การเมืองไทย

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

“กังฟู” ชูประชาชนมอบ สส. พรรคเล็กไม่ต่อรอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับแฟนข่าวการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้เดินทางไปรับหนังสือรับรอง ส.ส. จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้ชูแนวคิดสำคัญที่ว่า “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนของพรรคในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

ระหว่างพิธีรับหนังสือรับรอง “กังฟู” ได้ยกหนังสือขึ้นเหนือศีรษะอย่างภูมิใจ พร้อมย้ำว่าตำแหน่ง ส.ส. นี้มาจากอำนาจสูงสุดของประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้าที่ปกป้องแผ่นดิน โดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี แม้พรรคไทรวมพลังจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อไม่มาก แต่ก็ทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภา ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาสัญญาว่าจะไม่ลืมปัญหาชายแดน พืชผลเกษตร และสิทธิประโยชน์ของทหารกล้า

จุดยืนพรรคไทรวมพลังต่อการร่วมรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย “กังฟู” ยอมรับว่าพรรคมี ส.ส. เพียง 6 คน ถือเป็นพรรคเล็ก แต่ยืนยันว่าจะไม่รีบร้อนวิ่งต่อรองตำแหน่ง รอให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกียรติพรรคใหญ่ การพูดคุยก่อนหน้าเป็นเพียงไม่เป็นทางการเท่านั้น พรรคไทรวมพลังต้องการสร้างบรรทัดฐานการเมืองใหม่ ที่พรรคเล็กมีศักดิ์ศรี ไม่แย่งชิงเก้าอี้หรือผลประโยชน์

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง เป็นคำประกาศที่สะท้อนปรัชญาการเมืองของพรรค ซึ่งพร้อมสนับสนุนรัฐบาลหากเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องชายแดนหรือสงครามตะวันออกกลาง และสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายค้านได้เช่นกัน พรรคนี้คือพรรคสุดท้ายที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องรัฐบาล แต่ยืนหยัดในหลักการ

ห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ “กังฟู” ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่กัมพูชาสร้างแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงปะทะรอบ 3 ชาวพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบหนักสุดในชีวิต เขาเรียกร้องอย่าลืมวีรบุรุษทหาร โดยเฉพาะเงินเยียวยาที่บางคนยังไม่ได้รับ ต้องใช้เงินงบกลางช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อย และตั้งงบประมาณประจำปี 2569-2571 จนกว่าจะแก้ปัญหาการรุกล้ำได้ถาวร

  • จุดเด่นของพรรคไทรวมพลัง:
  • ยืนหยัดศักดิ์ศรีพรรคเล็ก ไม่วิ่งต่อรองอำนาจ
  • เน้นแก้ปัญหาชายแดนและสนับสนุนทหารกล้า
  • สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ มีมารยาท รอเชิญอย่างเป็นทางการ
  • พร้อมทำงานข้ามฝ่ายเพื่อประโยชน์ประชาชน
  • มาจากฐานเสียงพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี

ในวันเดียวกัน นายกฤษดา หลีนวรัตน์ หรือ “นายกฯเบี้ยว” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก็มารับหนังสือรับรองเป็นรายสุดท้าย โดยไม่ให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินทางไปรายงานตัวที่รัฐสภา สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคเล็กอย่างไทรวมพลังอาจมีบทบาทสำคัญในการโหวต組成รัฐบาล

การเคลื่อนไหวของ “กังฟู” แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีคุณค่า หากยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการต่อรอง “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง อาจเป็นต้นแบบใหม่ที่นักการเมืองรุ่นใหม่ควรศึกษา

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของพรรคไทรวมพลัง? การไม่วิ่งต่อรองจะช่วยยกระดับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

“จูรี” ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส.ครั้งแรก

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะแฟนๆ พรรคประชาธิปัตย์และชาวสงขลา ที่เฝ้าติดตามมาตั้งแต่เลือกตั้ง

“จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

นายจูรี นุ่มแก้ว สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปรับหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คุณจูรีบอกว่ามันเหมือนกับการนำเสียงกว่า 30,000 คะแนนจากพี่น้องประชาชนในหาดใหญ่และตำบลคลองอู่ตะเภา มาด้วยตัวเองเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่สร้างประวัติศาสตร์การเมืองสุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

