การสอบสวน

“ไอติม” เดินเกมชวนฝ่ายค้านสอบ ป.ป.ช. ซุกหุ้นศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแส “ไอติม” เดินเกมชวนเพื่อนฝ่ายค้านลงชื่อสอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้นกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน กำลังเคลื่อนไหวแบบไม่เกรงใจใคร หลังจากที่ ป.ป.ช. ตัดสินใจยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการฟอกขาวชัดๆ เพราะหลักฐานดูชัดเจนมาก

“ไอติม” เดินเกมชวนเพื่อนฝ่ายค้านลงชื่อสอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 “ไอติม” ออกมาแถลงและชวนเพื่อนฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้ลงชื่อยื่นต่อประธานสภา เพื่อให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เลยครับ พรรคประชาชนมองว่าการแถลงของ ป.ป.ช. มันไม่เคลียร์ และเสี่ยงฟอกขาวให้คนผิด ดังนั้นต้องใช้สิทธิ์ประชาชนกดดันให้เกิดความยุติธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ไอติม” วางแผนชาญฉลาดมาก โดยสื่อสารวาระนี้ไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว และวันนั้นก็มีประชุมวิปฝ่ายค้านเพื่อหารือเพิ่ม คาดว่าจะได้รายชื่อจากเพื่อนพรรคเยอะพอ ผมว่ามันเป็นการรวมพลังฝ่ายค้านได้ดีเลยนะครับ ในยุคที่การตรวจสอบอำนาจรัฐสำคัญมาก

2 ช่องทางหลักในการลงชื่อยื่นเรื่อง

“ไอติม” ชี้แจงชัดเจนว่ามี 2 ทางเข้าชื่อให้เลือก ทำแบบคู่ขนานเพื่อความแน่นอน

  • ทางแรก: ผ่านสมาชิกรัฐสภา ต้องรวบรวมให้ได้ 140 เสียง พรรคประชาชนมี ส.ส. 119 คนอยู่แล้ว แค่หาเพิ่มจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและ ส.ว. ที่สนใจลงชื่อกว่า 10 คน คาดว่าง่ายๆ เลยครับ
  • ทางที่สอง: จากภาคประชาชน ต้องได้ 20,000 รายชื่อ “ไอติม” ชวนทุกคนที่เชื่อว่าป.ป.ช. ทำผิดพลาด ให้รีบลงชื่อเสนอด้วย จะได้กดดันประธานสภาไม่ให้ปัดตกง่ายๆ

ทำไมต้องคู่ขนาน? เพราะกลัวประธานสภาใช้ดุลยพินิจปัดตก เหมือนกรณีเก่าๆ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ อดีตประธานสภา ที่เคยปัดคำร้องไต่สวน ป.ป.ช. คดีนาฬิกาเพื่อน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ใช้เวลาถึง 10 เดือนกว่าจะตัดสินใจปัดทิ้ง ก่อนสภาจะยุบพอดี ฟังแล้วก็กังวลใจแทนนะครับ

จี้ประธานสภา “โสภณ” ให้หลักเกณฑ์ชัดเจน

“ไอติม” ไม่ได้แคชวนลงชื่อ แต่ยังเรียกร้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ออกหลักเกณฑ์พิจารณาคำร้องให้ชัด เช่น ใช้เกณฑ์อะไร? กรอบเวลากี่วัน? จะไม่ยึดติดพรรคการเมืองไหม? เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังผลักดันแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 236 ตัดดุลยพินิจประธานสภาออกไป ให้เป็นแค่ทางผ่านส่งเรื่องไปศาลฎีกาเลย ร่างนี้ยื่นตั้งแต่มี.ค. แล้ว รอประธานบรรจุวาระประชุมร่วมรัฐสภา ถ้าผ่านวาระ 1 แล้ว คาดว่าจะลุย 3 วาระได้เร็ว “ไอติม” ถามตรงๆ 2 ข้อเลยครับ 1.เกณฑ์พิจารณาคืออะไร? 2.เมื่อไหร่จะเปิดประชุมแก้ รธน.?

