การลงทุนในไทย

นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาล โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่าทางรัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนของการประเมินสถานะทางการเงิน หรือที่เรียกกันติดปากว่าการ “เช็กเงินในกระเป๋า” ก่อนที่จะมีการตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อไป

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า นโยบายใดก็ตามที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทย รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาทุกมิติด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศชาติ

มุมมองรัฐบาลต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2

หลายคนอาจสงสัยว่าการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 นั้นมีความซับซ้อนเพียงใด นายกฯ อนุทินได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวเรื่องการปรับเงื่อนไขการร่วมจ่ายจาก 60:40 เป็น 50:50 ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการลงลึกถึงรายละเอียดขนาดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิจารณาสมดุลทางการเงินของรัฐบาลควบคู่ไปกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับกลับมา

ในประเด็นเรื่องภาระหนี้สาธารณะ นายกรัฐมนตรีได้อธิบายเพิ่มเติมในมุมมองที่น่าสนใจว่า:

  • การกู้เงินภายใต้เงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% หากนำมาลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ย ถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า
  • การกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราในทุกระดับชั้น
  • การบริหารจัดการหนี้สาธารณะเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเน้นไปที่ความสามารถในการชำระคืนตามกำหนดเวลา

รัฐบาลมั่นใจว่าสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันยังคงมีความแข็งแรงเพียงพอ และการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยส่งเสริมดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุน และการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกเหนือจากโครงการดังกล่าว รัฐบาลยังเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ เช่น การลดภาระค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างความเสี่ยงด้านพลังงาน และการจัดระเบียบ Data Center ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานคนไทยในอนาคต

สรุปแล้ว การที่นายกฯ ออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความโปร่งใสและรอบคอบในการบริหารประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

“ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่โลกแห่งเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเดินหน้า ล่าสุด “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมในบ้านเราให้ก้าวสู่อนาคตอย่างเต็มตัว

“ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ได้ออกมาการันตีถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในการลงพื้นที่โรดโชว์เมืองเฉิงตุและฉงชิ่ง เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักลงทุนจากฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับสูงของจีน เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยเพื่อให้เรากลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียน

เป้าหมายระดับโลกจากใจนักธุรกิจไทย

ทำไมต้องเป็นฉงชิ่งและเสฉวน? คำตอบคือสองพื้นที่นี้คือหัวใจของอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ การที่ “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมการบิน อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้เข้ามาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทยจากการผลิตทั่วไปไปสู่สินค้ามูลค่าสูง

ข้อได้เปรียบที่ไทยควรเร่งคว้าโอกาส:

  • ศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ไทยมีความพร้อมในด้านการเชื่อมต่อและการขนส่งที่เหนือกว่าคู่แข่ง
  • นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน: การลดหย่อนภาษีและการอำนวยความสะดวกเรื่องกฎหมายคือหัวใจสำคัญ
  • ความเชื่อมั่นระดับผู้นำ: ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายกฯ อนุทิน และนักลงทุนระดับสูงของจีน ช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างมาก

หากมองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสให้เวียดนามไปพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนแชมป์ ฐานการผลิตแห่งอนาคต การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นความหวังใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ ในการสร้างงานและสร้างรายได้จากการเป็นฐานผลิตสินค้าไฮเทคระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

ในมุมของผู้ประกอบการ เราเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถทำให้นักลงทุนจีนเชื่อใจในระบบกฎหมายและธรรมาภิบาลไทยได้สำเร็จ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยกระจุกตัวอยู่แต่ในจีน จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยแน่นอน และนี่คือโอกาสทองที่ประเทศไทยห้ามพลาดเด็ดขาด

ที่มา – “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

บีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจกันมาบ้าง เมื่อทีมงานชุดใหญ่ภายใต้การนำของรัฐบาลได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อดึงการลงทุนเข้าประเทศ ซึ่งล่าสุดทางบีโอไอได้ออกมาตอกย้ำข่าวดีว่าการเดินสายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเราสามารถบีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทยเพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นฮับแห่งอุตสาหกรรมในอนาคต

บีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทย

การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลมุ่งเน้นการดึงบริษัทระดับโลกอย่าง Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink เข้ามาตั้งฐานการผลิตและศูนย์วิจัย ซึ่งการที่บีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทย ยิ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่นสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยี AI

ไฮไลท์สำคัญของการดึงทุนจีนในครั้งนี้

สำหรับการดึงฐานการผลิตเข้ามาครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • Xiaomi: รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ ‘Thailand FastPass’ เพื่อให้ Xiaomi พิจารณาตั้งฐานการผลิต EV และศูนย์วิจัยในไทย
  • ChangAn: เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา และมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • InnoLight และ Eoptolink: ขยายการลงทุนในอุปกรณ์ Optical Transceiver เพื่อรองรับความต้องการของ Data Center ระดับโลกในยุค AI