จูรี ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส. ครั้งแรก

การเลือกตั้งในเขต 2 สงขลา ดุเดือดมากครับ ผู้สมัครแต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น ทำให้ประชาชนมีตัวเลือกดีๆ เยอะ สุดท้ายชาวบ้านก็เลือกคุณจูรีให้มาเป็นตัวแทน แม้พรรคจะเป็นฝ่ายค้าน แต่คุณจูรีมั่นใจว่าจะทำงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันปัญหาชาวบ้าน

ปัญหาเร่งด่วน: น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ สส.จูรีพร้อมแก้

ประเด็นหลักที่ประชาชนฝากไว้คือ น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาครอนิกของพื้นที่ แม้ยังไม่เป็น สส.อย่างเป็นทางการ คุณจูรีก็ช่วยผลักดันเยียวยาผู้ประสบภัยไปแล้ว กกต.อนุมัติแล้ว ตอนนี้รอเงินซ่อมบ้านที่กำลังตรวจสอบ ชาวบ้านยังหวังมาตรการป้องกันน้ำท่วมก่อนปลายปีนี้ด้วย สส.คนใหม่คนนี้สัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงให้เต็มที่

หัวหน้าพรรคก็ให้กำลังใจ สส.รุ่นใหม่คนนี้ คาดว่าจะหารืองานเพิ่มตอนไปรายงานตัวที่รัฐสภา

บรรยากาศรับหนังสือรับรอง สส. พรรคต่างๆ
ทีม สส.พรรคภูมิใจไทย รอรับหนังสือ

ส่วนพรรคอื่นๆ ก็คึกคัก เช่น พรรคกล้าธรรม ส่งตัวแทนมารับแทนร้อยเอกธรรมนัส และนางนฤมล พรรคภูมิใจไทย มีแกนนำหลายคนมารับด้วยตัวเอง รอนายอนุทินมากันใหญ่ แล้วขึ้นบัสไปสภา

ที่เด็ดสุดคือ พรรคประชาชน ส่งทีมกฎหมาย 3 คน พร้อมกล่องกระดาษ 3 ใบ มารับหนังสือรับรองแทนทั้ง 120 สส. (เขต 88 + บัญชีรายชื่อ 32) แสดงถึงระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

ทีมกฎหมายพรรคประชาชน รับหนังสือ สส. 120 คน

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งที่หลากหลาย พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำงานเพื่อประชาชน ขณะที่พรรครัฐบาลเร่งเครื่องเต็มสูบ

มาดูประเด็นน่าสนใจในรูปแบบรายการกัน:

  • ตื่นเต้นครั้งแรก: สส.จูรีนำเสียง 30,000 คะแนนมาด้วยหัวใจ
  • ปัญหาน้ำท่วม: เยียวยา + ป้องกัน ก่อนปลายปี
  • ฝ่ายค้านทำงานได้: ตรวจสอบ + ผลักดันงบแก้ปัญหา
  • พรรคอื่นๆ: ภูมิใจไทยคึกคัก ประชาชนใช้ทีมกฎหมายโปร

ในมุมมองผม การมี สส.หน้าใหม่แบบคุณจูรีที่พร้อมลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงๆ เป็นสัญญาณดีของสภาไทยชุดนี้ แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่รัฐบาลต้องฟังเสียงชาวบ้านนะครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวสำคัญเมื่อ “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.47 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากการสักการะองค์นรสิงห์จำลองตามธรรมเนียม จากนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม

มุมมองจากนายวันมูหะมัดนอร์ต่อสถานการณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาเพื่อหารือแนวทางดูแลคนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามโดยตรง แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อคนไทยในประเทศมุสลิมและเศรษฐกิจโดยรวม ชาวมุสลิมในไทยไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลยึดหลักเป็นกลาง ปฏิบัติตามข้อตกลงสหประชาชาติและอาเซียน สนับสนุนการเจรจาสันติภาพอย่างเต็มที่

ส่วนการสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ ยังประเมินไม่ได้เพราะเกี่ยวข้องหลายชาติ แต่รัฐบาลต้องเร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ให้ปลอดภัย อำนวยความสะดวกผู้เดินทางกลับ นอกจากนี้ หลายประเทศพร้อมร่วมมือกับไทย เนื่องจากภาพลักษณ์ของไทยที่รักสันติและไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร

แนวทางการเมืองต่างของไทย

ไทยยืนยันชัดเจนว่าจะยึดแนวทางเป็นกลางในประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยมีมาตรการช่วยเหลือดังนี้

  • กระทรวงการต่างประเทศประสานงานช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งเตือนประชาชน
  • สนับสนุนสันติภาพผ่านเวทีระหว่างประเทศ
  • เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูง

โครงสร้างศาสนาและการอยู่ร่วมกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังชี้แจงโครงสร้างทางศาสนาว่า คนไทยในตะวันออกกลางกว่า 80% เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ขณะที่อิหร่านส่วนใหญ่เป็นนิกายชีอะห์กว่า 90% แต่ความแตกต่างนี้ไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในไทยเองก็มีมุสลิมนิกายชีอะห์ราว 10% ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ดี

การเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางวิกฤต

นอกเหนือจากประเด็นต่างประเทศ นายวันมูหะมัดนอร์ ยังพูดถึงการเปิดประชุมสภาหลังกกต.รับรองส.ส.ครบ โดยเลขาธิการสภาจะแจ้งเลขาธิการนายกเพื่อทูลเกล้าฯ เปิดสมัย ส.ส.ต้องปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนสนับสนุนสูงสุดควรเป็นแกนนำเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด รัฐบาลรักษาการอาจมีข้อจำกัดในการเจรจาระหว่างประเทศ

การหารือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างจริงจัง แนวทางเป็นกลางของไทยน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ในมุมมองผู้เขียน การเร่งตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพในการรับมือวิกฤตทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เราจะอัปเดตข่าวสารให้ทราบต่อไป

ที่มา – “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง

“ทนายอั๋น”เชื่อภูมิใจไทยรอดคดีฮั้ว สว.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “ทนายอั๋น” เชื่อภูมิใจไทยอาจรอดคดีฮั้ว สว. หลังจากมีภาพหลุดออกมาที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการสอบสวนคดีนี้ ทนายอั๋น หรือนายภัทรพงศ์ ศุภักษร ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมทั้งหมดของคดีดังกล่าว

“ทนายอั๋น” เชื่อภูมิใจไทยอาจรอดคดีฮั้ว สว.

คดีฮั้ว สว. หรือคดีการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นคดีใหญ่ที่ กกต. และ DSI กำลังไล่ล่า โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ทนายอั๋นเล่าว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องกว่า 200 คน รวมถึงนายอนุทินด้วย แต่ตอนนี้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดใหม่กำลังพิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ ถ้าชุดนี้ตัดสินไม่ฟ้อง คดีก็จบเห่

นอกจากนี้ ในส่วนคดีอั่งยี่-ซ่องโจรที่ DSI ดูแล สั่งฟ้อง 8 คน แต่สำนวนถูกอัยการตีกลับเพราะชุ่ย ทนายอั๋นยังแฉ “อำนาจเจริญโมเดล” ที่มีการโอนเงินจากนาง “ญ.” มือขวาเจ๊ใหญ่อำนาจเจริญ ไปยังอดีต ส.ส. สุราษฎร์ธานี หลายแสนบาท แล้วกระจายต่อ ถ้าสุราษฎร์โดนทำไมอำนาจเจริญไม่โดน? เพราะใกล้บุรีรัมย์ อ่างทอง อุทัยธานี มีเส้นเงินเชื่อมโยง ทนายอั๋นท้า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กล้าทิ้งทวนออกหมายเรียก-หมายจับกลุ่มนี้ก่อนถูกเก็บหรือไม่ เหมือนกรณีผู้ว่าฯ รฟท.ที่เซ็นคดีเขากระโดงก่อนออก

ทนายอั๋น พูดถึงคดีฮั้ว สว. ภูมิใจไทย

ภาพอนุกรรมการสอบคดีฮั้ว ไหว้ “อนุทิน” งาน MotoGP

ประเด็นเด็ดคือภาพล่าสุดที่ทนายอั๋นเปิดเผย ร.ต.อ.ปิยะ หนึ่งในอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดนี้ กำลังยกมือไหว้ต้อนรับนายอนุทินที่สนามบินสตึก จ.บุรีรัมย์ ขณะไปเปิดงาน MotoGP ฤดูกาล 2026 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ภาพนี้ถูกถ่ายก่อน DSI จะตอบ กกต. ว่าในสำนวนอั่งยี่และฟอกเงินยังไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ทำให้อนุกรรมการชุดนี้สรุปตัดจบคดี พรรครอด!