นอกจากเรื่องนี้ วันนั้นยังคุยเรื่องยืนยันร่างกฎหมายค้างจาก ครม. ชุดก่อน เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.PRTR พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ต้องทำก่อน 12 พ.ค. ถ้ารัฐบาลยังไม่ชัดเจน จะเชิญมาชี้แจง

สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “ไอติม” แสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านยังสู้เพื่อความโปร่งใส ไม่ยอมให้อำนาจตรวจสอบถูกบิดเบือน ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามทุจริต ถ้าประชาชนช่วยกันลงชื่อ เรื่องนี้ต้องไปถึงไหนอ้ะ? คุณล่ะครับ คิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือถ้าสนใจช่วยลงชื่อ ติดตามช่องทางจากพรรคประชาชนเลยนะครับ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

ที่มา – “ไอติม” เดินเกมชวนเพื่อนฝ่ายค้านลงชื่อสอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน ถ่ายรูปที่ระลึก

คุณเคยคิดไหมว่าการถ่ายรูปที่ระลึกจะกลายเป็นหายนะทางอากาศได้? ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เมื่อปี 2564 ที่เมืองแทกู เกิดจากนักบินที่อยากเก็บภาพความทรงจำในการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วย สร้างความเสียหายมหาศาลให้กองทัพ แต่โชคดีที่นักบินทั้งหมดรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ตามรายงานจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินของเกาหลีใต้ (Board of Audit and Inspection) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นระหว่างการฝึกบินของเครื่องบินรบ F-15K สแลมอีเกิ้ล ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นท็อปของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ (ROKAF) นักบินวิงแมน (wingman) หรือเครื่องลูกฝูง ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพตัวเองขณะบินตามเครื่องนำ โดยแจ้งเจตนาก่อนบินแล้วด้วยซ้ำ เพราะเป็นธรรมเนียมที่นิยมในหมู่นักบินตอนนั้น

เส้นทางสู่การชน: จากรูปสวยๆ สู่ความพังพินาศ

ขณะบินกลับฐาน นักบินวิงแมนเร่งเครื่อง เชิดหัวขึ้น และพลิกเครื่องเพื่อให้ได้มุมถ่ายรูปสวยๆ นักบินนำที่เห็นก็สั่งให้ผู้ช่วยถ่ายวิดีโอตอบแทน แต่การเคลื่อนไหวกะทันหันทำให้ระยะห่างใกล้เกินไป แม้เครื่องนำจะพยายามหลบด้วยการลดระดับบิน แต่ปีกซ้ายของเครื่องนำและหางเสือของวิงแมนก็ชนกันเต็มๆ ส่งผลให้เครื่องเสียหายหนัก ค่าซ่อมบำรุงพุ่งสูงถึง 880 ล้านวอน หรือประมาณ 19.2 ล้านบาท

  • นักบินวิงแมนรับผิด แต่ชี้ว่านำ “ยินยอมโดยนัย” เพราะรู้เรื่องถ่ายทำ
  • กองทัพสั่งพักงานและเรียกค่าเสียหายเต็มจำนวน
  • หลังอุทธรณ์ คณะกรรมการตัดสินให้จ่ายแค่ 88 ล้านวอน (1 ใน 10) เพราะกองทัพขาดกฎควบคุมกล้องส่วนตัว

F-15K เป็นเครื่องบินรบที่ทันสมัย ซื้อจากบูอิ้งของสหรัฐ มีเรดาร์ AESA และขีปนาวุธขั้นสูง แต่เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นจุดอ่อนของมนุษย์ แม้จะเป็นนักบินชำนาญ นักบินวิงแมนคนนี้ยังลาออกไปบินสายการบินพาณิชย์ได้ แสดงถึงฝีมือยอด แต่ขาดวินัยในจังหวะนั้น

บทเรียนจากผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่การถ่ายภาพหรือความประมาทนำพาความหายนะในกองทัพอากาศ ทั่วโลกมีกรณีคล้ายๆ กัน เช่น นักบินถ่ายเซลฟี่จนเสียสมาธิ สะท้อนปัญหา “วัฒนธรรมถ่ายรูป” ที่แพร่หลายในยุคโซเชียล แต่ในภารกิจทหารที่เสี่ยงตาย ทุกวินาทีมีค่า กองทัพเกาหลีใต้ควรออกกฎเข้มงวด ห้ามใช้ gadget ส่วนตัวขณะบิน และฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองเพื่อป้องกัน

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารระหว่างนักบินนำและวิงแมน วิงแมนบินตามเพื่อคุ้มครอง แต่ถ้าทั้งคู่เสียสมาธิ ผลร้ายย่อมตามมา คณะกรรมการยกย่องนักบินที่ประคองเครื่องกลับฐานได้ปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เกิดการตกที่อาจคร่าชีวิตพลเรือน

ในมุมกว้าง F-15K เป็น backbone ของ ROKAF ต่อกรกับเกาหลีเหนือ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อย กำลังรบจะอ่อนแอ ผลสืบสวนนี้จึงเป็น wake-up call สำหรับทุกกองทัพอากาศทั่วโลก รวมถึงไทยที่ใช้เครื่องบินรบคล้ายกัน

สุดท้าย เหตุการณ์ ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน สอนให้รู้ว่า “รูปสวยไม่คุ้มความเสี่ยง” นักบินต้องมีวินัยเหล็กเพื่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า คุณคิดว่ากองทัพไทยควรมีมาตรการอะไรป้องกันบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการบินทหารได้เลย!

ที่มา – ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจวงการระหว่างประเทศ เมื่อทหารฝรั่งเศสที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในเลบานอนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกมาแถลงอย่างชัดเจนว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ทหารฝรั่งเศสชื่อฟลอเรียน มอนโตริโอ จากกรมทหารช่างพลร่มที่ 17 ซึ่งสังกัดกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีทหารฝรั่งเศสอีก 3 นายบาดเจ็บ โดย 2 นายมีอาการสาหัส มาครงกล่าวว่า “หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องรับผิดชอบ” และเรียกร้องให้ทางการเลบานอนจับกุมผู้กระทำผิดทันที

UNIFIL ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า หน่วยลาดตระเวนกำลังเก็บกู้ระเบิดบริเวณถนนในหมู่บ้านกานดูริยาห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่ถูกกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ ใช้อาวุธปืนขนาดเล็กโจมตี สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีก่อนหน้า หลังการเจรจาครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่วอชิงตัน

ปฏิกิริยาจากทุกฝ่ายหลังมาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อหาอย่างหนักแน่น ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รอผลสอบสวนจากกองทัพเลบานอนก่อนสรุป ส่วนนายกรัฐมนตรีเลบานอน นาวาฟ ซาลาม ประณามเหตุการณ์นี้ สั่งสอบสวนทันที และเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ทำลายความสัมพันธ์กับพันธมิตร

กองทัพอิสราเอลก็กล่าวหาฮิซบอลเลาะห์ละเมิดหยุดยิง พบผู้ก่อการร้ายพยายามประชิดทหาร จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีแม่นยำ ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ UNIFIL ซึ่งมีกำลังพลกว่า 10,000 นายจาก 50 ประเทศ มีหน้าที่รักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเลบานอน-อิสราเอลมาตั้งแต่ปี 1978 ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้ส่งกำลังพลหลัก

พื้นหลังความขัดแย้งและบทบาทของ UNIFIL

  • UNIFIL ก่อตั้งหลังสงครามเลบานอนปี 1978 เพื่อเฝ้าระวังชายแดน
  • ขยายหน้าที่ปี 2006 หลังสงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์
  • เผชิญโจมตีบ่อยครั้งจากกลุ่มติดอาวุธ
  • ฝรั่งเศสส่งทหารกว่า 700 นาย

