การเกษตร

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบลูกโซ่มาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ล่าสุด “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ รักษาการ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก เกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาต้องเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวยังตกต่ำ สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยิ่งกว่าเดิม

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้กล่าวถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยอุ้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังซ้ำเติมชาวนาไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ชาวนาต้องใช้ปุ๋ยและน้ำมันในการเตรียมดิน หว่านเมล็ด และเก็บเกี่ยว หากต้นทุนสูงขึ้น รายได้ที่เหลืออยู่จริงๆ จะยิ่งหดหาย

ปกติแล้ว ชาวนาไทยเผชิญปัญหาหลายประการ ทั้งราคาข้าวในตลาดโลกที่ผันผวน ปริมาณผลผลิตล้นตลาด แต่ช่องทางกระจายสินค้าที่ยังไม่เพียงพอ สถานการณ์ “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย นี้ยิ่งทำให้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตและมาตรการช่วยเหลือด่วน

ผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อทุกขั้นตอนการผลิตข้าว ตั้งแต่การไถนา การสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยเคมีซึ่งนำเข้าส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ก็ปรับราคาตามต้นทุนพลังงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

  • ต้นทุนปุ๋ยต่อไร่เพิ่มจาก 1,500 บาท เป็นเกือบ 2,500 บาท
  • น้ำมันดีเซลสำหรับรถไถและรถเกี่ยวพุ่งสูง กระทบรายจ่ายอีก 500-1,000 บาทต่อไร่
  • ราคาข้าวโพดตกต่ำ ทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวมากขึ้น แต่ตลาดรับไม่ไหว

ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะรักษาการ รมว.เกษตรฯ ยืนยันว่าจะประคองสถานการณ์ให้ดีที่สุด โดยมอบหมายปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด แม้งบประมาณกลางจะจำกัด แต่จะผลักดันมาตรการช่วยเหลือผ่านกระทรวงการคลัง เช่น ลดราคาน้ำมันดีเซลเกษตร หรือ补贴ปุ๋ย

จุดยืนการเมืองของพรรคกล้า: “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน เพื่อนไม่มีวันตาย”

นอกจากปัญหาเกษตร ร้อยเอกธรรมนัส ยังย้ำจุดยืนทางการเมืองของพรรคกล้า ที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มา 7 ปี แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่จะผลักดันผ่านสภาและกรรมาธิการ กรณีงดโหวตประธานสภา เป็นมติพรรคที่ยึดหลักการ ไม่สนับสนุนบุคคลที่ไม่เหมาะสม

สำหรับการโหวตนายกฯ ยังไม่สรุป แต่ย้ำหลักการ “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน” และ “เพื่อนไม่มีวันตาย” โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นเพื่อนเก่าแก่จากนักเรียนเหล่าฯ การเมืองต้องแยกจากส่วนตัว แต่ยึดอุดมการณ์เพื่อประชาชน

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าภาคเกษตรไทยต้องการนโยบายที่ยั่งยืน เช่น พัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี รัฐบาลใหม่ควรเร่งหาแหล่งปุ๋ยทางเลือกในประเทศ และเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อ stabilize ราคา

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรโฟกัสปัญหาจริงของประชาชนอย่างชาวนา แทนที่จะติดอยู่กับเกมการจัดตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้ต้นทุนพุ่งต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตอาหารและความยากจนในชนบท

คุณคิดว่ามาตรการใดที่รัฐบาลใหม่ควรทำเป็นลำดับแรกเพื่อช่วยชาวนา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ย้ำจุดยืนการเมือง “เพื่อนไม่มีวันตาย”

“ดุสิตโพล” ชี้ ชาวบ้านคาดหวังนโยบายพรรคใหม่

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ นี่คือสิ่งที่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,586 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ในช่วงวันที่ 13-16 มกราคม 2569

ผลสำรวจพบว่า พรรคประชาชนมีความได้เปรียบในด้านนโยบายถึง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง (ร้อยละ 38.14), ด้านการศึกษา (ร้อยละ 43.93), ด้านการเกษตร (ร้อยละ 35.82) และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (ร้อยละ 39.89) ในขณะที่พรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบในด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ (ร้อยละ 35.63)

หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกพรรคประชาชน (ร้อยละ 34.11) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 18.37) และจะเลือก สส. เขตจากพรรคประชาชน (ร้อยละ 33.14) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 19.49) บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ ณัฐพงษ์ (จากพรรคประชาชน) ด้วยคะแนนร้อยละ 34.34

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า พรรคประชาชนมีนโยบายที่โดดเด่นใน 4 จาก 5 นโยบายหลัก และยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ กลยุทธ์การหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ในการช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และความสามารถในการเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้ง

ผลสำรวจดุสิตโพล

ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้อธิบายว่า ในการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศในหลากหลายมิติ ที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการบริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร หรือการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

ทำไมชาวบ้านถึง “คาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่”?