ทนายอั๋นตั้งข้อสังเกต ร.ต.อ.ปิยะมีพฤติกรรมแบบนี้ทั้งที่ต้องตัดสินคดีนายอนุทิน และมีข่าวจะได้เป็นอธิบดี DSI คนใหม่ ถ้าเป็นจริง คดีนี้คงสั่งไม่ฟ้องแน่ๆ ล่าสุด กกต. สอบถาม DSI แล้วยืนยันไม่มีฟ้องคนพรรค ทำให้คดีฮั้ว สว. ของภูมิใจไทยใกล้จบ

ภาพอนุกรรมการไหว้ อนุทิน MotoGP คดีฮั้ว สว.

คดีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมไทย ที่การเมืองมาปะปนกับคดีอาญา ล่าสุดเกิดเมื่อ 4 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา “ทนายอั๋น” เชื่อภูมิใจไทยอาจรอดคดีฮั้ว สว. เพราะเส้นสายและภาพชวนสงสัย

  • กกต.ชุด 26 สั่งฟ้อง 200+ คน รวมอนุทิน
  • DSI สั่งฟ้อง 8 ในคดีอั่งยี่ แต่สำนวนชุ่ย
  • อำนาจเจริญโมเดล โอนเงินข้ามจังหวัด
  • ภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ไหว้ต้อนรับอนุทิน MotoGP
  • DSI ไม่ฟ้องพรรค ทำให้คดีจบ

จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้เห็นว่าเส้นทางการเงินและอิทธิพลยังคงเป็นปริศนา หาก DSI ไม่ทิ้งทวน คดีนี้อาจเงียบหายไป คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะรอดจริงหรือไม่? คดีฮั้ว สว. ควรไปสู่ศาลเพื่อความยุติธรรมหรือเปล่า

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่ และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองประเด็น “ทนายอั๋น” เชื่อภูมิใจไทยอาจรอดคดีฮั้ว สว. อย่างไร มันเป็นแค่การเมืองหรือมีมูลจริง? การต่อสู้เพื่อความโปร่งใสต้องเข้มแข็งกว่านี้

ที่มา – “ทนายอั๋น” เชื่อภูมิใจไทยอาจรอดคดีฮั้ว สว. หลังมีภาพอนุกรรมการสอบคดีฮั้ว ไหว้ “อนุทิน” งาน MotoGP

ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ข่าวล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว นั่นคือ ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม หรือพรรคประชาชนนั่นเอง หลังจากที่คุณปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญ ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้เขากำลังจะกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ใช้ความรู้ คิด พูด เขียน อย่างอิสระเต็มที่ จนกว่าจะมีโอกาสเจอกันอีก!

ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามที่บางแหล่งระบุ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567 จากบริบทหลังเลือกตั้ง) คุณปิยบุตรได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตัว หลังจากปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนครั้งสุดท้ายที่เวทีปราศรัยจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นั่นคือจุดจบของภารกิจหลักที่พรรคมอบหมายให้เขาเรียบร้อยแล้วครับ

แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ หลังวันเลือกตั้งผ่านไป 13 วัน พรรคประชาชนยังเชิญคุณปิยบุตรกลับมาเป็นวิทยากร บรรยายให้กับว่าที่ ส.ส. และอดีตผู้สมัครทั้งหมดอีกครั้ง เขาก็ตอบรับและบรรยายไปเกือบชั่วโมงด้วย คำบรรยายชุดนั้นสัญญาว่าจะนำมาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรในเพจต่อไป ส่วนตัวคุณปิยบุตรยังไปจัดวงสนทนาธรรมชาติกลุ่มย่อยหลายวง เพื่อปลอบใจคนผิดหวัง ยินดีกับผู้สมหวัง ให้ข้อคิดทั้งฝ่ายแพ้และชนะ ขอบคุณทีมงานเบื้องหลังหาเสียงและรณรงค์ จนทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ภารกิจสำคัญที่ปิยบุตรทำให้นพรรคประชาชน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูสรุปภารกิจที่คุณปิยบุตรทุ่มเทให้พรรคส้มกันครับ:

