การเปิดเผยข้อมูล

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดได้จุดประเด็นร้อน“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะประเด็นบัตรเขย่งและบัตรขย่มจำนวนหลายแสนใบที่ไม่ใช่แค่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อความศักดิ์สิทธิ์ของบัตรเลือกตั้ง

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่าการเลือกตั้งคือรากฐานของประชาธิปไตยไทย ความสุจริตและเที่ยงธรรมคือสัญญาพิเศษระหว่างรัฐกับประชาชน หากกระบวนการถูกตั้งคำถาม ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอน นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้น กรณีนี้เกิดขึ้นหลังการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เมื่อ 18 ก.พ. 2566 ผ่านเว็บไซต์ Ect Report 69 ของ กกต. นักวิชาการอย่าง อาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล และอาจารย์ลอย ชูพงษ์ทอง วิเคราะห์ข้อมูล พบบัตรเขย่งและบัตรขย่มรวมกว่า 324,000 ใบ

ที่น่าตกใจคือ เพียง 2 วันต่อมา กกต. ปิดเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนและภาคส่วนอื่นตรวจสอบข้อมูลได้ยาก พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่า กกต. ไม่สามารถแก้ตัวด้วยคำว่า ‘Human Error’ ได้ง่ายๆ ต้องทำงานเชิงรุก สืบสวนไต่สวน สั่งระงับหรือเลือกตั้งใหม่ เพื่อปกป้องคะแนนเสียงประชาชน

3 วิกฤตศรัทธาที่สังคมต้องการคำตอบชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่าสังคมไม่ต้องการคำแก้ตัว แต่ต้องการความจริงใน 3 วิกฤตหลัก:

  • วิกฤต “ความลับ” ของคูหาเลือกตั้ง: QR-Code ในบัตรสีเขียวและ Barcode ในบัตรสีชมพู ทำให้การโหวตไม่เป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กำลังมีคดีฟ้องศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • วิกฤต “บัตรเขย่ง” หรือบัตรผี: จำนวนบัตรในหีบมากกว่าผู้ลงชื่อรับบัตร แสดงถึงความผิดปกติที่เข้าข่ายไม่สุจริต กกต. ต้องสืบสวนด่วน
  • วิกฤต “ส่วนต่างผิดธรรมชาติ”: ผู้มีสิทธิ์รับบัตร 2 ใบ แต่หลังนับคะแนน พบบัตรสองสีต่างกันมหาศาล ต้องตรวจสอบเชิงลึก

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังเสนอแนวทางกู้ศรัทธา โดยให้ กกต. เปิดกล่องดำ กระบวนการเลือกตั้ง ดังนี้

  • ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ (Audit) ร่วมกับตัวแทนประชาชน ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์และนิติวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบต้นขั้วบัตร เทียบลายเซ็น รอยนิ้วมือ กับบัตรจริง และบัญชีผู้มาใช้สิทธิ ป้องกันสวมสิทธิ์
  • เปิดเผยขั้นตอนทั้งหมดให้ประชาชนเข้าถึง เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะ

ทำไม “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ถึงสำคัญ

การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการปกป้องสิทธิประชาชนตามกฎหมาย หาก กกต. ดำเนินด้วยความสุจริต การเปิดเผยจะคืนศรัทธาได้ แต่หากนิ่งเฉย ความคลุมเครือจะกลายเป็นบรรทัดฐาน บั่นทอนประชาธิปไตยทั้งระบบ หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงคืออำนาจสูงสุด ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ พ.ต.อ.ทวี ปิดท้ายว่า อยากให้เลือกตั้ง 2566 เป็นจุดเปลี่ยนของความโปร่งใส ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ “โกงมากที่สุด” ในประวัติศาสตร์ไทย

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบเลือกตั้งไทย ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และระบบ QR-Code จะช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งในอนาคต หาก กกต. ตอบสนองเชิงรุก จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้องค์กรอิสระอื่นๆ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การเลือกตั้งที่โปร่งใสสำคัญต่ออนาคตไทยอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ รถไฟฟ้า

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน ทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 เรียกร้องรัฐบาลจะอนุมัติเรื่องใหญ่ต้องเปิดข้อมูลให้ถกเถียงจนตกผลึกก่อน