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความไม่สงบยังคงรุนแรง แม้มีหยุดยิง สถานการณ์ตะวันออกกลางซับซ้อน โดยฮิซบอลเลาะห์ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลและชาติตะวันตกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ หากไม่มีการสอบสวนโปร่งใสและลงโทษผู้กระทำผิด จะกระทบความเชื่อมั่นใน UNIFIL และเสถียรภาพภูมิภาค

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง ห้ามกกต.ใช้สำนวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้สั่งหยุดชะงักการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงต้องไปถึงขั้นยื่นศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดด้วย

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ได้แถลงข่าวหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทางปกครองสั่งห้าม กกต. นำผลการวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาต่อ โดยชุดนี้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 ราย

ประเด็นสำคัญคือ การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. กำหนดไว้ว่า กกต. ต้องพิจารณาคำร้องทุจริตภายใน 1 ปี นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานคดีฮั้ว สว. จนได้พยานหลักฐานแน่นหนา สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แต่ชุดอนุวินิจฉัย 36 กลับพลิกมติ ไม่ยอมรับหลักฐานเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่มีมูล นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามว่า ชุด 36 หาข้อมูลมาจากไหนมาหักล้างหลักฐานชุด 26 ได้

  • การตั้งชุดอนุวินิจฉัยไม่ถูกต้อง: ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
  • เกินกำหนดเวลา: กกต. ต้องเคลียร์คดีภายใน 1 ปี
  • หลักฐานชุด 26 ชัดเจน: แต่ถูกยกเลิกโดยมติเสียงข้างมาก
  • ป้องกันความไม่เป็นธรรม: ห้าม กกต. ใช้สำนวนปล่อยผีนี้

คดีฮั้ว สว. เกิดจากการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวฮั้วกันเพื่อชิงตำแหน่ง สว. 200 คน สร้างความฮือฮาและถูกร้องเรียนจำนวนมาก สว.สำรองกลุ่มนี้คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์

ผลกระทบหากศาลรับคำร้อง

หากศาลปกครองกลางรับคำร้องและสั่งคุ้มครอง จะทำให้ กกต. หยุดนำสำนวนชุด 36 ไปใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสอบสวนใหม่ตามหลักฐานชุด 26 ที่แข็งแกร่งกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้ง สว. ที่หลายฝ่ายจับตา

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาในระบบยุติธรรมการเลือกตั้งของไทย ที่บางครั้งถูกครอบงำด้วยดุลกำลังหรือเส้นสาย การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อการเมืองชั้นในของประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มาพิจารณา

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการสื่อและชุมชนออนไลน์ที่กำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความพยายามในการตามหาคนหายตัวไป

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือประมาณต้นปีนี้ น.ส. ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง NBC ได้ออกมาประกาศผ่านวิดีโอบนอินสตาแกรมด้วยน้ำตาคลอเบ้า ว่าเธอและครอบครัวพร้อมมอบเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36 ล้านบาท) ให้กับผู้ที่ให้เบาะแสสำคัญนำไปสู่การพบตัวมารดาวัย 84 ปีของเธอ นางแนนซี กัทธรี ที่หายตัวไปนานเกือบ 1 เดือนแล้ว

มารดาของซาวันนาห์หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จากบ้านพักในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอถูกพาตัวไปโดยไม่สมัครใจ อาจเป็นการลักพาตัวในช่วงกลางดึก กล้องวงจรปิด Nest ที่หน้าบ้านบันทึกภาพชายต้องสงสัยรายหนึ่งไว้ได้ และยังพบถุงมือที่อาจเชื่อมโยงกับผู้ร้าย แต่ DNA ไม่ตรงกับฐานข้อมูล FBI

ประวัติคดีและเงินรางวัลที่เพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ เงินรางวัลเริ่มต้นที่ 200,000 ดอลลาร์ จาก FBI 100,000 และ Crime Stoppers 100,000 ดอลลาร์ แต่ครอบครัวกัทธรีตัดสินใจเพิ่มเงินเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังมีจดหมายเรียกค่าไถ่คริปโต 6 ล้านดอลลาร์ส่งไปยังสื่อหลายแห่ง แต่หนึ่งในนั้นเป็นของปลอมจากชายแคลิฟอร์เนียที่ถูกจับแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากประชาชนถึง 40,000 รายการ และได้ตัดสมาชิกครอบครัวออกจากผู้ต้องสงสัยทั้งหมดแล้ว FBI สาขาฟีนิกซ์เรียกร้องข้อมูลจากประสบการณ์ตรงผ่านสายด่วน