การที่บีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างโรงงานเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการดึงกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงอย่างการทำ R&D และการจ้างงานคนไทยในตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะระดับสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมรายได้ของประเทศในระยะยาว

ผมมองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญของไทยที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างเต็มตัว หากเราสามารถรักษาความต่อเนื่องของมาตรการและรองรับแรงงานฝีมือให้เพียงพอ อนาคตไทยจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็มองข้ามไม่ได้เลยครับ

ที่มา – บีโอไอกางผลเจรจาจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ปักหมุดไทย ดันสู่ฮับ EV-AI ภูมิภาค

ดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย

ดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย

ในยุคที่อุตสาหกรรมบันเทิงโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับศักยภาพผ่านนโยบายการ**ดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย** เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญในการผลิตคอนเทนต์คุณภาพระดับสากล สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล

กลยุทธ์การดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย อย่างยั่งยืน

นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีได้กางแผนงานชัดเจน โดยเน้นการทบทวนมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุนจะย้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ กองถ่ายต้องมีการจ้างงานบุคลากรและทีมงานชาวไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะแรงงานไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้ก้าวทันเวทีโลก

ปรับทัพสู่มาตรฐานสากล: การดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย

นอกจากมาตรการเงินคืนแล้ว รัฐบาลยังเตรียมอัปเกรดระบบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างครบวงจร:

  • One-Stop Service: ลดขั้นตอนเอกสารราชการที่ยุ่งยาก เพื่อให้กองถ่ายต่างประเทศเริ่มต้นงานได้ทันที
  • ยกระดับกฎหมายลิขสิทธิ์: ปกป้องผลงานจากภัยคุกคามของ AI และ Deepfake สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
  • สนับสนุน Soft Power: นำทุนทางวัฒนธรรมไทย อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Merchandise/Game)

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมไทยเห็นได้จากมูลค่าการลงเงินมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ผ่านมา จากกลุ่ม MPA ซึ่งสะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นทรงพลังเพียงใด การปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเงินเข้ามา แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวให้กับศิลปินและผู้ประกอบการไทยได้มีเวทีอวดโฉมสู่สายตาชาวโลก

ในมุมมองของผู้เขียน การขยับตัวของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนที่สุด หากเราสามารถปรับตัวให้เท่าทันโลกทั้งในเชิงกฎหมายและเทคโนโลยี ประเทศไทยจะมีโอกาสกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในแผนที่กองถ่ายระดับโลกอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ผลิตคอนเทนต์ไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานผลงานให้เทียบเท่าระดับสากลและทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ดึงกองถ่ายระดับโลกเข้าไทย “ศุภจี” รับบัญชานายกฯ ดันวัฒนธรรมไทย

ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางธนาคารโลกได้มีการรายงานข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า แม้โลกจะมีภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่ประเทศไทยของเรายังคงรักษามาตรฐานและมูลค่ารายได้ประชาชาติให้อยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคได้อย่างเหนียวแน่น

เหตุผลที่ ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

หลายคนอาจสงสัยว่าค่า GNI ที่เพิ่มขึ้นนี้มีความหมายอย่างไร? GNI หรือ รายได้มวลรวมประชาชาติ เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงรายได้ของคนในชาติและธุรกิจทั้งหมด ทั้งที่ทำในประเทศและต่างประเทศ การที่ GNI ของไทยพุ่งขึ้นเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 นั้น สะท้อนถึงศักยภาพที่หลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว รวมถึงอุตสาหกรรมหลักที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรอาหาร โลจิสติกส์ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่เชื่อมโยงเราเข้ากับเศรษฐกิจอาเซียนอย่างแยกไม่ออก

เจาะลึกกลยุทธ์รัฐบาล เพื่อให้ ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่อง

รัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขนี้ครับ แต่ยังเร่งมือผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งที่มีอยู่ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ โดยเน้นไปที่:

  • การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์
  • พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมต่อโลกยุคดิจิทัล
  • บริการด้าน Wellness และเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ด้วยการจัดตั้งอนุกรรมการ 4 ด้านหลัก รัฐบาลมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาคอขวดทางเศรษฐกิจ และทำให้การเติบโตทางตัวเลขเหล่านี้ ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองของผม การที่ตัวเลข GNI ของไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียนนั้นถือว่าน่าภูมิใจมากครับ แต่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการต่อยอดจากฐานที่แข็งแกร่งนี้ไปสู่ความยั่งยืน และเชื่อว่าหากการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนมีความลื่นไหลมากขึ้น โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะก้าวกระโดดไปไกลกว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มาร่วมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายจากรัฐบาลกันต่อไปครับ

ที่มา – ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ประกาศเตรียมส่งทีมขุนพล 30 คน เข้าอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดเผ็ดร้อนแน่นอน

