหรือพรรคอื่น ผมจับหมดแน่นอน” คำพูดเด็ดของนายเอกนัฏนี้ สร้างความฮือฮาและได้รับการชื่นชมจากหลายฝ่าย แต่หลายคนยังตั้งคำถามว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่า 9,000 ล้านบาท ระหว่างบริษัทใหญ่กับเครือข่ายเสี่ยตือ ว่าอาจเป็นการไซฟ่อนเงินหรือฟอกเงิน จึงเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าอายัดทรัพย์สินก่อนหลบหนี ซึ่งนายเอกนัฏรับปากว่าจะติดตามคดีใกล้ชิดและดำเนินการทุกฐานความผิด

ผลกระทบจากการกักตุนน้ำมันและความคาดหวังจากรัฐบาล

ปัญหาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างมาเฟียน้ำมันที่ฝังรากลึกในไทยมานาน ทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดไม่สมดุล ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลสามารถล้างบางได้จริง จะเป็นสัญญาณดีในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ในมุมกว้าง ปัญหาน้ำมันไม่ใช่แค่เก็งกำไร แต่โยงไปถึงการคอร์รัปชันและธุรกิจผิดกฎหมาย การตรวจสอบ 92 คลังทั่วประเทศหากทำจริง จะเป็นก้าวสำคัญในการปราบปราม แต่ต้องโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนตัวมองว่า การที่นายเอกนัฏประกาศจับหมดไม่สนพรรคใคร เป็นท่าทีที่ถูกต้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง หากสำเร็จจะเป็นชัยชนะของประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ารัฐบาลจะล้างมาเฟียได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนการตรวจสอบ权力

ที่มา – “โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง “เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท กับพวกในคดีฟอกเงินที่พัวพันกับเว็บหนังเถื่อนและพนันออนไลน์ นับเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความเสียหายมหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน: พื้นหลังของคดี

คดีนี้เริ่มจากศาลอาญาอนุมัติหมายจับนายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมพวก รวม 11 ราย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินจากกิจกรรมเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และพนันออนไลน์ ศาลเห็นว่าความผิดมีโทษจำคุกเกิน 3 ปี และผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี จึงออกหมายจับทันที

DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 8 จุดทั่วกรุงเทพฯ ลำปาง ตาก พิษณุโลก สมุทรปราการ และชลบุรี เมื่อ 26 ม.ค. 2569 จับกุมได้ 4 รายจาก 7 รายที่หมายจับ ส่วนนายแทนไทและอีก 6 รายยังหลบหนีอยู่

ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ในคดีนี้

  • กระเป๋าแบรนด์ดังอย่าง Goyard และ Louis Vuitton
  • หุ่นยนต์ Ironman
  • ตุ๊กตาอาร์ททอยราคาแพง
  • บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ฟอกเงิน

ล่าสุดเมื่อ 9 เม.ย. 2569 DSI สรุปสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ส่งให้อัยการแล้ว รวม 39 แฟ้ม 12,816 แผ่น ข้อหาหลักคือร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันกระทำผิด

เครือข่ายนี้ทำเว็บดูหนังออนไลน์ รายการทีวี ถ่ายทอดฟุตบอลต่างประเทศฟรี แต่แฝงลิงก์ VIP ชำระเงินเข้าถึงเนื้อหาพิเศษรวมสื่อลามก และโฆษณาพนันออนไลน์ผ่านแบนเนอร์หรือ redirect URL เงินหมุนเวียนกว่า 10,000 ล้านบาท ใช้บัญชีม้ารับโอน แปลงเป็นสินทรัพย์ปกปิดแหล่งกำเนิด

ความเสียหายหลักมาจากละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ รายการต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปใช้ค้าขาย สร้างรายได้มหาศาลแต่ทำลายอุตสาหกรรมบันเทิง

