การเมืองไทย

ยศชนัน หาเสียงสระบุรี พร้อมมาลัยกะหรี่ปั๊บ!

การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา พรรคการเมืองต่างๆ เร่งลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้าน

“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรค และนายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร สส.ชัยนาท ได้ลงพื้นที่ตลาดสืบศิริ จังหวัดสระบุรี เพื่อช่วยนายทวีจิตร พัฒน์ชนะ ผู้สมัคร สส.สระบุรี เขต 1 หาเสียง

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีทั้งมอบพวงมาลัย ดอกไม้ และขอลายเซ็นจากนายยศชนัน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนนำมาลัยกะหรี่ปั๊บ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดสระบุรี มามอบให้ด้วย สร้างความประทับใจให้กับทีมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น นายยศชนันและคณะ ได้ขึ้นรถแห่ไปพบปะประชาชนที่ตลาดล้งข้าง บขส.สระบุรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

“ยศชนัน” โชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่เอาใจชาวสระบุรี

ในช่วงบ่าย นายยศชนันเดินทางไปวัดแก่งคอย เพื่อสักการะหลวงพ่อลา และสนทนาธรรมกับพระครูประภัศร์วรญาณ เจ้าอาวาสวัดแก่งคอย ซึ่งได้อวยพรให้นายยศชนันประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

จากนั้น นายยศชนันและคณะ ได้เดินทางไปยังตลาดเช้าแก่งคอย เพื่อช่วยนายสมบัติ อำนาคะ ผู้สมัคร สส.สระบุรี เขต 2 หาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนนำดอกดาวเรืองและมาลัยกะหรี่ปั๊บมามอบให้กำลังใจ นอกจากนี้ นายยศชนันยังได้โชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าเกียง สร้างความสนุกสนานและเป็นกันเอง

ระหว่างการเดินตลาด นายยศชนันได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน รับฟังปัญหาและความต้องการต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาจังหวัดสระบุรีต่อไป

การลงพื้นที่“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงได้รับความไว้วางใจจากชาวสระบุรี

ที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนนำมาลัยกะหรี่ปั๊บมามอบให้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่ชาวสระบุรีมีต่อนายยศชนันและพรรคเพื่อไทย

“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ไม่เพียงแต่เป็นการหาเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน รับฟังปัญหา และนำเสนอแนวทางในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ หวังว่าประชาชนจะใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ชาวบ้านคล้องมาลัยกะหรี่ปั๊บ เจ้าตัวโชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่

ภูมิใจไทย กระแสดี 3 จังหวัดชายแดนใต้ จริงหรือ?

“พิพัฒน์” โว กระแสภูมิใจไทย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตอบรับดีมาก ปัดตอบดรามา วาทกรรมโจมตี ปชป. โยนประชาชนตัดสินเอง

เมื่อเวลา 09.17 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงกรณีการลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากระแสก็ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ กระแสภูมิใจไทย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เราจะได้และหวังว่าเราจะได้ ผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น และที่ตนได้ลงไปสัมผัสพื้นที่ ร่วมกับนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ เราก็ต้องพยายามต่อไป ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดให้ดีขึ้น เพราะรายได้ต่อหัวเฉลี่ยต่อปีมีน้อยมาก

ส่วนเรื่องวาทกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีการโจมตีไปมา นายพิพัฒน์ กล่าวในทันทีว่า ไม่พูดหรอกครับเรื่องนี้ ตนคิดว่ามันไม่ดี หากจะเป็นพันธมิตร หรือจะโต้กันไปกันมาก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินดีกว่า

กระแสภูมิใจไทย 3 จังหวัดชายแดนใต้

การที่นายพิพัฒน์ออกมากล่าวถึง กระแสภูมิใจไทย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ดีขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า พื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายทางการเมืองสูง การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับความนิยมมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในการเมืองระดับภูมิภาค

ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระแสความนิยม

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่

  • นโยบายของพรรค: นโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เช่น นโยบายด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
  • ตัวบุคคล: ตัวแทนของพรรคที่มีความเข้าใจในพื้นที่ มีความใกล้ชิดกับประชาชน และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา
  • สถานการณ์ทางการเมือง: สถานการณ์ทางการเมืองในภาพรวม และความสามารถของพรรคในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ถือเป็นภารกิจสำคัญ เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคได้รับความนิยมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งยังคงเป็นการตัดสินใจของประชาชน การที่นายพิพัฒน์กล่าวว่าให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง ถือเป็นการเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการเลือกผู้แทนของตนเอง

การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับความนิยมมากขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหม่ เราต้องติดตามกันต่อไปว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความนิยมในพื้นที่นี้ได้หรือไม่ และจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เข้าร่วมในการตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็น เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – กระแสภูมิใจไทย 3 จังหวัดชายแดนใต้ตอบรับดี “พิพัฒน์” ปัดตอบดรามา วาทกรรมโจมตี ปชป.