  • วันที่หายตัว: 1 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ทูซอน แอริโซนา
  • เงินรางวัลปัจจุบัน: 1 ล้านดอลลาร์
  • ผู้ต้องสงสัย: ชายในกล้อง CCTV
  • หลักฐาน: ถุงมือ DNA ไม่ตรงฐานข้อมูล

กระแสสังคมและความหวังของครอบครัว

ซาวันนาห์กล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า “เรายังเชื่อในปาฏิหาริย์ แม้ความหวังจะริบหรี่” เธอยังบริจาค 500,000 ดอลลาร์ให้ศูนย์เด็กหายและถูกแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติ พร้อมวิงวอนผู้ที่รู้เบาะแสให้ออกมา คดีนี้ทำให้เมืองทูซอนที่เงียบสงบกลายเป็นจุดสนใจสื่อโลก นักสืบสมัครเล่นและผู้สนใจแห่กันมาจำนวนมาก

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว แสดงให้เห็นถึงพลังของสื่อและครอบครัวในการต่อสู้กับอาชญากรรม คดีลักพาตัวผู้สูงอายุแบบนี้หาได้ยาก และเงินรางวัลมหาศาลนี้อาจเป็นกุญแจสู่การคลี่คลาย

ในมุมมองของเรา คดีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอย่างกล้อง CCTV และการมีส่วนร่วมของประชาชน หากคุณมีข้อมูลใดๆ โปรดแจ้ง FBI ทันทีเพื่อช่วยครอบครัวนี้ให้ได้พบกันอีกครั้ง ติดตามข่าวอัปเดตคดีลักพาตัวนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแชร์เพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น!

ที่มา – ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองยูเครน ท่ามกลางกระแสปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มข้นจากรัฐบาลประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเผยให้เห็นปัญหาการทุจริตในภาคพลังงาน แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องการเลือกตั้งใหม่

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

นายเกอร์มัน กาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน ซึ่งถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อปี 2568 หลังถูกพาดพิงคดีทุจริต ถูกจับกุมตัวได้อย่างฉิวเฉียดบนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าออกนอกประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแถลงการณ์จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (Nabu) ว่า การจับกุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ไมดัส” (Operation Midas) ที่สืบสวนมานาน 15 เดือน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบตัวเขา “ขณะกำลังข้ามพรมแดน” แต่ยังไม่เปิดเผยจุดหมายปลายทางที่เขาตั้งใจจะหลบหนี สื่อยูเครนหลายแห่งยืนยันชื่อบุคคลนี้คือกาลุชเชนโก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมวางแผนยักยอกเงินมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากภาคพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทเอเนอร์โกอะตอม (Energoatom) ผู้ดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

รายละเอียดข้อกล่าวหาและคดีที่เกี่ยวข้อง

กาลุชเชนโกถูกกล่าวหาว่าเรียกรับสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมา โดยคิดเป็น 10-15% ของมูลค่าสัญญา นอกจากนี้ ยังมีชื่อบุคคลระดับสูงอื่นๆ ที่ตกเป็นข่าว เช่น นายโอเล็กซี เชอร์นิชอฟ อดีตรองนายกฯ ที่ถูกจับในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ และนายติมูร์ มินดิช เจ้าของสตูดิโอ Kvartal95 ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทำให้ประชาชนยูเครนเดือดร้อนหนักจากไฟฟ้าดับและขาดแคลนความอบอุ่นในฤดูหนาว