การขยายผลและแผนติดตามผู้ต้องหา

DSI กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สืบเส้นทางการเงิน พบการแบ่งหน้าที่ชัดเจนแบบเครือข่ายอาชญากรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กำชับเร่งจับผู้หลบหนี โดยเฉพาะนายแทนไทที่อาจหนีต่างประเทศ ร่วมมือหน่วยงานใน-นอก เพื่อบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

คดีนี้สะท้อนปัญหาเว็บเถื่อนที่แพร่หลายในไทย ไม่เพียงละเมิดลิขสิทธิ์แต่ยังล่อลวงเข้าพนันออนไลน์ สร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคม ผู้ประกอบการถูกแย่งรายได้ ขณะประชาชนเสี่ยงติดพนัน

จากข้อมูลนี้ เห็นชัดว่า DSI ทำงานจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ หากคุณเจอเว็บต้องสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ได้เลย

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเทคโนโลยีเพิ่มเติมกับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ “แทนไท” กับพวก คดีฟอกเงิน พัวพันเว็บหนังเถื่อน-พนันออนไลน์

“อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไร้เส้น

นายกรัฐมนตรี อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างเด็ดขาด โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีเส้นสายใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ผู้กระทำผิดจะจ้างทนายความชื่อดังมาก็ไม่สามารถชนะคดีได้หากทำผิดกฎหมาย การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อถึงปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้บริษัทนอมินีคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ สุดซอย ไม่มีทนายดังช่วยได้

นายกฯ อนุทิน ย้ำว่ารัฐบาลได้เพิ่มกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินอย่างเข้มงวด หากตรวจพบธุรกรรมผิดปกติ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสันนิษฐานและตรวจสอบทันที โดยยกตัวอย่างเคสประมูลเรือยอร์ชของนางสาวแตงไทย ซึ่งหน้าที่การงานไม่สอดคล้องกับพฤติกรรม ทำให้ขยายผลสืบสวนได้ แม้จะมีเครือข่ายต่างประเทศ แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐบาลสามารถสืบเส้นทางเงินได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

“สุดซอยเต็มที่ ไม่มีเส้นสาย” นายกฯ กล่าวอย่างหนักแน่น โดยชี้ว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ปปง. และตำรวจ ปราบปรามอย่างเต็มที่ ทุกคนเต็มใจดำเนินการ ผู้ที่หวังใช้คอนเนคชั่นจะทำไม่ได้ รัฐบาลนี้บริหารตามรัฐธรรมนูญ แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว

ปัญหาบริษัทนอมินีและบริษัทผี

สำหรับบริษัทนอมินีหรือบริษัทผีที่สแกมเมอร์ใช้ นายอนุทิน ชี้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่แถลงชัด คนจริงไม่ใช่ผี มีชื่อเสียงเรื่องนาม สมัยก่อนอาชญากรเข้าออกไทยสบาย แต่ตอนนี้เข้มงวด ส่งตัวกลับจีนไปแล้วหลายราย ด้วยมาตรฐานใหม่ ไม่ให้วิ่งหนีไปมาได้อีก

คืบหน้าเคสนายเบน สมิธ และคืนทรัพย์สินผู้เสียหาย

พล.ต.อ. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย บช.ตรสอบสวนกลาง ระบุว่ายังมีคดีฉ้อโกงค้างคา หากหลักฐานครบ จะออกหมายเรียก จับ และหมายแดง

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาฯ ปปง. เผยว่าจะออกประกาศให้ผู้เสียหายยื่นขอคืนทรัพย์ เปิดศูนย์ที่ ปปง. สน.ทุกจังหวัด ช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์ ภายใน 90 วันหลังประกาศราชกิจจา

  • เตรียมเอกสาร: สลิปโอนเงิน รายการบัญชี หลักฐานแจ้งความ
  • ปปง. และตำรวจตั้งคณะทำงานตรวจสอบ
  • เสนอคณะกรรมการธุรกรรม ส่งอัยการ ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์