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

การปะทะฝีปากเรื่องงบประมาณครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสและการจัดสรรงบประมาณที่ฝ่ายค้านมองว่า “ฝีแตก” หรือแผลเรื้อรังที่รัฐบาลพยายามปกปิด “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ด้วยการท้าทายให้ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานหากพบการทุจริตจริง ไม่ใช่แค่การออกมาสาดโคลนใส่รัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือตีกินไปวันๆ ซึ่งนายธนกรย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกฎหมาย แทนที่จะพูดลอยๆ ให้ประชาชนสับสน

มุมมองจากฟากฝั่งรัฐบาลต่อการอภิปรายงบประมาณ

ทางรัฐบาลเองมองว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยหากทำด้วยหลักการและเหตุผล แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่ฝ่ายค้านใช้ในการโจมตีรัฐบาล นายธนกรย้ำว่าบทบาทของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คือการเป็น “หมอ” ที่เข้ามาผ่าตัดรักษาแผลทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ไม่ใช่การปิดบังแผลตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง

  • รัฐบาลยืนยันว่าการใช้งบประมาณเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ
  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ
  • ความเชื่อมั่นจากสถาบัน S&P ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ความพยายามของ “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิในสภาฯ ครั้งหน้าจะต้องเป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาหักล้างกัน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กลยุทธ์ด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วประชาชนคือผู้ตัดสินว่าใครกันแน่ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การพูดเพียงครึ่งเดียวเพื่อหวังคะแนนนิยม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองนั้นๆ เองเสียมากกว่า

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่ทั้งสองฝ่ายออกมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตรวจสอบการทำงานรัฐบาล หากทุกอย่างดำเนินไปบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ประเทศชาติย่อมได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากยังคงเป็นเพียงการสาดโคลนใส่กัน เราก็คงต้องรอติดตามดูว่าสุดท้ายแล้ว 30 ขุนพลของฝั่งค้านจะมีข้อมูลเด็ดอะไรมาเปิดโปง หรือจะเป็นเพียงแค่การแสดงละครการเมืองที่ซ้ำซากจำเจเท่านั้น

ที่มา – “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ท้าเปิดหลักฐาน อย่าสาดโคลน

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีทางเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้ว กับการที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยความสำเร็จล่าสุด หลังจากเดินทางไปเยือนกรุงปารีส จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มนักธุรกิจระดับโลกจากฝรั่งเศสตบเท้าเข้าพบเพื่อหารือถึงการเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างจริงจัง

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึกกันว่าทำไมข่าวนี้ถึงน่าตื่นเต้น และทำไมการที่ อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ถึงเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรา การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการนำเงินมาลง แต่เป็นการดึงเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน พลังงานสะอาด หรือแม้แต่เทคโนโลยีควอนตัม

โอกาสทองของไทยกับการดึงดูดการลงทุนจากยุโรป

จากการเข้าพบของ 16 บริษัทชั้นนำ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าต่างชาติมองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังผลักดัน อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเยือนปารีสสู่การลงมือทำจริง โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • Airbus: สนใจพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF)
  • EDF: เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน
  • Dassault Systèmes: นำเทคโนโลยี Digital Twin มาบริหารจัดการผังเมืองให้เป็น Smart City
  • Pasqal: ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมควอนตัมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนี SET Index ที่พุ่งทะลุ 1,600 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือเครื่องยืนยันว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมามองไทยด้วยสายตาใหม่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในฐานะประชาชนคนไทย ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การที่รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือการที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อนุทิน” ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสตบเท้าพบหลังเยือนปารีส แย่งปักหมุดลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีและความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นในแวดวงเศรษฐกิจมาฝากกันครับ เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าภารกิจสำคัญ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเชิญชวนกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันศักยภาพของประเทศไทยให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคง

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินอย่าง Airbus เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอีกหลายแห่งที่พร้อมจะเข้ามาเสริมทัพเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย ทั้งในด้าน AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), รวมถึงระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่

ก้าวสำคัญสู่การเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบันไทยเราได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นฮับระดับภูมิภาค โดยการที่ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นั้น ถือเป็นหมากสำคัญในการดึงดูดทุนและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ ตัวอย่างที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • Airbus Group SE: ขยายฐานการผลิตในไทย เน้นพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและวิศวกรรมขั้นสูง
  • EssilorLuxottica: เตรียมลุยผลิต “แว่นตาอัจฉริยะ” (AI Glasses) ที่รวมเอาเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกัน
  • Imerys S.A.: ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ EV เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • IN Groupe & Thales Group: ยกระดับระบบ Digital ID และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cybersecurity ของภาครัฐ

การจับมือกับพันธมิตรจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับ Ecosystem ทางธุรกิจของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่การเข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรวิศวกรไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะขยับตัวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แม้เส้นทางข้างหน้าจะมีความท้าทาย แต่การได้รับการยอมรับและร่วมลงทุนจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความเชื่อมั่น หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าไทยจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอาเซียนได้อย่างภาคภูมิใจครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการดึงเทคโนโลยี AI และ EV เข้ามาขับเคลื่อนประเทศในครั้งนี้?

