การลงมติ

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

“บวรศักดิ์” เตือน “วันนอร์” ควรตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำ ยืนยันแม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางสภาฯ เป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 2540 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

ญัตติมีผลหลังตรวจสอบถูกต้อง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวรรคสองกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

ย้ำเขียน รธน. มาตรานี้กับมือ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงคนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า

บรรจุญัตติแล้ว ยุบสภาไม่ได้

“เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

แนะอ่านรธน.ให้ครบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

จวกเลือกบังคับเฉพาะส่วน

นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

ให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ

ถามรู้ได้อย่างไรญัตติสมบูรณ์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

ใช้เวลา 7 วันตรวจสอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

แนะให้ยึดสิ่งที่ทำมาตลอด

“ฉะนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

ทำไมต้องตรวจสอบญัตติก่อนถึงยุบสภาได้?

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเน้นย้ำว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติซักฟอก รัฐบาลก็ยังสามารถยุบสภาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน เรื่องนี้สร้างความสนใจและก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคม

การที่นายบวรศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนหันมาพิจารณาข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น การตีความรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม การตรวจสอบญัตติก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้

ประเด็นที่นายบวรศักดิ์กล่าวถึงคือ ความสมดุลระหว่างอำนาจในการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารประเทศของรัฐบาล การตรวจสอบญัตติซักฟอกอย่างรอบคอบเป็นเหมือนการรักษาสมดุลนี้ไว้ เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การออกมาให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการตีความที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจในข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ดังนั้น บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยืนยัน แม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องตรวจสอบญัตติก่อน

“พริษฐ์” มั่นใจ! แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสิ้นปี

“พริษฐ์” ยืนยันพรรคประชาชน สู้เต็มที่แม้หลายข้อเสนอแพ้การลงมติในชั้น กมธ. มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี เชื่อ “สูตร 20 หยิบ 1” ป้องกันผูกขาดได้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้อีกต่อไป ทำให้ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองหลักที่ถูกพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีร่างไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เเจง กมธ. ปชน. สู้เต็มที่

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ลงมติ 3 ข้อเสนอหลักในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่พยายามมุ่งสู่เป้าหมายให้มี

  1. สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติ ให้ตัดสภาที่ปรึกษาออก โดยมีแค่กรรมาธิการ 8 คนจากพรรคประชาชนที่ลงมติให้คงสภาที่ปรึกษาไว้ ส่วนอีก 23 คนเห็นควรให้ตัดออก และ 3 คนงดออกเสียง
  2. เปิดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้นให้เหลือ 70 คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติให้ตัดกลไกดังกล่าวออก
  3. การให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก : สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 นั้นคือการกำหนดว่าในเมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และผู้ร่างมี 35 คน จึงควรให้สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ฉันทามติสูตร 20 หยิบ 1

โฆษกพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างได้ทั้ง 35 คน หรือ 100% แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสำหรับข้อเสนอนี้ น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย แทบเรียกว่าเป็นฉันทามติ ให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แทนใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ผิดหวังและยินดี

ในมุมมองของพรรคประชาชน ผลการลงมติของคณะกรรมาธิการจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าผิดหวังและน่ายินดีผสมกันไป เพราะแม้พรรคไม่สามารถโน้มน้าวให้กรรมาธิการจากพรรคอื่นๆ และ สว. เห็นด้วยกับเราใน 2 จาก 3 ข้อเสนอ แต่สามารถผลักดัน 1 จาก 3 ข้อเสนอ (สูตร 20 หยิบ 1) ได้สำเร็จ จึงรับประกันได้ว่าการคัดเลือกผู้ร่างโดยรัฐสภาจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้บ้างในการกำหนดผู้ร่างผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. เพราะหากประชาชนเลือก สส. จากพรรคใดเยอะ พรรคดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิในการคัดเลือกผู้ร่างที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกันได้เยอะขึ้น

ฉะกังวลแต่ไม่เสนอทางออก

อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางท่านมีความกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 อาจไม่ใช่ยาวิเศษเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ รวมถึงกรรมาธิการดังกล่าว ไม่ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้เสนอวิธีการอื่นที่จะป้องกันการผูกขาด มิหนำซ้ำร่างที่พรรคต้นสังกัดของกรรมาธิการดังกล่าวเสนอ ก็กำหนดว่าในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. ให้รัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดกว่าสูตร 20 หยิบ 1

ย้ำ กมธ.ไม่ได้ลงมติที่มา สสร.