เรือยอร์ชแอตลาสของนายเบน สมิธ ถูกอายัด ดูแลโดย ศรชล. เตรียมขายทอดตลาดออนไลน์

นายกฯ ทิ้งท้ายว่า รัฐนำเงินคืนประชาชน ทนายเก่งแค่ไหน ถ้าผิดชัด ไม่ชนะแน่

การที่ อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แบบนี้ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ ลดช่องโหว่กฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณเป็นผู้เสียหาย รีบเตรียมเอกสารยื่นขอคืนทรัพย์ได้เลย และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับรู้

ที่มา – “อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไม่มีเส้นสาย จ้างทนายดังก็ไม่ชนะ

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเลย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ที่สำนักงาน ปปง. เรื่อง นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย นี่แหละครับ ยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาท! มีรถหรู ทรัพย์สินมีค่ากองพะเนิน รัฐบาลชูวาระแห่งชาติปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์แบบเข้มข้นสุดๆ

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน: รายละเอียดสำคัญ

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายกฯ เดินทางมาร่วมแถลงด้วยตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ดีเลยทีเดียว นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่านายกฯ ประกาศให้การปราบสแกมเป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายที่แถลงต่อสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

นโยบายเด่นคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หมายถึงไม่สนชื่อจริง แต่ดูพฤติกรรมผิดกฎหมาย แล้วจัดการเด็ดขาด รัฐบาลสั่งการ 3 ด้านหลักเลยครับ:

  • คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย: เร่งคืนเงินหรือชดใช้จากทรัพย์ยึดได้ตามสัดส่วน ไม่ต้องนำส่งเป็นทรัพย์แผ่นดิน
  • ขยายผลเส้นทางเงิน: บูรณาการกับตำรวจและ ก.ล.ต. ขุดรากถอนโคนทรัพย์ผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีฟอกเงิน: กล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเด็ดขาด ไม่ยั้งมือ

หลังแถลง นายกฯ ยังคุยกับกลุ่มผู้เสียหายด้วยตัวเอง รับฟังข้อเสนอ กำชับให้กระบวนการกฎหมายเร็วขึ้น เพื่อคืนความเป็นธรรม ตรวจของกลางด้วยนะครับ ถามรายละเอียดจากเลขาธิการ ปปง. ย้ำว่ารัฐบาลจริงจังปราบแก๊งสแกมข้ามชาติต่อเนื่อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ผลกระทบต่อประชาชน

สแกมเมอร์ข้ามชาติเนี่ย มันโกงเงินคนไทยไปเป็นแสนล้านต่อปี ลวงลงทุน หลอกรักออนไลน์ แฮกบัญชีธนาคาร สร้างความเดือดร้อนมหาศาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนไม่ชำนาญเทคโนโลยี การที่ นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย จึงเป็นสัญญาณดีมาก รัฐบาลไม่ปล่อยไว้เฉยๆ เริ่มคืนเงินจริงจัง แทนที่จะเก็บทรัพย์ไว้ใช้เอง

ในอนาคต คาดว่าจะมีมาตรการเข้มงวดขึ้น เช่น ใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมแปลกๆ ในระบบธนาคาร ร่วมมือ Interpol จับตัวผู้ร้ายใหญ่ นอกจากนี้ ประชาชนควรระวังตัวด้วยนะครับ อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก ตรวจสอบลิงก์ก่อนคลิก ใช้แอปธนาคารที่ปลอดภัย

ข่าวนี้ทำให้เรามั่นใจในรัฐบาลมากขึ้นใช่มั้ยล่ะ? ถ้าคุณเคยโดนสแกม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ระวังภัยด้วยกัน สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมนายกฯ และทีมงานที่ทำงานหนักครับ หวังว่าจะคืนเงินให้ผู้เสียหายได้เร็วๆ นี้!

