การละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับประเด็น กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ

เหตุการณ์เศร้าสลดครั้งนี้เกิดขึ้นที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามและไปป์บอมบ์เข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานและประชาชน ส่งผลให้มีผู้สูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย รวมถึงเด็กเล็ก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นานาประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างจับตามอง และมีความเห็นตรงกันว่า กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ คือท่าทีที่ชัดเจนและถูกต้องในการพิทักษ์สิทธิพลเมือง

รายละเอียดและผลกระทบของเหตุการณ์

ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริสุทธิ์ต้องมาตกเป็นเหยื่อ โดย กสม. ได้เน้นย้ำถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิต ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยและกติกาสากลระหว่างประเทศ (ICCPR) ต่างให้การคุ้มครองไว้ ความสูญเสียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นรอยร้าวของความสงบสุข แต่ยังเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล

  • การใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกสถานการณ์
  • การพรากชีวิตเด็กและผู้บริสุทธิ์เป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
  • การเรียกร้องความเป็นธรรมต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถติดตามผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้โดยเร็วที่สุด การที่คนในสังคมหันมาให้ความสนใจและร่วมกดดันให้เกิดความยุติธรรม จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยยุติวงจรของความรุนแรงในพื้นที่ได้ในอนาคต ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสม และรัฐสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนในชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กสม. ออกแถลงการณ์ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เรียกร้องเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

กสม. แนะทบทวนโครงการมหาดไทยสีขาว ป้องกันละเมิดสิทธิ

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงสิทธิมนุษยชน ที่ กสม. แนะทบทวนโครงการมหาดไทยสีขาว หลังจากเกิดกรณีละเมิดสิทธิจากการบังคับตรวจปัสสาวะเหมารวมในหน่วยงานรัฐ ถือเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องรู้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยนะครับ โครงการนี้มีเจตนาดีเพื่อปราบยาเสพติดในข้าราชการ แต่การทำแบบเหมารวมโดยไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล อาจกลายเป็นดาบสองคมได้

กสม. แนะทบทวนโครงการมหาดไทยสีขาว

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 แนะนำให้กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ทบทวนการดำเนินโครงการ “มหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น” ให้รัดกุมยิ่งขึ้น สาเหตุมาจากเรื่องร้องเรียนของพนักงาน อบต.สีชมพู จ.ขอนแก่น ที่ถูกบังคับตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแบบทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คงไม่อยากเจอแบบนี้ใช่ไหมล่ะ?

ย้อนดูข้อเท็จจริง: เมื่อ 17 มีนาคม 2568 นายอำเภอสีชมพูสั่งให้บุคลากรทุกคนตรวจปัสสาวะ ถ้าไม่ตรวจจะกระทบการจ้างงานในอนาคต พนักงานคนนี้เลยจำยอมตรวจ ผลออกมาเป็นบวก แล้วยังถูกกดดันให้ลาออกอีก กสม. ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายตามรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายยาเสพติดมาตรา 115(3) อนุญาตตรวจได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าเสพยาเท่านั้น ไม่ใช่เหมารวมทุกคน!

ทำไมการตรวจปัสสาวะเหมารวมถึงละเมิดสิทธิ?

กสม. ชี้ชัดว่าการไม่ขอความยินยอมก่อนตรวจ และใช้แรงกดดัน เช่น แจ้งหัวหน้าหรือกระทบงาน ถือเป็นการบังคับ ไม่ใช่สมัครใจตามแนวทางโครงการ แถมผลตรวจเป็นข้อมูลสุขภาพที่ sensitive ถ้าพบสารเสพติด อาจโดนทางวินัยหรือคดี แต่ต้องให้โอกาสบำบัดก่อน ในเคสนี้ พนักงานยื่นลาออกก่อนตรวจ 2 วัน เลยยังพิสูจน์ไม่ได้ว่านายก อบต. บังคับจริงๆ

ข้อเสนอแนะจากกสม. ที่ควรรู้

เพื่อป้องกันปัญหา กสม. มีข้อเสนอแนะสำคัญๆ ดังนี้:

  • กำหนดรูปแบบความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ชัดเจน ไม่กำกวม ผู้ตรวจสามารถถอนยินยอมได้
  • ห้ามใช้มาตรการกดดัน เช่น ขู่ว่าจะแจ้งหัวหน้า หรือกระทบงาน
  • ทบทวนโครงการให้สอดคล้องกฎหมายและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ไม่เหมารวม
  • แจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ให้เคารพหลักความยินยอมโดยอิสระ

นอกจากนี้ โครงการมหาดไทยสีขาวยังมีเป้าหมายดีในการสอดส่องยาเสพติดในเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรักษาวินัยและจริยธรรม แต่ต้อง balance กับสิทธิส่วนบุคคล ถ้าทำดีๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากเลยครับ

มุมมองทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในร่างกาย เจ้าหน้าที่รัฐกระทบสิทธิไม่ได้เว้นกฎหมายอนุญาต พรบ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ก็กำหนดชัดว่าต้องมีเหตุจำเป็น+เหตุเชื่อได้ว่าเสพ การเหมารวมเลยไม่ผ่านเกณฑ์ นี่คือตัวอย่างจริงที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายคุ้มครองเราอย่างไร

จากประสบการณ์หลายเคสคล้ายๆ กันในหน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาล การตรวจยาเสพติดควรเป็น voluntary และ confidential เพื่อไม่ให้เกิด stigma หรือ discrimination ถ้าทำตามคำแนะนำกสม. โครงการจะยั่งยืนกว่าแน่นอน

สรุปแล้ว กสม. แนะทบทวนโครงการมหาดไทยสีขาว เป็นสัญญาณเตือนที่ดี ว่าประโยชน์สาธารณะต้องไม่เหยียบย่ำสิทธิส่วนตัว คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ถ้าเป็นคุณจะยินยอมตรวจแบบเหมารวมไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เจ้าหน้าที่รัฐได้อ่านกันนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น!

ความเห็นส่วนตัว: สิทธิมนุษยชนคือพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย การตรวจยาเสพติดควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น random testing ในกลุ่มเสี่ยง หรือ AI วิเคราะห์พฤติกรรม จะ fair กว่ามาก หวังว่ามหาดไทยจะรับคำแนะนำนี้ไปปรับใช้จริงๆ นะครับ

ที่มา – กสม. แนะมหาดไทยทบทวนโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม บังคับตรวจปัสสาวะเหมารวม ถือละเมิดสิทธิ

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนหาย กระทบสัมพันธ์แน่!


ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาสั่นคลอน! เมื่อทางการจีนออกมาเตือนกัมพูชาอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่บั่นทอนความเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

รัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวและกำลังดำเนินการกวาดล้างอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 คนที่ทำงานอยู่ในวงจรนี้

ในระยะแรก แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังภาษาอื่นๆ เพื่อโกงเงินจากเหยื่อทั่วโลก ซึ่งมีความเสียหายรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เหยื่อที่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ บางรายอาจเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ แต่หลายรายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่

จีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและจับกุมตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้จับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาให้กับทางการจีน

ผลกระทบและความเสียหาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

การที่จีนออกมาเตือนกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของจีนต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ และความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมืองของตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน และป้องกันไม่ให้ประเทศของตนเองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมไซเบอร์

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องพลเมืองจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา เราหวังว่าจะเห็นความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งจีนและประชาคมโลก

ที่มา – จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

ไทยย้ำ! ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง พร้อมประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน และยืนยันการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองตามหลักสากล

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา นำโดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสรุปสถานการณ์ภาพรวม เหตุการณ์ปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกประกาศระงับการเดินทางของคนไทยและชาวต่างชาติที่ยังติดค้างอยู่ในกัมพูชาไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศทางบก โดยมีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เสนอแนะรัฐบาลกัมพูชาให้ออกประกาศดังกล่าว ซึ่งนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะประเทศไทย ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายและตามหลักสากล โดยให้ความร่วมมือและดำเนินการทุกอย่างให้แก่ชาวต่างชาติในไทย ซึ่งรวมไปถึงชาวกัมพูชาด้วย แม้การเดินทางทางบกจะติดขัด แต่ในส่วนของสถานกงสุลใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศทางอากาศ จะมีการออกเอกสารฉุกเฉินในการเดินทาง ส่วนเที่ยวบินขณะนี้มีวันละ 1,000 ที่นั่ง จากเสียมราฐ และหากเที่ยวบินเต็มก็สามารถพักรอได้ 1-2 วัน

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหยุดยิงแต่ยังคงระดมยิงอาวุธหนักใส่ไทยอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง และยังพบโดรนของฝ่ายกัมพูชา จำนวนมากบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด อย่างต่อเนื่อง

เวลา 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

เวลา 05.15 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด

กองทัพเรือ จึงประกาศ เคอร์ฟิว ในพื้นที่ 5 อำเภอ จ.ตราด ( อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอก อ.เขาสมิง และอ.เมืองตราด) ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยเริ่มวันนี้ (14 ธ.ค. 68) ซึ่งนาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือ เข้าใจถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน จากการประกาศเคอร์ฟิว แต่ที่ผ่านมามีการรบกวนฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องประกาศ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องออกจากเคหสถานนอกเวลาสามารถขออนุญาตและชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ โดยยืนยันจะรับฟังเหตุผลและอำนวยความสะดวก แต่ขอเอาความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมขอให้เชื่อมั่นในสิ่งที่กองทัพดำเนิน ก็เพื่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

โดยพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงภาพรวมการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สำคัญบริเวณปราสาทคนา ที่พบคูหาทหารกัมพูชาที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยไทย และเป็นโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากล ที่มีการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร เราจึงได้พยายามยึดพื้นที่คืนสำเร็จ ซึ่งกองทัพบกดำรงความมุ่งหมายปฏิบัติการ 2 ประการ คือ 1.เราจะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกลุกลามกลับคืนมาให้ได้ และ2. เราจะทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาให้หมดสิ้นสภาพ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหารหลายสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ เพราะชัดเจนว่า กัมพูชาเข้าโจมตี และเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชน

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง, BM-21 1 ระบบ, รถถัง 10 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ, ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก, แอนตี้โดรน 5 ชุด, โดรน 68 ลำ, เสาสื่อสาร 3 จุด และคาดว่า ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กัมพูชา โจมตีมาด้วยการยิง BM-21 เข้าพื้นที่ชุมชน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 68) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย โดย 1 ราย ได้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 5 ราย อยู่ระหว่างการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยพ้นขีดอันตรายแล้ว และยืนยันกรณีที่มีประชาชน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นแขนขาด ว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งจากการตรวจสอบมีอาการกระดูกหักเท่านั้น แต่ในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการเลือกเป้าหมายประชาชน จึงประณามในการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ยกระดับความขัดแย้งเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเพื่อป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำมา

ส่วนที่ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติการทหารไม่ยอมรับ การเจรจาหยุดยิง โฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชน จากภัยคุกคามที่มีอยู่ เราจึงจำเป็นต้องลิดรอนขีดความสามารถของภัยคุกคาม แต่เมื่อสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมา การปฏิบัติการทางทหาร ก็จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน โดยประเทศไทย เปิดกว้างในการเจรจาทางการทูตตลอดเวลา เพียงแต่การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะเจรจาได้ เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่พร้อมที่จะเจรจา โดยในเรื่องความเป็นภัยคุกคามยังคงมีอยู่ พร้อมย้ำ เราต้องให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน ที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องที่ไทยส่งไปยังประชาคมโลก โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ เข้าใจบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่จริงและสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตย สำหรับเป้าหมายของไทยคือการเสริมสันติภาพให้กับพื้นที่และประเทศรักษาอธิปไตยของไทยได้อย่างยั่งยืน

กองทัพบก ยืนยัน ต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามประเทศไทยให้หมดสิ้นสภาพ พร้อมเผยตัวเลขล่าสุดทหารเขมรดับไม่น้อยกว่า 221 ราย

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด การที่ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้างนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความจำเป็นที่ไทยต้องปกป้องอธิปไตยของตนเอง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ทำไมไทยจึงย้ำว่าไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง?

การที่ไทยต้องออกมาเน้นย้ำว่า ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง

ทรัมป์บอยคอตต์ G20 อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ หลังจากเขากล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ทำให้ประเด็นเรื่องการบอยคอตต์การประชุม G20 กลายเป็นที่สนใจของทั่วโลก

เมื่อ 8 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ รายนี้กล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยที่ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่แน่ชัด การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย

ข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า เป็นเรื่องที่ “เสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง” ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ซึ่งผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กในช่วงปลายเดือนนี้

“ชาวแอฟริกันเนอร์ (กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ รวมถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน) กำลังถูกฆ่าและสังหาร และที่ดินและฟาร์มของพวกเขากำลังถูกยึดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และว่า “จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า แอฟริกาใต้ไม่ควรอยู่ในกลุ่ม G20 และเขาจะส่ง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ไปแทนตัวเขา แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวระบุว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนใด เดินทางไปร่วมการประชุมเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจ”

“รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอชี้แจงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การนิยามว่า ชาวแอฟริกันเนอร์เป็นกลุ่มคนผิวขาวเท่านั้นนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักประวัติศาสตร์” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุ “นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเข่นฆ่า ก็ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม นายทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่องว่า เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยผิวขาว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ขณะที่ทั้งคู่พบปะพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลของทรัมป์ได้มอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวแอฟริกันเนอร์ โดยระบุว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเนียบขาวก็ประกาศแผนจำกัดโควตารับผู้ลี้ภัยจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เป็นอันดับแรก

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวนั้น “ถูกหักล้างอย่างกว้างขวางและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน” พร้อมทั้งชี้ว่า ชาวแอฟริกาใต้มีการตอบสนองต่อข้อเสนอรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวอ้างเรื่องการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ และใช้เป็นเหตุผลในการบอยคอตต์การประชุม G20 ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของเขา หลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้ประเด็นทางเชื้อชาติเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในขณะที่บางฝ่ายเชื่อว่าเขามีความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้

ผลกระทบจากการบอยคอตต์ G20 ของทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุม G20 อาจส่งผลกระทบต่อการหารือและข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวทีดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก การขาดหายไปของสหรัฐฯ อาจทำให้การตัดสินใจในหลายประเด็นเป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ การบอยคอตต์ดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G20 อีกด้วย

ประเด็นเรื่อง ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของทรัมป์

การตัดสินใจของทรัมป์ที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว นับเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งประเด็นทางสังคมที่ละเอียดอ่อน การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของทรัมป์เกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

Scroll to top