การศึกษาขั้นพื้นฐาน

“ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

“ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ซึ่งได้ดำเนินงานมาอย่างยาวนานจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 โดยถือว่า “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานเยาวชนทั่วประเทศ

ในพิธีดังกล่าว มีทั้งผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษามาร่วมแสดงพลังกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่หอประชุมคุรุสภาและผ่านระบบออนไลน์ งานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหน่วยงานนี้เป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการดูแลนักเรียนกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

วิสัยทัศน์และการพัฒนาในอนาคต

ท่านรัฐมนตรีประเสริฐได้กล่าวชื่นชมในความมุ่งมั่นของเหล่าข้าราชการครูที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ แม้จะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่การพัฒนาทักษะชีวิต คุณธรรม และจริยธรรมให้กับเด็กไทยถือเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อให้เด็กๆ เติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีภูมิต้านทานต่อโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการที่ “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย นั้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ทางด้านเลขาธิการ กพฐ. ก็ได้เสริมถึงแนวทางการทำงานว่า สพฐ. พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรที่เน้น:

  • การคิดวิเคราะห์ เพื่อการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด
  • การปลูกฝังคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
  • การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่

นอกจากนี้ ในงานยังมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์กว่า 300 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การทำงานของ สพฐ. ตลอดสองทศวรรษกว่าที่ผ่านมาได้กลายเป็นแบบอย่างขององค์กรที่ปรับตัวเพื่อคนรุ่นใหม่เสมอมา

บทสรุปของงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขปีที่ผ่านไป แต่คือการยืนยันว่าการศึกษาคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของชาติ และการที่ “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย คือพลังใจสำคัญให้บุคลากรทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี่เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองว่า ในอนาคตระบบการศึกษาไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับสากลได้เข้มแข็งเพียงใด หากทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ความฝันของเด็กไทยในการเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ที่มา – “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการศึกษา เมื่อล่าสุดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการด่วนท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังเข้มข้น โดยประเด็นหลักคือ ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ ต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างตรงไปตรงมา

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กรณีของ “ครูนิ่ม” หรือนางสาวชณัฐดา วรสาร ที่เกิดความผิดพลาดในการประกาศผลสอบครูผู้ช่วยวิชาฟิสิกส์ จนทำให้เกิดความสับสนเรื่องลำดับคะแนนนั้น นายประเสริฐได้ยืนยันว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักให้เร่งดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด การเยียวยาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการบรรจุข้าราชการครูกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เบื้องหลังการสั่งการจาก ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

นอกจากประเด็นเรื่องครูนิ่มแล้ว นายประเสริฐยังได้กล่าวถึงการเตรียมตัวรับมือกับการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนางานด้านการศึกษาของไทยให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งที่น่าจับตามองในประเด็นนี้มีหลายด้าน ดังนี้:

  • ความรวดเร็วในการเยียวยาครูนิ่มของม.สวนดุสิต
  • การเตรียมข้อมูลชี้แจงงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการในสภา
  • ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบุคลากรและการสอบครูผู้ช่วย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐมนตรีฯ ออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบในสภาฯ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความโปร่งใส โดยเฉพาะการสั่งการให้เร่งแก้ไขความผิดพลาดในกรณีครูนิ่มนั้น ถือเป็นการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบคัดเลือกได้เป็นอย่างดี หวังว่าในอนาคตระบบการจัดสอบจะมีความแม่นยำและไร้ข้อผิดพลาด เพื่อให้โอกาสที่เท่าเทียมกลับคืนมาสู่ครูทุกคน

ที่มา – “ประเสริฐ” สั่งม.สวนดุสิต เร่งเยียวยา “ครูนิ่ม” ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ้องอภิปรายงบ ศธ.