ก่อนหน้านี้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก ที่ปรึกษาใกล้ชิดเซเลนสกี ก็ลาออกหลังบ้านถูกค้น แต่ไม่ถูกดำเนินคดี สถานการณ์นี้กดดันให้ยูเครนต้องจัดการคอร์รัปชันเพื่อรับความช่วยเหลือจากตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ แม้รัฐธรรมนูญจะห้ามชั่วคราวเนื่องจากสงคราม

  • ปฏิบัติการไมดัส: สืบสวนยักยอกเงินจาก Energoatom
  • บุคคลที่เกี่ยวข้อง: กาลุชเชนโก, เชอร์นิชอฟ, มินดิช
  • ผลกระทบ: สร้างความโกรธเคืองประชาชนและแรงกดดันจากนานาชาติ

การทุจริตในภาคพลังงานยิ่งรุนแรงเพราะรัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ยูเครนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ประชาชนต้องเผชิญความมืดมิดและหนาวเย็น ซึ่งทำให้เรื่องอื้อฉาวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นับเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชันของยูเครน ที่เซเลนสกีให้คำมั่นตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ หากดำเนินคดีได้สำเร็จ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์และดึงดูดความช่วยเหลือเพิ่มเติม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจับกุมครั้งนี้คือสัญญาณบวก แต่ยูเครนยังต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างอย่างยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุด

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ข่าวใหญ่จากวงการการเมืองนานาชาติ เมื่อ อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่ล่วงลับไปแล้ว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า นายธอร์บยอร์น จักลันด์ (Thorbjørn Jagland) อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา “ทุจริตอย่างร้ายแรง” จากความสัมพันธ์อันน่าสงสัยกับเอปสตีน หลังจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยเอกสารคดีล่าสุด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสภายุโรปเพิกถอนความคุ้มครองทางกฎหมายของเขา ซึ่งปกป้องจากการดำเนินคดีในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรป ทนายความของจักลันด์ยืนยันว่าลูกความปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และพร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวนเต็มที่

รายละเอียดเอกสารที่เปิดเผยเกี่ยวกับอดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน

เอกสารที่รั่วไหลจากรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงอีเมลที่บ่งชี้ว่านายจักลันด์วางแผนเยือนบ้านของเอปสตีนในปารีส นิวยอร์ก และปาล์มบีช แม้เอปสตีนจะถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้ว โดยเอปสตีนเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่าเขาขอความช่วยเหลือจากเอปสตีนในการกู้สินเชื่อธนาคาร ซึ่งตำรวจยังตรวจสอบอยู่

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมนอร์เวย์ (Økokrim) ได้บุกค้นทรัพย์สินของจักลันด์ 3 แห่ง และเตรียมสอบปากคำในเร็ววัน ปัจจุบันจักลันด์เผชิญข้อหาทุจริตที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2554-2561

ประวัติศาสตร์ของอดีตนายกฯ นอร์เวย์ผู้ถูกกล่าวหา

นายธอร์บยอร์น จักลันด์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ช่วง 2539-2540 เป็นประธานคณะกรรมการโนเบล และเลขาธิการสภายุโรปนาน 10 ปี (2552-2562) ความคุ้มครองทางการทูตเคยปกป้องเขา แต่ถูกเพิกถอนแล้ว

  • เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบลสันติภาพ
  • เลขาธิการสภายุโรป

การที่ชื่อของเขาปรากฏใน “Epstein files” ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผย ไม่ได้หมายความว่ามีความผิด แต่สร้างคำถามใหญ่ในสังคม

นอกจากจักลันด์ ชื่อดังอื่นๆ ในเอกสาร เช่น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต, โมนา ยูล, เจ้าชายแอนดรูว์, บิล เกตส์ ทำให้คดีนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับโลก เอกสารประกอบด้วยอีเมล รูปภาพ และรายงาน FBI นับล้านหน้า

กรณี อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในหมู่นักการเมืองชั้นนำ ทุกฝ่ายต้องจับตาการสอบสวนต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