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ชวนจับตาการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค. 2568) อาจมีการเปิดช่องทางในการเจรจาผลประโยชน์จากการแก้สัญญาสัมปทานให้กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้า ซึ่งดีลใหญ่ระดับแสนล้านบาทในการ “ซื้อคืน” สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2572  และมีข้อพัวพันกับการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน ด้วยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 รวมถึงสายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง สายสีชมพู ซึ่งจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่เอกชนคาดหวัง จึงอยากขายคืนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า “รัฐบาลชั่วคราว” ไม่ควรเร่งตัดสินใจดีลใหญ่แบบนี้ จะอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแล้วละเลยระบบรถเมล์ไม่ได้ และอย่าจับ “ตั๋วร่วม” มาเป็นตัวประกัน เพราะมันไม่เกี่ยวกัน รัฐบาลสามารถอุดหนุนเพื่อทำค่าโดยสารร่วมได้โดยไม่ต้องซื้อคืน (คำถามคืออุดหนุนเท่าไหร่จึงเหมาะสม?) แต่การซื้อคืนคือการเปิดช่องใหม่ในการเจรจาหาผลประโยชน์ว่าจะซื้อคืนในราคาเท่าไหร่จึงเหมาะสม?

นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ก่อน ครม.ชั่วคราวจะอนุมัติเรื่องใหญ่แบบนี้ อย่างน้อยควรเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อน โดยให้แต่ละพรรคการเมืองได้เสนอนโยบายมาแข่งกัน ยิ่งแข่งขันผ่านเวทีหาเสียงเลือกตั้งยิ่งเหมาะสม เพราะประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน แต่รัฐบาลชั่วคราวดันจะเร่งเดินหน้าเปิดโต๊ะเจรจาผลประโยชน์กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้าแบบนี้ ก็ต้องถามว่าจะเร่งกระสุนไปเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?

ดีลแสนล้านที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนและภาษีของพวกเราทุกคน การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน

จากกรณีที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. พรรคประชาชน ออกมาเตือนให้จับตาการประชุม ครม. ที่อาจมีการพิจารณาดีลแสนล้านเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมดีลแสนล้านนี้ถึงสำคัญ?

ดีลนี้เกี่ยวข้องกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ให้บริการประชาชนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือการ “ซื้อคืน” สัมปทาน อาจส่งผลกระทบต่อค่าโดยสาร, คุณภาพการให้บริการ, และภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว การตัดสินใจใดๆ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การที่เอกชนต้องการขายคืนสัมปทานสายสีน้ำเงิน, สายสีเหลือง, และสายสีชมพู เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความสำคัญของการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจอนุมัติโครงการ

ดังนั้น การที่นายสุรเชษฐ์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อนอนุมัติเรื่องใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

จับตาดูการเคลื่อนไหวของรัฐบาลและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน

4 จังหวัดน่าห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน! สส.ชี้รัฐบาลละเลย

สส.พรรคประชาชนชี้น้ำโขงวิกฤต 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในภาคอีสาน! โวยรัฐบาล “หนีปัญหา” ปิดบังข้อมูล และไม่เข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ถึงปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อภาคอีสาน โดยระบุว่า สถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่งหลังตรวจพบ “สารหนูเกินมาตรฐาน” ในแหล่งน้ำของจังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม ทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการละเลยและปกปิดข้อมูลต่อสาธารณชน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ทำการตรวจพบสารหนูในปริมาณที่เกินมาตรฐานเกือบสองเท่าใน 4 จุดตรวจ แต่ข้อมูลสำคัญนี้กลับไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์หลักของ คพ. แต่กลับถูกเก็บไว้ในส่วนย่อยของเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 อุดรธานี ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการละเลยปัญหาอย่างชัดเจนจากภาครัฐ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุถูกละเลยมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การตั้งคณะทำงานที่ซ้ำซ้อน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับขาดแคลนงบประมาณเฉพาะกิจสำหรับการดำเนินงานที่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังได้ “โดดประชุม” เวทีนานาชาติถึงสองครั้ง ทั้งเวทีอาเซียนและเวทีสิ่งแวดล้อมอาเซียน-จีน (12 ต.ค. และ 21 ต.ค.) โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเข้าร่วมแทน ซึ่งเป็นการ “เสียโอกาส” ในการเจรจาพหุภาคีที่สำคัญกับรัฐมนตรีจากประเทศอื่นๆ อย่างน่าเสียดาย