“ครูจวง” ฉะกลับ “ธีรศักดิ์” ปมสับนโยบายลดงานครูเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษาไทย เมื่อล่าสุดเกิดเหตุการณ์ “ครูจวง” ฉะกลับ “ธีรศักดิ์” ปมสับนโยบายลดงานครูเหลว ซึ่งถือเป็นประเด็นที่เหล่าคุณครูทั่วประเทศกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ “ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์” สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการลดภาระงานของกระทรวงศึกษาธิการอาจไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง

“ครูจวง” ฉะกลับ “ธีรศักดิ์” ปมสับนโยบายลดงานครูเหลว หลังถูกวิจารณ์แก้ปัญหาไม่ตรงจุด

เหตุการณ์ “ครูจวง” ฉะกลับ “ธีรศักดิ์” ปมสับนโยบายลดงานครูเหลว นั้นเริ่มต้นจากการที่ครูจวงได้ใช้พื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียส่วนตัวชี้แจงสถานการณ์อย่างชัดเจน โดยย้ำว่าการลดภาระงานครูไม่ใช่เรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุหรือโยนงานเพิ่มแน่นอน แต่เป็นกระบวนการที่มีการวางแผนแบ่งเป็นเฟสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าครูจะได้กลับไปโฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

รายละเอียดมาตรการแก้ปัญหาภาระงานครูในระยะยาว

นอกจากจะมีมาตรการในเฟสแรกที่เริ่มเห็นผลแล้ว ครูจวงยังได้เปิดเผยถึง Roadmap ในอนาคตที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การยกเลิกโครงการ: ตัดจบโครงการที่ไม่จำเป็นและการประเมินซ้ำซ้อนอย่างต่อเนื่องในเฟสที่ 2
  • ความชัดเจนของโครงการเฉพาะทาง: เช่น กรณีโรงเรียนสีขาวที่ย้ายอำนาจการดูแล เพื่อรวมศูนย์การประกาศยกเลิกให้ชัดเจน
  • การปรับเกณฑ์ย้ายโรงเรียน: ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ให้ไม่สร้างภาระงานเอกสารให้ครูโดยไม่จำเป็น
  • การกระจายอำนาจ: ให้อิสระแก่สถานศึกษาในการเลือกรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

ด้วยความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่ต้องการให้ครูไทยได้ทำหน้าที่ “ครูผู้สอน” มากกว่า “ครูธุรการ” เราคงต้องดูกันต่อไปว่านโยบายนี้จะส่งผลในระยะยาวอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การสั่งการ แต่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบที่จะช่วยลดภาระงานให้ครูได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนชื่อเรียกโครงการเท่านั้น

ที่มา – “ครูจวง” ฉะกลับ “ธีรศักดิ์” ปมสับนโยบายลดงานครูเหลว

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน รร.เอกชน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน ถือเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัวยากจนและโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เมื่อ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

ที่ประชุมมีมติอนุมัติร่างระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน โดยเพิ่มเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนอีก 1 ชุด สำหรับนักเรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ทำให้เด็กๆ สามารถมาโรงเรียนได้อย่างมั่นใจ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเสนอร่างประกาศวิธีการขอรับเงินอุดหนุนและเบิกจ่ายให้ รมว.ศธ. ลงนามต่อไป

รายละเอียดมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือตรงจุด ครอบคลุมค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับศักยภาพสถานศึกษาเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบครัวที่มีรายได้น้อยจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดปัญหาการขาดเรียนเนื่องจากไม่มีชุดนักเรียน

ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชน

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. … ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและบริบทสังคมโลกปัจจุบัน ร่างนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และตรวจสอบจากสำนักจุฬาราชมนตรีแล้ว เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้และคุณธรรมตามมาตรฐานสากล จะเริ่มใช้ปีการศึกษา 2569 เช่นกัน

ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลางและมาตรการอื่นๆ

เห็นชอบร่างระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักเรียนโรงเรียนเอกชน พ.ศ. … เพื่อเปลี่ยนสู่ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง สอดคล้องยุคดิจิทัล เน้นความมั่นคงข้อมูลตาม PDPA ลดภาระเอกสารครู และยกระดับการบริหารจัดการให้รวดเร็วทันสมัย นอกจากนี้ ยังยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี แม้ไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒินักธรรมชั้นเอก เพื่อให้โรงเรียนดำเนินการต่อเนื่อง

รับทราบรายงานกองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลครูเอกชนที่ปรับสู่เรียลไทม์ตามข้อเรียกร้องโรงพยาบาล สปสช. พร้อมแล้ว ดีเดย์เฟสแรก 1 พฤษภาคม 2569 นำร่องโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เป็นของขวัญวันเปิดเทอมใหม่

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนการศึกษาเอกชนให้เท่าเทียมและทันสมัย คุณคิดอย่างไรกับบอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการศึกษาล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

“นฤมล” สั่ง สพฐ. เน้นประวัติศาสตร์ให้คิดวิเคราะห์

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ท่องจำ พร้อมเตรียมลงนาม MOU กับการเคหะฯ เพื่อซ่อมแซมบ้านพักครูทั่วประเทศ

ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้บริหาร สพฐ. และ ผอ.สพท. เข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อชี้แจงนโยบายสำคัญด้านการศึกษา

ดร.นฤมล เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานในแต่ละภูมิภาค รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น ๆ

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์

หัวใจสำคัญของการมอบนโยบายในครั้งนี้คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ โดยพระองค์มิได้ทรงต้องการให้ครูสอนแบบท่องจำ แต่ให้สอนเพื่อให้เด็กเข้าใจและคิดวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้นำในยุคนั้นตัดสินใจเช่นนั้นด้วยเหตุผลอะไร

การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น ดร.นฤมล จึงขอให้ผู้อำนวยการเขตทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

ซ่อมบ้านพักครูทั่วประเทศ

อีกประเด็นสำคัญที่ ดร.นฤมล กล่าวถึงคือ เรื่องสวัสดิการและความเป็นอยู่ของครู โดยเฉพาะเรื่องบ้านพักครูที่ยังทรุดโทรมในหลายพื้นที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับการเคหะแห่งชาติในวันที่ 29 ต.ค. นี้ เพื่อเดินหน้าโครงการปรับปรุงและพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ

จึงขอให้ สพฐ. และ สพท. เร่งสำรวจข้อมูลสภาพบ้านพักครูในแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อนำเข้าร่วมโครงการดังกล่าว การร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติในครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนมาดำเนินการได้ก่อน โดย สพฐ. จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายและให้ข้อมูลว่าจุดใดต้องซ่อมแซม ปรับปรุง หรือสร้างใหม่

ดร.นฤมล กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติรองรับ ซึ่งจะทำให้ สพฐ. สามารถตั้งงบประมาณแบบผูกพันเพื่อชำระให้การเคหะฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงประเด็นวิทยฐานะครูว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้แก่ หลักเกณฑ์และผู้ประเมินผลงานในการขอเลื่อนวิทยฐานะ ขณะนี้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้พิจารณาทบทวนแล้วในระดับหนึ่ง และจะมีการเสนอร่างหลักเกณฑ์ใหม่เข้าพิจารณาในการประชุมวันที่ 30 ต.ค. นี้

ส่วนปัญหาอื่น ๆ เช่น งบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติ และงบดำเนินงานของ สพท. ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. รวบรวมเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป รวมทั้งเรื่องของศึกษานิเทศก์ ที่จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก ผอ.สพท. ครู และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับโครงสร้างให้เหมาะสม

ในโอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการยังได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น รวม 140 เขตพื้นที่ด้วย

นโยบายของ ดร.นฤมล ที่เน้นการคิดวิเคราะห์วิชาประวัติศาสตร์ และการปรับปรุงสวัสดิการครู ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทย การสนับสนุนให้ครูมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งของประเทศ

การที่ “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาบ้านพักครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ จ่อเซ็น MOU ซ่อมบ้านพักครู