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

“อนุทิน” เดินเท้าเข้าทำเนียบฯ หลังพาภริยาทำบุญวันเกิด บอกเวลาที่เหลือช่วยลูกพรรคหาเสียง ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุการณ์ป่วนใต้

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินเท้าจากย่านโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ มายังทำเนียบรัฐบาล ภายหลังไปรับประทานอาหารเช้ากับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยนายอนุทิน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เดินมาเพื่อย่อยอาหาร หลังแวะไปรับประทานข้าวแกงมา วันนี้ข่าวไม่มีอะไร สบายๆ วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีไม่มาก เมื่อถามว่า วันนี้ทำไมถึงมาแต่เช้าตรู่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เมื่อเช้าจึงไปทำบุญตักบาตรที่วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมเวที “ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand’s Future หัวข้อ Thailand Vision 2035 เมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า ก็โอเค พยายามพูดให้อยู่ภายใน 20 นาที ซึ่งก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อถามกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่านายกฯ โหนกระแสรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทิน หัวเราะไม่ตอบคำถาม ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม เมื่อถามว่าบรรยากาศที่เหลืออีก 26 วัน จะเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ตอนนี้พยายามหาเวลาลงไปช่วยลูกพรรค กรุงเทพฯ บ้าง ต่างจังหวัดบ้างแล้วแต่เวลาที่มี จะไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวันที่ 14 มกราคม อาจจะแวะไปสงขลา แต่ผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาอยู่ในพื้นที่แล้ว

หวัง สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

เมื่อถามว่าเห็นโพลแล้วใจชื้นหรือไม่เพราะบางโพลมีคะแนนนำและตัวเลข สส. ได้เยอะกว่าพรรคอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่าใจชื้นก็ไม่ได้ จะใจชื้นหรือใจแห้งก็ต้องรู้ผลเราก็ไม่ประมาท เห็นผลโพลที่ดีขึ้น ถามว่ากำลังใจดีขึ้นไหมก็เป็นธรรมดาก็มีกำลังใจดีขึ้น ลูกพรรคก็มีความคึกคักขึ้น เมื่อถามว่าอย่าง กทม. เหมือนเสียงตอบรับจะดี โอกาสที่จะได้ สส. ครั้งแรกมีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็คาดหวังทุกที่ อยู่ที่ประชาชน เชื่อประชาชนตัดสินใจถูกต้องเสมอ เมื่อถามว่าก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์คาดว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เห็นเริ่มเทศกาลสาดโคลนกัน แต่ละคนควรใช้เวลาผลักดันนโยบายพรรคตัวเองสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่ใช่พอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลงหรืออาจจะตาม แล้วเที่ยวไปนั่งซัดใส่ความคนนั้นคนนี้ เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายพรรคจะมีไม้เด็ดนโยบายอะไรดึงดูดประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานสม่ำเสมอ ไม่สาดโคลนใคร เมื่อถามว่า ช่วงนี้เริ่มมีบางพรรคประกาศว่าจะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับมือกับพรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าสามารถทำงานกับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ เรารอให้ประชาชนเขาตัดสินใจ บางทีพูดปากไวไป ซึ่งวันนี้มีดิจิทัลฟุตพรินต์ พูดไปก็ต้องมานั่งแก้เก้อ พูดให้น้อยดีกว่า ห่วงเรื่องของตัวเองให้มากๆ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา

นายกฯ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุป่วนใต้

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าทั้งฝ่ายความมั่นคงและการทหารต้องทำหน้าที่ของเขาไปอย่างเต็มที่ ตนกำชับเรื่องของการข่าว สิ่งที่มันเกิดขึ้นจะบอกว่าการข่าวไม่ล้มเหลวมันก็ไม่ได้ต้องปรับปรุง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ได้ย้ำในสิ่งที่เป็นฝ่ายขึ้นตรงกับการสั่งงานของตนคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ไปเร่งร่วมมือกับทางจังหวัดในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบเหตุ ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งในพื้นที่ได้ส่งรายละเอียดมาแล้วเดี๋ยวตนจะขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปอ่าน โดยมีมาตรการ ระเบียบ และมติจากที่ประชุมในการที่จะช่วยเหลือว่าการเกิดเหตุร้ายแบบนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตนจะต้องเร่งให้มันเร็วขึ้น ส่วนใหญ่ต้องใช้งบประมาณจากงบกลาง ซึ่งงบกลางที่จะนำไปใช้สำหรับสถานการณ์ที่เร่งด่วนฉุกเฉิน และช่วยเหลือประชาชนโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทางราชการปกติ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาให้อยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า กรณีนี้ทางการข่าวไม่ได้มีการรายงานมาก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าแจ้งก็คงไม่เกิด