สส.พรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบที่มาจากการสะสมของสารพิษในน้ำประปา อาหาร และในร่างกายของประชาชน ผลการตรวจทางการแพทย์ยังพบสารหนูในปัสสาวะของประชาชนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และยังไม่มีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง

มีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการหลีกเลี่ยงปัญหา และดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในสองแนวทางหลัก:

  • ด้านการต่างประเทศ: รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งดำเนินการเจรจาพหุภาคีกับเมียนมา ลาว และจีน โดยทันที เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
  • ภายในประเทศ: รัฐบาลต้องยอมรับปัญหาและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบและจัดการปัญหาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกายของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน: วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

ผลกระทบจากสารหนูเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำ

การที่ 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในแหล่งน้ำนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค สารหนูเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกายและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ในระยะยาว เช่น โรคผิวหนัง โรคระบบประสาท และมะเร็ง

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เนื่องจากน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษสะสม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร

การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาด แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

รัฐบาลควรตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การปกปิดข้อมูลและการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติในระยะยาว

ที่มา – 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน สส.ประชาชนชี้รัฐบาลละเลยและปกปิดข้อมูล

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ

“อภิสิทธิ์” ติงนายกฯ พูดง่ายหลังบอก “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” ชี้ประชาชนควรรู้ก่อน ไม่ใช่มารู้ทีหลัง เตือนไทยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ความร่วมมือแร่หายากของโลก (Rare Earth)” กับสหรัฐอเมริกาว่า การที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาและมีเงื่อนไขให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นโอกาส แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไทยต้องได้รับความเป็นธรรมในเชิงผลประโยชน์และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ทำให้ MOU นี้แปลว่าสหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะผูกขาด เพราะประเทศอื่น ๆ อย่างจีนก็คงมีความปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคมอยู่แล้ว ประเทศไทยจึงควรต้องรักษาความสมดุลในเรื่องความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดทั้งอันดับหนึ่งและสองของโลก และต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าเราพร้อมจะร่วมมือกับประเทศอื่นด้วย

สำหรับกรณีที่รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้มาก่อน นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วแต่ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้กับประชาชน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของการเจรจาแต่ประชาชนควรจะมีสิทธิ์รู้ก่อนหน้านี้ว่าสิ่งที่รัฐบาลไปดำเนินการแลกเปลี่ยนเพื่อเจรจาต่อรองมีประเด็นอะไรบ้าง และวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระหว่างที่ไปเจรจารายละเอียดหรือนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะคนที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบมีหลายด้านมาก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การเปิดเผยกรอบความร่วมมือที่ผ่านมาคงทำให้หลายคนได้เห็นว่ามันครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วนจริง ๆ โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็นเลย และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอะไรแล้วกระทบกับคนเหล่านั้น ต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งรัฐบาลที่แล้วหรือรัฐบาลนี้ต่างพูดถึงประเด็นนี้เฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบจากภาษี 19% แต่ยังไม่ได้พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ไปแลกเพื่อได้ลดภาษีมาเหลือ 19% ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริงและต้องบอกให้ชัดว่าช่องทางหรือความสามารถในการเจรจารายละเอียดมีมากน้อยแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์กล่าวติงนายกรัฐมนตรีที่ตอบง่ายเกินไปเล็กน้อยว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” พร้อมระบุว่า เรื่องนี้คนไทยรู้เป็นครั้งแรกเมื่อถูกเปิดเผยออกมาในตอนนี้ รัฐบาลจึงมีหน้าที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและทำความเข้าใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ส่วนข้อตกลงการค้านั้น ในที่สุดแล้วก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูข้อกฎหมายอีกทีว่าเข้าข่ายหรือไม่ แต่ยังมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอีกเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าระดับของการที่จะได้รับอนุมัติ อย่าว่าแต่ไปถึงสภาเลย หน่วยงานต่าง ๆ ตามกฎหมายก็ยังมีอีกมากมายที่ต้องพิจารณา.