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ

“นฤมล” เปิดสมัชชาการศึกษา ครั้งที่ 3 ลั่น ปฏิรูปการศึกษาต้องร่วมมือทุกส่วน มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ส.ค.2568 ที่โรงแรม ที.เค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 (𝟑𝐫𝐝 𝐍𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐄𝐝𝐮𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐬𝐬𝐞𝐦𝐛𝐥𝐲) ภายใต้หัวข้อ “𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐋𝐞𝐚𝐫𝐧 𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐄𝐚𝐫𝐧 เรียนรู้เพื่อก้าวสู่อนาคต” โดยมีผู้แทนองค์กรทุกภาคส่วนจากทั่วประเทศ ประกอบด้วย สมัชชาหรือสภาการศึกษาจังหวัด หน่วยงานด้านการศึกษาภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคศาสนา ภาควิชาการและวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุมเสวนาฯ

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง Flexible Education การศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบุว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองจะสามารถกำหนดได้ เราเป็นเพียงส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเท่านั้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอยู่ทั้งหมด 7 ร่าง ประกอบด้วยร่างของกระทรวงศึกษาธิการ ร่างจากฝ่ายรัฐบาล ร่างฝ่ายค้าน และร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายการเมืองจะต้องร่วมกันผลักดันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวสำเร็จภายในสภาชุดนี้ พร้อมทั้งเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวต่อว่า ยังกล่าวถึงความสำคัญของการจัดสมัชชาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี และจัดครบแล้ว 15 จังหวัด โดยตั้งเป้าจะจัดให้ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่ได้สะท้อนความคิดเห็น ได้ถกเถียง และร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาไทย เพราะทุกท่านคือกำลังสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายการศึกษา ครู นักเรียน และภาคประชาชน

“ดิฉันเห็นว่าการมีความเห็นต่างถือเป็นเรื่องดีในสังคมประชาธิปไตย เพราะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ และช่วยตกผลึกนโยบายการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึง การวัดผลการเรียนรู้ของเด็กไทยว่า ไม่ควรยึดติดกับการท่องจำอีกต่อไป แต่ควรพัฒนาเครื่องมือ และวิธีการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้การประเมินสะท้อนถึงการเรียนรู้จริง ประสบการณ์จริง และการทำงานได้จริง เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ตนเคยพูดไปว่าเป็นหัวใจสำคัญที่อยากให้เด็กไทยได้เรียนรู้ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่ใช่เพียงการจำเนื้อหา แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และถกเถียงในห้องเรียน เพื่อเข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจทางประวัติศาสตร์ และเรียนรู้รากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งทางความคิดในสังคมได้

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงปัญหาของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องภาระหนี้สินครู ที่เป็นอุปสรรคต่อการทุ่มเทเวลาและพลังให้กับการสอน โดยเปิดเผยว่า วานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เห็นชอบแนวทางการตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเร่งขับเคลื่อนปรับเกณฑ์วิทยฐานะครูให้มีความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ช่วยดูแลเด็กยุคออนไลน์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ สุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางอารมณ์ของเด็กยุคใหม่ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันและการตัดสินบนโลกออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้หลายคนมีความเปราะบางทางอารมณ์มากกว่าเด็กยุคก่อน ในส่วนนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้มีมาตรการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และจัดนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กอย่างจริงจังแล้ว

“อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับการที่เด็กมีทั้งความรู้ ความเข้มแข็งทางอารมณ์ และสุขภาพจิตที่ดี หากละเลยปล่อยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ ก็จะส่งผลต่อประเทศในอนาคตด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมจัดการการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและพื้นที่ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคีที่เข้าใจปัญหาและมีฐานทุนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกับการศึกษาอย่างแท้จริง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มั่นใจว่าจะสามารถผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาชุดนี้ได้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการปฏิรูปการศึกษา และการดูแลสุขภาพจิตของเด็กในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ

การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของชาติ หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กฎหมายนี้เป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนไทย

ที่มา – “นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

Scroll to top