จ่อหมายเรียก สส.คนดัง-ตำรวจใหญ่ เอี่ยว สจ. เครือข่ายเว็บพนัน

ข่าวใหญ่สุดสะเทือนวงการการเมืองและตำรวจเลยทีเดียว เมื่อ จ่อหมายเรียก สส.คนดัง-ตำรวจใหญ่ เอี่ยว สจ. เครือข่ายเว็บพนัน หลังจากตำรวจไซเบอร์บุกจับกุมเครือข่ายเว็บหวยออนไลน์ “huaysodplus” ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นและข้าราชการระดับสูง เรื่องนี้เกิดขึ้นในจังหวัดกาฬสินธุ์และพื้นที่ใกล้เคียง สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

จ่อหมายเรียก สส.คนดัง-ตำรวจใหญ่ เอี่ยว สจ. เครือข่ายเว็บพนัน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ หรือ ผบช.สอท. พร้อมทีมงาน ได้นำกำลังตรวจค้น 2 จุดในจังหวัดกาฬสินธุ์ ตามหมายค้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยจุดแรกคือบ้านพักของนายปฐมพงศ์ ภูเต้าเงิน หรือ “สจ.เปียว” สจ.เขตอำเภอยางตลาด จุดที่สองเป็นบ้านของนายธนาวุธ ผอ.โรงเรียนอนุบาล แม้ไม่พบตัวผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารหลักฐานจำนวนมากเพื่อขยายผล

ปฏิบัติการนี้มาจากการร้องเรียนเว็บพนัน “huaysodplus” ที่ให้บริการหวยรัฐบาล หวยลาว หวยฮานอย หวยหุ้น และพนันอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับ “Banhuay98” ของ “สจ.เนย์” นายปฐนัญ จันดอน ชุดสืบสวนออกหมายจับ 5 รายในข้อหาจัดให้เล่นพนันออนไลน์ ฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน ได้แก่ นายธนาวุธ, นายศุภโชค (อดีตนายตำรวจ), สจ.เปียว, นายพัฒน์ธวัช และน.ส.พรนภา

เส้นทางการเงินและผู้เกี่ยวข้องสำคัญ

หลักฐานเด็ดคือเส้นทางการเงินที่หมุนเวียนหลายล้านบาท เงินจากเว็บพนันถูกฟอกผ่านการซื้ออสังหา ที่ดิน รถหรู ร้านอาหาร ค่ายมวย และสร้างวัตถุมงคลให้วัดดังในอีสาน นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงกับ นายพลากร พิมพะนิตย์ หรือ สส.บอล สส.คนดัง และนายตำรวจระดับ ผกก. ในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเตรียมออกหมายเรียกให้มาสอบสวนในสัปดาห์หน้าในฐานะผู้รับผลประโยชน์

  • สจ.เปียว: สมาชิกสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ อดีตกลุ่มวัยรุ่น 888 เคยสร้างพระให้เกจิดัง
  • สจ.เนย์: หัวโจกหลัก หลบหนีไปหนองคายตั้งแต่ 20 ม.ค.
  • เครือข่ายทั้งหมด: เงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท จากเว็บพนันหลายแห่ง

ทั้งสจ.เปียวและสจ.เนย์หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ตำรวจเตรียมประสาน Interpol ออกหมายแดง สร้างความกังวลให้ประชาชนเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองและตำรวจ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาเว็บพนันออนไลน์ที่แพร่ระบาดในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน ที่มักใช้เส้นสายนักการเมืองท้องถิ่นปกปิด การฟอกเงินผ่านกิจการชุมชนทำให้ตรวจจับยาก ผู้ประกอบการเว็บเหล่านี้มักอวดรวยด้วยรถหรู บ้านใหญ่ แต่เบื้องหลังคือเงินจากประชาชนที่ติดพนัน

นอกจากนี้ ยังพบว่า สส.บอล เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชาวกาฬสินธุ์ฟังปราศรัยที่สนามกีฬาเทศบาลฆ้องชัย แสดงถึงภาพลักษณ์ปกติ แต่เบื้องหลังมีประเด็นร้อนรอสอบสวน