  • ผู้ช่วยหาเสียงหลัก โดยเฉพาะเวทีปราศรัยครั้งสุดท้ายที่ขอนแก่น
  • วิทยากรบรรยายหลังเลือกตั้งให้ว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร
  • จัดวงกลุ่มย่อยเพื่อให้กำลังใจ สรุปบทเรียน และขอบคุณทีมงาน
  • รณรงค์และช่วยเหลือในหลายพื้นที่ตามความเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ได้ครบถ้วนตามหน้าที่แล้ว ตอนนี้จึงขอถอยหลังออกมา ไม่ผูกมัดกับพรรคอีกต่อไป จะทำอะไรก็ในนามตัวเองล้วนๆ

แผนงานสุดยอดที่ปิยบุตรเตรียมไว้ข้างหน้า

หลังจากนี้ คุณปิยบุตรมีงานค้างไว้เพียบเลยครับ ที่รอให้เขาได้ลงมือแบบอิสระเต็มตัว สิ่งที่เขาวางแผนไว้มีดังนี้:

  • กำเนิดพรรคอนาคตใหม่: เรื่องราวเบื้องหลังการตั้งพรรคที่พลิกโฉมการเมืองไทย
  • ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรค: วิเคราะห์เชิงลึก
  • ทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์และแบบซ้าย: มุมมองใหม่ๆ
  • รวมคำปราศรัยการเมือง บทวิจารณ์ และข้อเสนอถึงพรรคต่างๆ
  • บันทึกการเดินทางทัศนศึกษาในประเทศต่างๆ
  • คำบรรยายชั้นปริญญาโท 2 หัวข้อ (ครั้งสุดท้ายก่อนลาออกมาตั้งพรรค)

นอกจากนี้ เขายังรวบรวมข้อเขียน คลิป สัมภาษณ์ คำบรรยาย ผลงานทั้งหมด ไว้ในเว็บไซต์ส่วนตัว กำลังพัฒนา คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือนก็เปิดตัวได้ และปีนี้ตั้งเป้าออกหนังสือต้นฉบับ 1 เล่มเลยทีเดียว สุดท้ายก็ฝากเอาใจช่วยพรรคประชาชนให้ประสบความสำเร็จต่อไป จนกว่าจะพบกันใหม่

มาดู背景กันหน่อยนะครับ ปิยบุตร แสงกนกกุล คือบุคคลสำคัญในวงการการเมืองฝ่ายก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบเมื่อปี 2563 จากนั้นมาทำงานกับคณะก้าวหน้า และล่าสุดช่วยพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น ‘พรรคส้ม’ สืบทอดอุดมการณ์ก้าวไกล การประกาศถอนตัวครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการเลิกยุ่งการเมือง แต่เป็นการกลับมาเป็นนักคิด นักเขียนอิสระ เพื่อผลิตคอนเทนต์คุณภาพให้สังคมต่อไป

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของปิยบุตรนี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขาทำหน้าที่ครบแล้วก็ถอย เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าผูกขาดหรือแทรกแซงพรรค แถมยังเปิดทางให้ตัวเองผลิตผลงานที่รอค้างมานาน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจทฤษฎีการเมือง ทฤษฎีพรรคฝ่ายซ้าย และประวัติศาสตร์พรรคก้าวหน้า

ถ้าคุณเป็นแฟนคลับปิยบุตร หรือสนใจการเมืองไทย ลองติดตามเพจและเว็บใหม่ของเขาเลยครับ คงมีคอนเทนต์เด็ดๆ ออกมาเพียบ ส่วนพรรคประชาชนก็ขอให้สู้ๆ ต่อไปนะ

คุณคิดอย่างไรกับการประกาศ ปิยบุตร ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ครั้งนี้? มันจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ ชอบบทความนี้ก็กดไลค์ แชร์ต่อ และ subscribe เพื่อไม่พลาดข่าวอัปเดต!