ที่มา – นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

ปปง.มีมติอายัดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” เพิ่ม 12 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. มีความเคลื่อนไหวสำคัญล่าสุด โดยปปง.มีมติอายัดทรัพย์สิน “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มเติม 12 รายการ มูลค่า 12 ล้านบาท จากคดีเว็บพนันออนไลน์ www.gimi88.com ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างเข้มข้น วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลเด่นๆ จากการแถลงของนายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ให้ฟังกันแบบละเอียด

ปปง.มีมติอายัดทรัพย์สิน “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มเติม 12 รายการ มูลค่า 12 ล้านบาท

คดีนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนายชนนพัฒฐ์และพวกที่จัดให้เล่นพนันออนไลน์ผ่านเว็บ gimi88.com และเว็บเกี่ยวข้อง ก่อนหน้านี้ ปปง. เคยมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่า 158 ล้านบาท (คำสั่ง ย.286/2568) และตอนนี้เพิ่มเติมอีก 12 รายการ เช่น หุ้นบริษัทและเงินฝากธนาคาร มูลค่า 12 ล้านบาท (คำสั่ง ย.81/2569) คดีนี้อยู่ระหว่างศาลแพ่งพิจารณา (ฟ 16/2569) แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการติดตามทรัพย์ที่ได้จากผิดกฎหมาย

รายละเอียดเพิ่มเติมคดีพนันออนไลน์ gimi88.com

เว็บไซต์เหล่านี้ล่อลวงประชาชนเล่นพนัน ปปง. ใช้กฎหมายธุรกรรมยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรอาชญากรรม ทำให้กลุ่มนี้สูญเสียแหล่งทุนสำคัญ

การยึดอายัดทรัพย์สินคดีอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 303 ล้านบาท

นอกจากคดีชนนพัฒฐ์ ปปง. ยังมีมติยึดอายัดทรัพย์ 34 รายคดี รวม 808 รายการ มูลค่า 303 ล้านบาท จากความผิดยาเสพติด ฉ้อโกง พนันออนไลน์ เช่น

  • คดีเอื้ออังกูรกับพวก ชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ หลอกลวงมูลค่าหลายพันล้าน โอนเป็น USDT แล้วลักลอบออกนอกประเทศ เพิ่มยึด 211 รายการ 145 ล้านบาท (ย.78/2569)
  • เครือข่ายไลน์ “หลังบ้านศิวิไล” นายกวินท์กับพวก เพิ่มยึด 11 รายการ 7 ล้านบาท (ย.83/2569)
  • นายกฤษฎาฯ กับพวก ที่ดิน 14 แปลง 27 ล้านบาท (ย.84/2569)
  • นายกฤตภพฯ กับพวก หุ้น ประกันชีวิต 169 รายการ 43 ล้านบาท (ย.54/2569)
  • เว็บ auto888vip.com นายทวีศักดิ์ฯ กับพวก รถหรู ที่ดิน 49 รายการ 28 ล้านบาท (ย.70/2569)

ขอศาลสั่งทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มูลค่ารวม 310 ล้านบาท

ปปง. ส่งเรื่องอัยการ 17 รายคดี 953 รายการ 310 ล้านบาท หลังผู้เกี่ยวข้องเพิกถอนไม่ได้ เช่น

  • อดีตพระอลงกต (พระราชวิสุทธิประชานาถ) คดีเบียดบังทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ ฟอกเงิน ยื่นให้ทรัพย์ 20 รายการ 60 ล้านบาทตกเป็นของรัฐ (ย.6/2569)
  • นายฉัตรชัยฯ พนันออนไลน์ 378 รายการ 78 ล้านบาท (ย.1/2569)
  • นายไมตรีฯ ยาเสพติด ฟอกเงินผ่านนิติบุคคล 26 รายการ 19 ล้านบาท (ย.303-304/2568)
  • นางสุพิชฌาย์ฯ เชื่อมหมอดูตี่ลี่ 362 รายการ 131 ล้านบาท (ย.7/2569)

คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย คืนทรัพย์ 422 ล้านบาท

11 รายคดี 266 รายการ ส่งอัยการคืนผู้เสียหายจากฉ้อโกง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พิมภาดา (77 ล้าน), MR.ZHENG (38 ล้าน), เดอะ นิว คอนเซปท์ (213 ล้าน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องภายใน 90 วัน ตรวจสอบที่ www.amlo.go.th

การดำเนินงานของ ปปง. แสดงถึงความมุ่งมั่นปราบปรามฟอกเงิน พนันออนไลน์ ฉ้อโกง ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อเศรษฐกิจ หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและแจ้งเบาะแสเพื่อช่วยสังคม ห้ามพลาดติดตามข่าวอัปเดตจาก ปปง. เพื่อความปลอดภัยทางการเงินของคุณ

ที่มา – ปปง.มีมติอายัดทรัพย์สิน “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มเติม 12 รายการ มูลค่า 12 ล้านบาท

ครม.เห็นชอบไทยรับรอง Global Fraud Summit

ในยุคที่การฉ้อโกงออนไลน์กำลังระบาดหนักทั่วโลก รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุด ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit เพื่อยกระดับการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดนนี้ โดยจะเข้าร่วมประชุมที่เวียนนา ออสเตรีย วันที่ 16-17 มี.ค. 2569 นี้เลย

ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรอง Global Fraud Summit

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 10 มี.ค. 2569 ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 2 ฉบับจาก ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit นอกจากนี้ ไทยยังจะประกาศคำมั่นสัญญาเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงแบบชัดเจนด้วย

เอกสารผลลัพธ์ที่ไทยจะรับรอง

  • ร่างเอกสารส่งเสริมการดำเนินการเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Call to Action on Combatting Fraud) ที่เรียกร้องให้ทุกประเทศลงมือทำจริงจัง
  • ร่างกรอบความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Global Public-Private Partnership Framework against Fraud) เพื่อให้รัฐและเอกชนจับมือกันสู้

เอกสารทั้งสองนี้ครอบคลุมการเฝ้าระวัง แบ่งปันข้อมูล บังคับใช้กฎหมาย ป้องกันประชาชน และร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งตอบโจทย์อาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างการหลอกลวงออนไลน์

คำมั่น 3 ประเด็นสำคัญของไทย

  • ใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เข้มข้น
  • บูรณาการข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและพิสูจน์การฉ้อโกง
  • กระชับความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐ-เอกชน เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม Global Fraud Summit ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับสูงที่ผลักดันความร่วมมือโลกในการต่อกรกับ “อาชญากรรมฉ้อโกง” โดยเฉพาะออนไลน์ที่กระทบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นประชาชน และความมั่นคงโลก ไทยเคยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNODC ในการประชุมคล้ายกันที่กรุงเทพฯ เดือนธ.ค. 2568 มาแล้ว ทำให้เรามีประสบการณ์และบทบาทนำ

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ

การเข้าร่วมไม่เพียงแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของไทย แต่ยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ยกระดับเทคโนโลยีปราบปราม และปกป้องประชาชนจากสแกมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ phishing ที่กำลังรุกล้ำเข้ามาในไทยมากขึ้น รัฐบาลย้ำชัดว่าปัญหานี้กระทบประชาชนวงกว้าง ต้องจัดการให้ได้

ปัจจุบัน การฉ้อโกงข้ามชาติทำให้นักลงทุนและประชาชนไทยเสียหายปีละหลายหมื่นล้านบาท การมีกรอบความร่วมมือระดับโลกจะช่วยให้ไทยแลกเปลี่ยนข้อมูลทันเหตุการณ์ ปิดช่องโหว่ และกู้คืนทรัพย์สินได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่จริงจังกับความมั่นคงไซเบอร์

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันภัยนี้ โดย ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือ ลดความเสี่ยงให้ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ประสบการณ์ถูกหลอกหรือไอเดียป้องกันตัวเองในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัยจากฉ้อโกงนะครับ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit

Scroll to top