การรักษาพยาบาล

“อนุทิน” ลุยหาเสียงมุสลิมบางกะปิช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์”

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกท่านครับ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันกับกิจกรรม “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม ซึ่งเป็นการลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรวมใจคนไทยทุกศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ มุสลิม หรืออื่นๆ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มัสยิดยามิอุ้ลมุตตากีน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

อนุทิน ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย โอ๋ ฐิติภัสร์

“อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

นายอนุทิน ควงทีมใหญ่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ลงพื้นที่พบปะพี่น้องมุสลิมอย่างอบอุ่น ทักทายด้วยคำว่า “ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่าน” ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมมุสลิม พรรคภูมิใจไทยเน้นย้ำว่าพวกเขาดูแลคนไทยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา โดยเฉพาะ น.ส.ซาบีดา ที่เป็นตัวแทนมุสลิมช่วยเชื่อมสัมพันธ์ทุกกลุ่ม

อนุทินยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มี discrimination ระหว่างศาสนา จะทำงานให้คนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน พร้อมรับปากช่วยเหลือเรื่องการแสวงบุญฮัจญ์ให้สะดวกและถูกกว่าเดิม รวมถึงดูแลพี่น้องใน จ.สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ดีที่สุด ที่สำคัญ ขอคะแนนให้ “โอ๋ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์” ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 14 ที่ขยันและเชี่ยวชาญ จะเป็นตัวแทนที่เข้มแข็ง

อนุทิน พบปะพี่น้องมุสลิมบางกะปิ

สัญญาเด็ด! ปมชายแดน-30 บาทรักษาทุกโรค-คนละครึ่ง

ระหว่างพูดคุย พี่น้องประชาชนฝากปัญหาเรื่องชายแดนใต้ 30 บาทรักษาทุกโรค ราคาพลังงาน และด่านชายแดน อนุทินรับคำเต็มที่ บอกว่าจะไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบ ไม่เปิดด่านแบบเอาเปรียบ ดูแลทหารชายแดนให้มั่นคง ยืนยัน 30 บาทรักษาทุกโรคที่ตัวเองริเริ่มสมัยเป็น รมว.สาธารณสุข จะยกระดับให้ครอบคลุมกว่าเดิม ลดค่าครองชีพ ลดราคาน้ำมันไฟฟ้า ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในชุมชน ส่วนคนละครึ่งก็สานต่อแน่นอน

น.ส.ซาบีดาเสริมว่า กระแสพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ดีมากในพื้นที่ พี่ๆ เรียก “โอ๋” กันทั้งซอย ขอให้คนกรุงเลือกพรรคที่พูดแล้วทำ มีประสบการณ์ ซื่อสัตย์ ดูแลทุกวัย ทุกอาชีพ สร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงิน 8 ก.พ. นี้

ซาบีดา ช่วยหาเสียง โอ๋ ฐิติภัสร์ บางกะปิ

ลุยต่อ! ตลาดเอซี สายไหม ช่วย “เอกภพ” สัญญาคนละครึ่งไม่หาย

หลังจากนั้น อนุทินลุยต่อที่ตลาดเอซี สายไหม ช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 พ่อค้าแม่ค้าต้อนรับอบอุ่น บางร้านมีป้ายคนละครึ่ง อนุทินบอกทันที “ไม่ต้องเก็บป้ายนะ เดี๋ยวมาอีก” ยืนยันสานต่อโครงการ แวะโซนอาหารสด ถามราคาสินค้า ประชาชนให้กำลังใจ จะโหวตเบอร์ 37 แน่ มีจังหวะเกือบเจอขบวนพรรคอื่นแต่ไม่ทัน

น.ส.ฐิติภัสร์เองก็เกิดเติบโตในพื้นที่บางกะปิ-วังทองหลาง มั่นใจนโยบายพรรค เช่น ผู้บริหารมือโปร คนรุ่นใหม่ และซาบีดาที่จะดูแลมุสลิมในฝ่ายบริหาร

  • ดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม ไม่แบ่งแยก
  • ช่วยแสวงบุญฮัจญ์ถูกและสะดวก
  • ปกป้องชายแดน ไม่เสียเปรียบ
  • สานต่อ 30 บาทรักษาทุกโรค ยกระดับ
  • ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมพลังงานทดแทน
  • คนละครึ่งต่อเนื่อง