ที่มา – “ปิยบุตร” ประกาศปลดเปลื้องพันธะผูกพันพรรคส้ม ขอกลับมาใช้ความรู้ คิด พูด เขียน อย่างอิสระ

“อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว

“อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนถึงเรื่องการควบคุมกระทรวงกลาโหม ท่ามกลางสถานการณ์ภัยความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกที่กำลังเป็นที่กังวลของประชาชน

“อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว

ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับความสนใจในการควบคุมกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงด้วยตัวเองหรือไม่ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่านายกรัฐมนตรีสามารถคุมได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อให้สมบูรณ์แบบ เพราะในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นสามารถกำกับดูแลได้โดยตรงอยู่แล้ว คำตอบนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลไทยที่ชัดเจน

สถานการณ์ภัยความมั่นคงและบทบาทนายกรัฐมนตรี

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในประเทศ เช่น การชุมนุมทางการเมือง หรือภัยจากภายนอกอย่างความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายอนุทิน มองว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องควบตำแหน่งกลาโหมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยลดกระแสคาดเดาในวงการการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่านี่หมายถึงจะยังคงควบกระทรวงมหาดไทยต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน ตอบแบบกั๊กๆ ว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน” โดยขอรอการรับรองผล ส.ส.ใหม่ การเลือกประธานสภา และการเลือกนายกรัฐมนตรีให้เรียบร้อยก่อน เพราะตำแหน่งคณะรัฐมนตรีต้องรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ไม่ใช่อำนาจของนายกฯ เพียงผู้เดียว นี่คือหลักการที่นายอนุทินยึดถือ เพื่อหลีกเลี่ยงการคาดเดาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

สัมมนาภูมิใจไทยที่บุรีรัมย์: ไม่ใช่การตกลงร่วมรัฐบาล

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการประชุม ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งหลายคนคาดหวังว่าจะมีการประกาศพันธมิตรรัฐบาลชัดเจน แต่ “อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว และยืนยันว่าการประชุมนี้เป็นเพียง “ปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่” เท่านั้น เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. เพิ่มจากเดิม 70 กว่าคน สู่ 192 คน จึงต้องสร้างความคุ้นเคย สนิทสนมกัน

กำหนดการจะมีทั้งส่วนวิชาการและสันทนาการ เช่น เต้นไก่ย่างถูกเผา เพื่อละลายพฤติกรรมให้ ส.ส. รุ่นใหม่เข้ากับรุ่นเก่าได้ดี นอกจากนี้ เรื่องการนัดเปิดประชุมสภาเลือกประธานสภา นายอนุทิน ก็บอกแค่ว่า “รอก่อน” แสดงถึงความรอบคอบในการวางแผน

  • จุดเด่นของพรรคภูมิใจไทย: ส.ส. เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สู่ 192 เสียง
  • กิจกรรมปฐมนิเทศ: เน้นทั้งวิชาการและสนุกสนาน เช่น เต้นรำ
  • มุมมองอนุทิน: มั่นใจในอำนาจนายกฯ คุมกลาโหมได้โดยไม่ต้องควบ

การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสู่การจัดตั้งรัฐบาล โดยนายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ฐานเสียง

วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งใหญ่ พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคเด่นด้วยคะแนนเสียงที่พุ่งสูง ส.ส. 192 คน ทำให้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล การที่นายอนุทินไม่รีบประกาศตำแหน่งต่างๆ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและเคารพกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างพรรคร่วม

ในแง่ภัยความมั่นคง การยืนยันว่านายกฯ คุมกลาโหมได้อยู่แล้ว เป็นสัญญาณดีว่าการเมืองไทยกำลังมุ่งสู่ความสมดุล ไม่ให้ฝ่ายทหารครอบงำมากเกินไป นี่คือยุคใหม่ที่พรรคเล็กอย่างภูมิใจไทยอาจมีบทนำ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาการเจรจาร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทยและประชาชน หากภูมิใจไทยได้เก้าอี้นายกฯ จริงตามกระแส จะเป็นการพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว ถือเป็นคำยืนยันที่ช่วยคลายความกังวล หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่อ insight ลึกๆ ว่าการเมืองไทยจะไปทางไหนต่อ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” พูดชัด ไม่ควบ “กลาโหม” บอกเป็นนายกฯก็คุมอยู่แล้ว

“นิด้าโพล” ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีผลสำรวจสุดร้อนแรงมาฝากกันตรงจาก“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน ผลสำรวจนี้ทำโดยศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลทางโทรศัพท์ ความแม่นยำสูงถึง 97% ค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เลยทีเดียว เพื่อนๆ คิดดูสิว่าประชาชนคิดยังไงกับการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญสุวรรณ จะดึงพรรคอื่นมาร่วม

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเดือดปุดๆ ทุกพรรคต่างแย่งชิงตำแหน่งกันวุ่นวาย นิด้าโพลเลยออกมาสำรวจหัวข้อ “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ถามตรงๆ ว่าประชาชนอยากเห็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประชาชน (ปชน.) และเพื่อไทย (พท.) ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผลออกมาชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรกที่ประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่อยากให้” ร่วมเลย!