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า มากกว่าร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความคาดหวังดังกล่าว นอกจากนี้ ทิศทางในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สอดคล้องกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมองหา “ของใหม่” ทั้งในแง่ของตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน

หากพรรคการเมืองใหม่ได้รับโอกาสในการบริหารประเทศในครั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การทำหน้าที่ของพวกเขาเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงของประชาชน และความหวังว่าพรรคการเมืองใหม่จะสามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้จริง อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนนั้น ต้องอาศัยการพิสูจน์ผลงานในระยะยาว ว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมีความสามารถในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

“ไชยา พรหมา” มั่นใจฐานเสียง หลังลงพื้นที่ปราศรัยรายตำบล ชี้ 33 ปี ก่อตั้ง จ.หนองบัวลำภู รายได้ประชากรต่ำ เล็งนำนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้การเกษตร ลดหนี้สิน ตั้งธนาคารประชาชน

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดมา 33 ปี แต่ระดับความยากจนของรายได้ประชากรต่อหัวยังอยู่ท้าย ๆ ของประเทศ คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยังมีความยากจนและไม่ได้รับการเหลียวแล พรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคมาสัญญากับคนอีสาน เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็มักลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนคนอีสานถูกหลอก แต่วันนี้ การที่ตนเองมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่เสนอนโยบายขายฝัน แต่ทำนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ของชาวอีสานไม่ว่าเรื่องสิทธิที่ทำกิน การสร้างงานสร้างอาชีพ การพัฒนาระบบชลประทาน การลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคการเกษตรด้วยการจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะถือว่า เกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลก่อน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

“รัฐบาลที่ผ่านมามักให้ความสนใจภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ มีนโยบายผ่อนปรนช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้รับการเหลียวแล เสียงคนจนอาจจะไม่ดังพอ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมรับฟังเสียงของคนจนซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ที่ภาคอีสาน”

นายไชยา กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่ได้พบปะและปราศรัยในพื้นที่แล้ว ประชาชนเข้าใจและเห็นใจถึงเหตุผลในการย้ายพรรค เพราะพรรคกล้าธรรมให้โอกาสในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า และประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็น สส.หนองบัวลำภู เขต 2 อีกครั้งหนึ่ง

“จากการพบปะประชาชนและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ โดยการปราศรัยย่อยเป็นรายตำบล ประชาชนตอบรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการย้ายพรรค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อย่างจริงจังภายใต้แนวคิด ทำมากกว่าพูด”

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ นายไชยา พรหมา แสดงความมั่นใจในฐานเสียงของตนในเขต 2 หนองบัวลำภูอย่างเต็มที่ โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจัยที่ทำให้ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

  • การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง: นายไชยาและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในทุกตำบล
  • นโยบายที่ตรงจุด: พรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
  • ความเข้าใจในพื้นที่: ด้วยประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มายาวนาน นายไชยาเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายไชยายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การแก้ไขปัญหาการเกษตรและปากท้องของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อตัวเขาและพรรคกล้าธรรมว่าจะสามารถนำพาหนองบัวลำภูไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ประชาชนจะได้อะไร หาก “ไชยา” ได้รับเลือก?

ประชาชนในเขต 2 หนองบัวลำภูจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากนายไชยา พรหมา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนของพวกเขาอีกครั้ง การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและการแก้ไขปัญหาปากท้อง จะเป็นวาระสำคัญที่นายไชยาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง การสนับสนุน “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู จึงเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของจังหวัดหนองบัวลำภู

การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาสอีกครั้ง

ที่มา – “ไชยา” มั่นใจฐานเสียงเขต 2 หนองบัวลำภู เล็งนำนโยบายกล้าธรรม แก้การเกษตร

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุย ทรัมป์รับคำเชิญเยือนจีน

การพูดคุยระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เมื่อ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน เรื่องนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความท้าทายหลายประการ

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนอยู่เสมอ การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ทำไมการคุยกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ

การพูดคุยระหว่างผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก การหารือในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูเครน ไต้หวัน หรือประเด็นทางการค้า ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

การที่ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาช่องทางการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ แม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งในบางประเด็นก็ตาม

การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศยังคงเปิดโอกาสให้กับการเจรจาและการแสวงหาจุดร่วม

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงมีความท้าทายอีกมากมาย แต่การที่ผู้นำทั้งสองยังคงสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าทั้งสองประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับโลก

แน่นอนว่าการเจรจาและการพูดคุยกันย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่น่ายินดีและเป็นความหวังสำหรับอนาคต

ที่มา – ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล

“ธรรมนัส” ลุยเชียงรายตามนโยบายรัฐบาลต้องคลุกคลีประชาชน ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนเกษตร ดันราคาวัว-ข้าวใน 3 เดือน เดินหน้าตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล” อย่างเข้มข้น

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้นำท้องถิ่นกว่า 145 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนกว่า 1,753 หมู่บ้าน โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ โดยปัญหาเร่งด่วนที่เชียงรายคือ ปัญหาน้ำท่วมแม่สายซ้ำซาก และสารเจือปนในแหล่งน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะนำเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า จ.เชียงรายมีศักยภาพสูงทั้งด้านเกษตรและท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยเน้นนโยบายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต จึงสั่งการให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่แนะนำการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย แก่สมาชิกสหกรณ์ และสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำให้มีการเร่งปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย เนื่องจากครูเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีขวัญกำลังใจที่ดี

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

การลงพื้นที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” ครั้งนี้คือการรับฟังปัญหาจากปากของประชาชนโดยตรง โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ

ผลักดันนโยบายเกษตร: ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรมแก่สมาชิกสหกรณ์

  • ปุ๋ยราคาถูก: สนับสนุนการเข้าถึงปุ๋ยคุณภาพดี ราคาเป็นธรรม
  • เทคโนโลยีการเกษตร: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต
  • ตลาดสินค้าเกษตร: ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน”

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญ โดยมองว่าครูคือรากฐานสำคัญของการศึกษา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่อยู่อาศัยของครู จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

โดยภาพรวมแล้ว การลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว การดำเนินการตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ธรรมนัส” ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

Scroll to top