กิจกรรม “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม แสดงให้เห็นพรรคภูมิใจไทยเข้าใจประชาชนจริงๆ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในยุคที่การเมืองต้องรวมไทยทุกคน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือผู้นำที่ genuine มาก การลงพื้นที่แบบนี้สร้างความเชื่อมั่นได้ดี หวังว่าจะนำไปสู่การทำงานที่เท่าเทียมจริง หากคุณอยู่ในกทม.เขต 14 หรือ 11 ลองพิจารณาเบอร์ 37 ดูนะครับ ไปโหวตกันเยอะๆ เพื่อไทยที่ก้าวหน้า! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไงกับนโยบายเหล่านี้

ที่มา – “อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

“ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล พบประชาชนลำบากมาก จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล ทำคนอยุธยาจมน้ำข้ามปี แนะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

วันที่ 21 ต.ค. 2568 “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่ตำบลไทรน้อย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประสบภัยน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร นานนับเดือน หลายครอบครัวต้องมาอาศัยนอนอยู่บนถนน ส่วนที่ยังอยู่ในบ้าน เพราะมีผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถย้ายออกมาได้ ต้องใช้เรือท้องแบน และเจ็ตสกี นำสิ่งของจำเป็นไปส่งให้ทางหน้าต่างบ้าน

จากนั้น ได้ลงพื้นที่บ้านหมู่ 1 ตำบลกบเจา อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำที่หลากมาจากทางเหนือลงไปเก็บในทุ่งนาตามนโยบายของรัฐบาล ที่ทำมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โดยไม่เคยทบทวนหรือหาวิธีอื่นมาแก้ปัญหาแทน ทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำกว้างสุดสายตา และยังทำให้เกิดน้ำท่วมขังในชุมชน โดยเฉพาะซอยที่ตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยม ที่น้ำท่วมขังทั้งซอยนานนับเดือนจนน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ชาวบ้านไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้ การสัญจรไปมาลำบาก ลูกหลานไม่สามารถไปโรงเรียนได้ กระทั่งหมอและพยาบาลยังต้องย้ายไปทำงานที่อื่นเพื่อให้สามารถรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้ ซึ่งนายเกรียงศักดิ์ ปีกขาว นายอำเภอบางบาล ที่นำเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ให้ข้อมูลว่า น้ำท่วมขังเพราะต้องใช้เป็นพื้นที่รับน้ำบางบาลหลากจากทางเหนือ เพื่อไม่ให้น้ำไหลไปท่วมกรุงเทพฯ

ทนน้ำท่วมนานกว่า 5 เดือน

ดร.เอ้ กล่าวว่า คนอยุธยาต้องทนอยู่กับน้ำท่วม เฉพาะปีนี้ น้ำท่วมแล้ว 3 ครั้ง รวมเวลากว่า 5 เดือน หรือเกือบครึ่งปีที่คนอยุธยาไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ทั้งนี้ เพราะนโยบายที่ใช้ทุ่งบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ซึ่งอาจจะเหมาะกับในอดีตที่ยังเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่ปัจจุบันพื้นที่รับน้ำส่วนใหญ่คือพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน

จี้รัฐนำเทคโนโลยีจัดการน้ำ

“รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการใช้พื้นที่อำเภอบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำบางบาล ที่ทำให้คนอยุธยาต้องจมอยู่กับน้ำท่วมมานานนับสิบปี เป็นการเสียสละที่มากเกินพอแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการทำจนสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ แทนที่จะให้คนอยุธยาเสียสละอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเวลา” ดร.เอ้ กล่าว

ดร.เอ้ กล่าวอีกว่า ทางพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้หมดสิ้นไปได้ ไม่ต้องให้ใครมาเสียสละจมน้ำแทนคนอื่นอีกต่อไปแล้ว

ดร.เอ้ จี้ทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล

ปัญหาพื้นที่รับน้ำบางบาลที่ต้องได้รับการแก้ไข

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจากการใช้พื้นที่บางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ คือ การที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นเวลานาน หลายครั้งกินเวลานานกว่า 5 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก พื้นที่การเกษตรเสียหาย บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก และส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

นอกจากนี้ การที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวัดยมถูกน้ำท่วมขัง ทำให้การบริการทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำบางบาลจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับคืนมา

ดร.เอ้ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

การที่พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับประชาชนในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – “ดร.เอ้” ลงพื้นที่บางบาล จี้รัฐต้องทบทวนนโยบายพื้นที่รับน้ำ นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้

Scroll to top