“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

มาดูผลกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เริ่มจากพรรคแรกที่โดนหนักสุด

พรรคกล้าธรรม (กธ.): เกินครึ่งไม่เอา

เมื่อถามว่าควรให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม ผลคือ

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 64.35%
  • ควรเข้าร่วม: 34.05%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 1.60%

เห็นมั้ยครับ เกือบ 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย! อาจเพราะกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ภาพลักษณ์ยังไม่ชัด หรือกลัวถูกกลืนโดยพรรคใหญ่?

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับเดอะบลูส์ พรรคเก่าแก่

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 58.24%
  • ควรเข้าร่วม: 40.84%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.92%

ประชาชนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับการจับมือ “เสี่ยหนู” อนุทิน อาจเพราะฐานเสียงใต้ของปชป. ยังมีประเด็นขัดแย้งเก่าๆ กับภูมิใจไทย

พรรคประชาชน (ปชน.): รับไม่ได้เลย

พรรคนี้โดนหนักสุด

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 71.14%
  • ควรเข้าร่วม: 28.55%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.31%

กว่า 70% บอกไม่เอา! คงเพราะปชน.เน้นนโยบายก้าวหน้า แต่ภูมิใจไทยถูกมองว่าติดค้างประเด็นเก่า

พรรคเพื่อไทย (พท.): หนุนเต็มที่

แต่น่าสนใจตรงพรรคเพื่อไทย

  • ควรเข้าร่วม: 54.73%
  • ไม่ควรเข้าร่วม: 44.81%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.46%

กว่าครึ่งเห็นด้วย สะท้อนว่าประชาชนมองว่าพท.กับภท.เข้ากันได้ดีกว่า

กลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ

เพื่อความน่าเชื่อถือ นิด้าโพลแจกแจงกลุ่มตัวอย่างครบถ้วน ดังนี้

  • ภูมิลำเนา: กทม. 8.55%, กลาง 18.70%, เหนือ 17.79%, อีสาน 33.28%, ใต้ 13.82%, ตะวันออก 7.86%
  • เพศ: ชาย 47.94%, หญิง 52.06%
  • อายุ: 18-25 ปี 12.13%, 26-35 17.79%, 36-45 17.94%, 46-59 26.34%, 60+ 25.80%
  • การศึกษา: ไม่เรียน 0.38%, ป.6 20.46%, ม.ปลาย 33.51%, อุปตรี 9.62%, ป.ตรี 29.92%, โทขึ้นไป 6.11%
  • อาชีพ: ขรก. 10.46%, พนักงานเอกชน 16.34%, เจ้าของกิจการ 22.52%, เกษตร 10.69%, รับจ้าง 14.81%, แม่บ้าน/เกษียณ 19.07%, นักเรียน 6.11%
  • รายได้: ไม่มี 21.37%, <5,000 บ. 3.74%, 5k-10k 13.97%, 10k-20k 31.53%, 20k-30k 11.83%, 30k+ ส่วนน้อย

ตัวอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ น่าเชื่อถือสุดๆ

วิเคราะห์ผล: ประชาชนส่งสัญญาณอะไร?

จากผลนี้ เห็นชัดว่าประชาชนยังไม่ค่อยไว้ใจการจับมือระหว่างกธ.-ปชป.-ปชน.กับภูมิใจไทย อาจเพราะนโยบายไม่ลงรอย หรือกลัวรัฐบาลใหญ่เกินไปไม่ยั่งยืน แต่การที่หนุนพท.ร่วม แสดงถึงความหวังในพรรคใหญ่ที่ชัดเจน ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความเห็นฐานเสียง ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ ถ้าทำได้ รัฐบาลใหม่ก็น่าจะแข็งแกร่ง!