จากประสบการณ์ติดตามข่าวอาชญากรรมไซเบอร์ พบว่าเครือข่ายแบบนี้มักขยายตัวเร็วเพราะใช้บัญชีม้าและแอปพลิเคชันลับ ประชาชนควรระวังการเล่นหวยออนไลน์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง เพราะส่วนใหญ่เป็นกับดัก

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านติดตามพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และแชร์ข่าวเพื่อเตือนภัย หยุดสนับสนุนเว็บพนันผิดกฎหมาย ร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใส ห่างไกลอาชญากรรมออนไลน์

ที่มา – จ่อหมายเรียก สส.คนดัง-ตำรวจใหญ่ เอี่ยว สจ. เครือข่ายเว็บพนัน

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุอุกอาจ คนร้ายไม่ทราบจำนวน **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** อย่างอุกอาจ กระสุนทะลุรถยนต์และเจาะผนังบ้านกว่า 50 รู เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าภายในบ้านมีเพียงผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กเท่านั้น ตำรวจคาดคนร้ายเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ เร่งสืบสวนหาสาเหตุและติดตามจับกุมตัว

**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**: รายละเอียดเหตุการณ์

พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ซูซัน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ตรัง และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบบ้านหลังเกิดเหตุใน ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง หลังได้รับแจ้งเหตุ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. ของคืนวันที่ 26 มกราคม

จากการตรวจสอบ พบร่องรอยกระสุนปืนจำนวนมาก คาดว่าเป็นอาวุธปืนลูกซอง กระสุนเจาะเข้าที่รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่น TFR สีน้ำเงินเข้ม ทะเบียนสุราษฎร์ธานี ทั้งบริเวณตัวถัง กระจกหลัง และกระจกมองข้าง ทะลุเข้าไปในห้องโดยสารกว่า 20 รู นอกจากนี้ กระสุนยังโดนรถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี สีดำ ทะเบียนภูเก็ต อีกหลายจุด แต่ไม่ทะลุเข้าไปภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ บริเวณฝาผนังหน้าบ้าน ซึ่งด้านในเป็นห้องนอน พบร่องรอยกระสุนเจาะเข้าผนังปูนกว่า 20 รู แต่ไม่ทะลุเข้าไปด้านในตัวห้อง และในพงหญ้าข้างบ้านพบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองตกอยู่จำนวน 2 ชิ้น เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อทำการตรวจสอบต่อไป

ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในบ้านหลังถูก**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**

น.ส.ชิดชนก อายุ 32 ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกัน 3 นัด จากนั้นได้ยินเสียงคล้ายก้อนหินตกใส่หลังคาบ้าน เธอไม่กล้าออกจากห้องนอน เนื่องจากขณะนั้นอยู่ในห้องนอนกับหลาน เมื่อสอบถามพ่อ จึงทราบว่าเป็นเสียงปืนและรีบแจ้งตำรวจ เธอเล่าว่า ในคืนเกิดเหตุมีผู้อยู่อาศัยภายในบ้านรวม 5 คน เป็นผู้สูงอายุ 1 คน ตนเอง และเด็ก 3 คน อายุ 3 ขวบ 6 ขวบ และ 8 ขวบ

น.ส.ชิดชนก กล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของพี่สาว แต่ตนมาอาศัยอยู่เพื่อเลี้ยงหลาน ครอบครัวได้ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้านหลังนี้มาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับใคร ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก เนื่องจากมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ภายในบ้าน และเด็ก ๆ ต่างตกใจร้องไห้ด้วยความกลัว จึงอยากให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพราะเชื่อว่าคนร้ายตั้งใจและเจาะจงเข้ามาก่อเหตุ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเพียงบ้านหลังเดียว ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้

ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ โดยใช้เส้นทางข้างบ้านซึ่งเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และผ่านสายห้วย ก่อนหลบหนีขึ้นถนนซอย ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหาเบาะแสติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ รวมถึงหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เหตุการณ์ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และเป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การเร่งสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

ที่มา – ยิงถล่มบ้านที่ตรัง กระสุนทะลุรถ-เจาะผนัง กว่า 50 รู

Scroll to top