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

การลงนามในเอ็มโอยูความร่วมมือแร่หายาก (Rare Earth) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาติงการกระทำดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบก่อนการตัดสินใจ

ทำไมการเซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธจึงเป็นประเด็น?

เหตุผลหลักที่นายอภิสิทธิ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คือ การที่รัฐบาลไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบถึงรายละเอียดของเอ็มโอยู อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ก่อนที่จะทำการลงนาม ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง การที่ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้า ทำให้ขาดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน การทำข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการผูกขาดที่อาจนำไปสู่ความเสียเปรียบในระยะยาว

การที่นายกรัฐมนตรีตอบว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป เนื่องจาก อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรรับทราบ และรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในการดำเนินการ

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเอ็มโอยูให้ประชาชนได้รับทราบอย่างละเอียด รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ เป็นสัญญาณเตือนใจให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “มาร์ค” ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

สส.ข้องใจ! รายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูกสอบ?

สส. พรรคประชาชนตั้งคำถามถึง “อนุทิน” เหตุใดมีชื่อคนที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต อยู่ในโผ ครม.ด้วย ขู่หากไม่เคลียร์เจอแฉในอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงการจัดทำรายชื่อ ครม.อนุทินชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีที่มีชื่อบุคคลที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานทุจริตอยู่ในโผรายชื่อด้วย โดยระบุว่า ตนมีเอกสารที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในปี 2565 อย่างชัดเจน ซึ่งเอกสารระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการทั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จ ถือเป็นพฤติกรรมที่เสื่อมเสียและส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งแม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อในตอนนี้ แต่ยืนยันว่าบุคคลท่านนี้อยู่ในรายชื่อ ครม.อนุทิน ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว

นายชุติพงศ์ยังได้ตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ได้ตรวจสอบรายชื่ออย่างดีแล้วหรือไม่ เหตุใดจึงยังเสนอชื่อบุคคลที่ถูกชี้มูลความผิดอย่างชัดเจนขึ้นเป็นรัฐมนตรี พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยัง ป.ป.ช. ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี และตั้งคำถามไปยังกลุ่มโควตาที่เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวด้วย และหากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อ นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันที่จะตั้งบุคคลท่านนี้ จะนำประเด็นดังกล่าวไปเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป

สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

ประเด็นรายชื่อ ครม.อนุทิน กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อกระบวนการสรรหาบุคลากรทางการเมือง และความคาดหวังที่จะเห็นรัฐบาลที่ปราศจากการทุจริต

คำถามที่ยังต้องการคำตอบ: รายชื่อ ครม.อนุทิน โปร่งใสจริงหรือไม่?

คำถามสำคัญที่ สส. ชุติพงศ์ได้ตั้งไว้ คือ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบรายชื่อ ครม.อนุทิน อย่างละเอียดรอบคอบแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ การมีชื่อของผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในฐานทุจริต ย่อมสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ และอาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์หรือการปกป้องพวกพ้องได้

นอกจากนี้ คำถามที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินคดี ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากหากคดีทุจริตยังไม่มีความคืบหน้า อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรอิสระ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

การที่ สส. ชุติพงศ์ขู่ว่าจะนำประเด็นนี้ไปเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญได้

การจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรออกมาตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรี จึงเป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และหวังว่านายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความกระจ่างในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและรักษาไว้ซึ่งหลักการแห่งธรรมาภิบาล

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลนี้มีความเหมาะสมที่จะบริหารประเทศต่อไปหรือไม่

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าประเด็นนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรัฐบาลหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีจะสามารถตอบคำถามและความกังวลของประชาชนได้อย่างไร การเมืองไทยยังคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สส. ประชาชนข้องใจรายชื่อ ครม.อนุทิน มีคนถูก ป.ป.ช. สอบทุจริตติดโผ

Scroll to top