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับผลสำรวจนี้? อยากเห็นพรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้าง? มาคอมเมนต์讨论กันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัพเดททุกวันกับเรา!

ที่มา – “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันนะครับกับ สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ที่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศที่รัฐสภาไม่คึกคักอย่างที่คิด เพราะสส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่งเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สส.แบบแบ่งเขตต้องรีบมารายงานตัวเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ แต่ทำไมถึงเงียบเหงาขนาดนี้ ลองมาดูกันครับ

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับรายงานตัวสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้วครับ แต่บรรยากาศในช่วงครึ่งวันเช้าจนถึงเที่ยงวันนั้นค่อนข้างเงียบเหงาเลย มีสส.เดินทางมารายงานตัวเพิ่มเติมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีสส.อีสานเหนือ 4 คนมาร่วมรายงานตัว ทำให้ตอนนี้มีสส.ที่รายงานตัวแล้วรวมทั้งสิ้น 101 คน จากจำนวนสส.ทั้งหมด 396 คน ยังเหลืออีก 295 คนที่ยังไม่ได้เข้ารายงานตัวเลย นี่แหละครับที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสส.ถึงมาช้าขนาดนี้

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา

สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา: สส.ภูมิใจไทย 4 คนที่มารายงานตัวใหม่

สำหรับสส.ที่เดินทางมารายงานตัวในวันนี้ มีจากพรรคภูมิใจไทยทั้ง 4 คน ซึ่งมาจากภาคอีสานเหนือครับ โดยรายชื่อมีดังนี้

  • นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ เขต 1
  • นายสุริยา แป้นสุชา สส.บึงกาฬ เขต 2
  • นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ เขต 3
  • นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย เขต 3

ถือเป็นข่าวดีสำหรับพรรคภูมิใจไทยที่สส.เริ่มทยอยมารายงานตัว แต่สำหรับพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคที่ยังไม่มีสส.เขตเดินทางมารายงานตัวเลย เช่น พรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และพรรคไทยสร้างไทย ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังดูบางตาอยู่ครับ

ทำไมสภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา? สาเหตุที่สส.ยังไม่ครบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา ขนาดนี้ คำตอบอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น การเดินทางที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสส.จากพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคเหนือ อีสานตอนบน หรือใต้ รวมถึงการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากหลังกกต.เพิ่งรับรองผลเลือกตั้งใหม่ๆ นอกจากนี้ บางพรรคอาจกำลังรอให้สส.พร้อมพร้อมกัน หรือมีปัญหาเรื่องการประสานงานภายในพรรค ทำให้ยังไม่ครบตามกำหนด

สถิติชัดเจนเลยครับ ปัจจุบันรายงานตัว 101/396 เท่ากับประมาณ 25.5% เท่านั้น ถ้าคิดแบบนี้ต่อไป สภาอาจยังไม่ครบเร็วๆ นี้ สิ่งนี้สะท้อนถึงการเริ่มต้นของสภาชุดใหม่ที่ค่อนข้างช้า แต่ก็เป็นเรื่องปกติในระบบการเมืองไทยที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา

背景การรายงานตัวสส.หลังเลือกตั้ง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หลังจากกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตต้องมารายงานตัวภายในเวลาที่กำหนดเพื่อรับรองสถานะและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือเลือกประธานสภา ถ้าสส.ไม่มารายงานตัวทัน อาจมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคและการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีครับ ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่สภาเริ่มช้าเพราะสส.เดินทางล่าช้า

สำหรับพรรคประชาชน พรรคไทรวมพลัง และไทยสร้างไทย ที่ยังไร้เงา อาจเป็นเพราะสส.ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อหรือยังไม่ได้รับการรับรองเต็มรูปแบบ สถานการณ์นี้ทำให้แฟนการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คาดว่าอีกไม่กี่วันสส.น่าจะทยอยมาเพิ่มขึ้น ทำให้สภาเริ่มคึกคักมากขึ้น

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสดีให้สส.ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสภาเต็มตัว คุณล่ะครับคิดว่าสภาจะครบเมื่อไหร่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้นะครับ!

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรเงียบเหงา เปิดรายงานตัววันที่ 4 บางตา สส.ยังรายงานตัวไม่ถึงครึ่ง

Scroll to top