การเคลื่อนย้าย

เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการคมนาคมขนส่งไทย เมื่อคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงผลการศึกษาโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง กลายเป็นการตอกย้ำว่าโครงการที่เคยเป็นความหวังในการยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้อาจต้องพับแผนไปในที่สุด

เหตุผลที่ เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

จากการศึกษาอย่างเข้มข้นตลอด 90 วันที่ผ่านมา คณะกรรมการพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการครับ ประการแรกคือเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่ เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง เพราะตัวเลขผลตอบแทนที่เคยคาดการณ์ไว้อาจกลายเป็นติดลบ เนื่องด้วยสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน อีกทั้งคู่แข่งในเส้นทางเดินเรือหลักของโลกก็มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การที่จะดึงดูดสายเรือให้ย้ายเส้นทางมานั้นจึงเป็นเรื่องที่มีโอกาสน้อยมาก

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

นอกจากประเด็นเรื่องกำไรที่แลดูจะจับต้องได้ยากแล้ว เรื่องของสิ่งแวดล้อมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ไปต่อได้ลำบาก ข้อสรุปยังชี้ชัดว่าการดำเนินโครงการจะส่งผลกระทบสูงต่อระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง และทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งขาดการบูรณาการแผนงานที่ชัดเจน อีกทั้งกระแสคัดค้านจากภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ก็เป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญยิ่ง ทำให้เห็นว่าความยั่งยืนของพื้นที่ควรมาก่อนการลงทุนในลักษณะนี้

  • ความเสี่ยงทางการเงินจากการค้าโลกที่ลดลง
  • คู่แข่งทางธุรกิจและพันธมิตรเดินเรือที่มีอยู่เดิม
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่สามารถจัดการได้ครอบคลุม
  • เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่มีความกังวลสูง

แล้วจากนี้ประเทศไทยจะไปต่อทางไหน? ทางคณะกรรมการได้เสนอทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่า นั่นคือการเน้นพัฒนาท่าเรือระนองให้เต็มศักยภาพควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อโครงข่ายทางราง (Missing Link) เพื่อระบายสินค้าขึ้นเหนือไปยังจีนและเชื่อมโยงกับท่าเรือฝั่งตะวันออกแทน ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยง

บทเรียนครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การขับเคลื่อนโครงการระดับชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขความหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองรอบด้านทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่จึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบเพื่ออนาคตของชาติที่ยั่งยืนกว่าครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

กต. จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยกลับประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงแสดงความกังวลอย่างยิ่ง กรณีที่กัมพูชาปิดด่านไม่ให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการระงับการดำเนินการ ณ จุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา โดยมีใจความสำคัญคือประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเคลื่อนย้ายของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่นั้น พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา สิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติเท่านั้น ทั้งนี้พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ทำไมกระทรวงต่างประเทศต้องจี้กัมพูชา?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการที่กัมพูชาปิดด่านพรมแดนไม่ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • สิทธิในการเดินทางกลับประเทศ: บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทางกลับประเทศของตนเอง การจำกัดสิทธินี้ควรมีเหตุผลที่สมควรและความจำเป็นตามกฎหมาย
  • หลักมนุษยธรรม: การปฏิบัติต่อพลเรือนควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • กฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง และเป็นการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยยึดมั่น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรเป็นไปโดยสันติวิธีและเคารพซึ่งกันและกัน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ที่มา – กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้กักตัวไว้ผิดอนุสัญญาเจนีวา

Scroll to top