ที่มา – “อนุทิน” ชวน “แอร์บัส” พร้อมภาคเอกชนชั้นนำฝรั่งเศสลงทุนเพิ่ม หนุนไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

โฆษกรัฐบาลสรุปการต่างประเทศ หนุน FTA EU แก้ PM2.5

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากแวดวงการเมืองและการต่างประเทศไทยมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะ ในหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสอย่าง โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมด้านการต่างประเทศ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าเชิงรุกสุดๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของเราทุกคน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมด้านการต่างประเทศ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปภาพรวมการดำเนินงานด้านการต่างประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 (หมายเหตุ: เดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) โดยเน้นการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อดึงดูดการลงทุน การค้า สร้างงาน และแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างหมอกควัน PM2.5 ข้ามแดน ซึ่งเป็น痛点ของคนไทยในฤดูแล้งทุกปี

ผลงานเด่นจากกระทรวงการต่างประเทศ: การประชุมอาเซียน-EU

เมื่อ 27-28 เมษายน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-EU ครั้งที่ 25 ที่บรูไน ที่นี่มีการหารือเรื่องใหญ่ๆ เช่น

  • เร่งรัดเจรจา FTA อาเซียน-EU เพื่อเปิดตลาดการค้าขนาดยักษ์ สร้างโอกาสส่งออกสินค้าไทยไปยุโรป
  • ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันราคาแพง
  • รับมืออาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงใหม่ๆ

นอกจากนี้ ยังมีการหารือทวิภาคีกับ EU, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนาม, เช็ก, ลัตเวีย, โปแลนด์, ไซปรัส เพื่อขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ดิจิทัล และพลังงาน โดยเฉพาะผลักดัน FTA ไทย-EU ซึ่งถ้าสำเร็จจะช่วย GDP ไทยพุ่งกระฉูดเลยครับ

กระทรวงทส. ลุยแก้ PM2.5 ข้ามแดนกับลาว

ต่อมา 29-30 เมษายน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เยือนลาว เข้าพบนายกฯ สปป.ลาว เพื่อประชุมจัดการมลพิษหมอกควันข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (Clear Sky Strategy)” ซึ่งรวม

  • ลดจุดความร้อนและป้องกันไฟป่าแบบระบบ
  • พัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แหล่งกำเนิดฝุ่น
  • แลกเปลี่ยนความรู้ เพิ่มศักยภาพร่วมกัน

นี่คือก้าวสำคัญในการแก้ปัญหา PM2.5 ที่ลอยข้ามจากเพื่อนบ้านมาทำให้คนไทยหายใจไม่สะดวก สุขภาพแย่ เศรษฐกิจเสียหายปีละแสนล้าน รัฐบาลให้ความสำคัญจริงจัง เชิงรุกกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? ในยุคที่โลกเชื่อมโยง การค้าเสรีอย่าง FTA อาเซียน-EU จะช่วยให้ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น สินค้าเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ออกสู่ตลาดใหญ่ ขณะที่ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่กระทบการท่องเที่ยว เกษตรกรรมด้วย การร่วมมือข้ามพรมแดนจึง win-win สำหรับทุกฝ่าย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้า FTA สำเร็จ เราจะมีงานดีๆ เพิ่ม การลงทุนไหลเข้า สินค้าไทยดังใน EU ส่วนอากาศสะอาดขึ้นจากยุทธศาสตร์ฟ้าใส เด็กๆ หายใจโล่ง เศรษฐกิจไม่สะดุด นี่แหละนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่สร้างผลจริงให้ประชาชน

มุมมองอนาคต: รัฐบาลมุ่งยั่งยืน

โฆษกรัฐบาลย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายนี้ต่อเนื่อง สร้างโอกาสเศรษฐกิจ บูรณาการรับมือความท้าทาย ยกระดับขีดความสามารถไทยให้ยั่งยืน ทุกมิติ ไม่ว่าจะ FTA อาเซียน-EU หรือแก้ PM2.5 ข้ามแดน

ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมเห็นว่านี่เป็นสัญญาณบวก รัฐบาลไม่นั่งรอ แต่ลงมือทำจริง สิ่งสำคัญคือประชาชนอย่างเราต้องติดตาม สนับสนุน และมีส่วนร่วม เช่น ลดเผาในหมู่บ้าน ใช้นวัตกรรมเกษตรสะอาด

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับ โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมด้านการต่างประเทศ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีกันเถอะ! ติดตามอัปเดตข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมด้านการต่างประเทศ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

Scroll to top