นอกจากนี้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจจากบางภาคส่วนว่าการไม่เติม สสร. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นการทำให้ผู้ร่างยึดโยงกับประชาชนน้อยลง นั้น โฆษกพรรคประชาชนยืนยันว่า สสร. ที่กรรมาธิการเพื่อไทยเสนอให้เติมเข้ามา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในการลงมติว่าจะเติม สสร. หรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร เพียงแต่เป็นการลงมติว่ากลไกผู้ร่างจะมี 1 ระดับ (กรรมาธิการร่าง) หรือ 2 ระดับ (สสร. และ กรรมาธิการยกร่าง)

พร้อมผลักดันให้เสร็จก่อนสิ้นธ.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในการจูงมือทุกภาคส่วนในกรรมาธิการเพื่อเดินหน้าพิจารณามาตราที่เหลืออยู่ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยอย่างน้อยที่สุดควรจะพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในต้นเดือนธันวาคม และให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม

“พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

สถานการณ์การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ก็ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

ทำไม “พริษฐ์” ถึงมั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี?

ความมั่นใจของนายพริษฐ์ฯ มาจากความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าบางข้อเสนอจะไม่ได้รับการเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ได้รับการสนับสนุน เช่น สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาด

การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ หรืออุปสรรคทางกฎหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

กมธ.แก้ รธน. ตัด สสร. ใช้ กมธ.ยกร่างฯ แทน

ในการประชุมกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น” พร้อมเร่งถกที่มา ให้รัฐสภาคัดเลือก ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ. พิจารณาวาระการลงมติเนื้อหามาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยให้คงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีมติตัดสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญออก เปลี่ยนเป็น คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง

กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น”

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จะถูกแทนที่ด้วย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. กล่าวว่า หลังจากที่ผ่านการพิจารณามาตรา 256/1 แล้ว จะพิจารณาที่มาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ตามขั้นตอนที่พรรคประชาชนเสนอ คือให้ใช้การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา 20 คน เพื่อเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน เบื้องต้นคาดว่าที่ประชุมจะสนับสนุน แต่ต้องหารืออีกครั้งเพื่อให้เป็นข้อสรุปชัดเจน

ความสำคัญของการมี กมธ.รับฟังความเห็น

แม้ว่าจะไม่มี สสร. แล้ว การมีคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับประกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการชุดนี้ จะมีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อนำมาประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นนี้ ควรกระทำอย่างโปร่งใสและครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ขั้นตอนต่อไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หลังจากที่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับที่มาของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศของเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การพิจารณาและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดย กมธ.
  • การลงมติในรัฐสภา
  • การทำประชามติ (ถ้าจำเป็น)

การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น” อาจทำให้หลายคนกังวลใจ แต่หาก กมธ.ยกร่างฯ และ กมธ.รับฟังความเห็น ทำงานอย่างเต็มที่และเปิดกว้าง ก็ยังมีความหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นได้

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – มติที่ประชุมกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น”

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาฯ วาระ 3 แล้ว

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน รอส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ

วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในวาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยหลังจากที่พิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้นครบทั้ง 104 มาตราแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ด้วยคะแนน 309 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 5 ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

ถือเป็นการเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ใช้เวลาพิจารณายาวนาน 1 เดือนกว่า หลังจากที่เริ่มพิจารณาวาระ 2 ครั้งแรกในวันที่ 24 ก.ย. 2568 เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวมี 104 มาตรา แต่มีการแทรกมาตราย่อยๆเพิ่มขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากเกือบ 300 มาตรา ทำให้ต้องใช้เวลาลงมติและพิจารณายาวนาน

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความสำคัญอย่างไร?

การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทย ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและครอบคลุม จะช่วยให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ไปจนถึงการให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีสาระสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการอากาศสะอาดแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการจัดการอากาศสะอาด
  • กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดมากขึ้น
  • กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ยานยนต์ และการเผาในที่โล่ง
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่ทันสมัยและครอบคลุม
  • ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศและวิธีการป้องกัน

การผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวาระ 3 นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอีกยาวไกล กว่าที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการติดตามและผลักดันให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน

การที่ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนที่ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่เรายังต้องจับตาดูกันต่อไปว่า วุฒิสภาจะพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนี้อย่างไร และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่ออากาศที่สะอาดและชีวิตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน

Scroll to top