“อนุทิน” บอกปมกัมพูชายึดฟังระดับผู้นำ

ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่ค่อยจะเคารพข้อตกลงที่ทำกันเท่าไหร่ นายอนุทิน ระบุว่า เรามีเอกสารที่เรายืนยันเจตนารมณ์มาทั้งคู่ คือเราต้องฟังผู้นำประเทศ ขืนไปนั่งใส่ใจกับคนทุกระดับมันก็ไม่ใช่

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (โพล) บางสำนักจะชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำ แต่ อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ อย่างรอบคอบและพร้อมรับฟังเสียงของประชาชนเสมอ

อนุทินย้ำ! ไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าผลโพลบางแห่งจะแสดงให้เห็นว่าพรรคมีคะแนนนำอยู่ก็ตาม เขากล่าวว่าพรรคจะไม่ประมาทและจะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ดังนั้น การที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้คำมั่นว่าจะไม่ประมาทและทำงานอย่างหนักต่อไป จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้การสนับสนุน

การเลือกตั้งครั้งต่อไป ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนเอง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเสียงและทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิด ศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ สะท้อนความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ หวังได้ สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย”?

“อภิสิทธิ์” เรียกร้องคนไทยตัดสินใจกำหนดอนาคตประเทศ ถาม “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือไม่ ผิดหวังการเมืองไทยทุจริต-ทุนเทาเริ่มครอบงำ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัย พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาสู่วงการการเมือง เพราะกรณีของคลิปเสียงอังเคิล เมื่อตนได้ฟังแล้วได้โทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ยุคที่แล้ว บอกให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลทันที แต่เจ้าของเสียง ยังดื้อในตำแหน่ง จนต้องรอคำพิพากษา ให้เปลี่ยนรัฐบาล ตนมองว่าเป็นอีกครั้งที่การเมืองถึงจุดตกต่ำ ดังนั้นหากมีโอกาสตนจะกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง และกลับมาในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่า ทั้งเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนกลับลดลง ดังนั้น จึงอยากทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ตามสโลแกน “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความสุจริตและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุนเทา และเส้นทางการเงินกับกลุ่มฟอกเงิน ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลยุ่งเกี่ยวกับทุน

ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีความสำคัญต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายผลักดันและส่งเสริมเรื่องการศึกษาของพี่น้องประชาชน รวมถึงนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ให้พี่น้องประชาชน จะนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเปิดข้อมูล และออกแบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกขึ้น จะให้การสนับสนุน SME และประชาชนที่ยังเป็นลูกจ้างฟรีแลนซ์ ผลักดันให้เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐฯ อีกทั้งยังสนับสนุนช่องทางการหารายได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกจ้างที่มีรายได้ประจำและต้องการการเติบโตจากรายได้เสริม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนสามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาเมื่อเวลา 19.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีท่ามกลางการต้อนรับของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามามอบดอกไม้และสวมกอดด้านหน้าเวทีโดย นายอภิสิทธิ์ ปราศรัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของหัวหน้าพรรคและไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดคนหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลายที่สามารถตัดสินใจได้ว่า เรามีความคิดความเชื่อทางการเมืองเดียวกัน แล้วเราจะทำงานร่วมกัน ดังนั้นสส.กทม.ทั้ง 33 คน ทุกคนมีความหมาย พร้อมกับแซวว่าทั้ง สส.ทั้ง 33 คน เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับตน แต่เป็นช่วงที่ตนลงสมัครเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่ามีคำสบประมาทที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่เมื่อตนกลับมาก็คำบอกเล่าว่าพรรคประชาธิปัตย์คงเป็นแค่การรวบรวมศิษย์เก่า แต่คงไม่สามารถที่จะมีภาพของการมองอนาคตได้ แต่วันที่ตนตัดสินใจกลับมา สิ่งที่ตนบอกกับตัวเองคือการกลับมาครั้งนี้ต้องมีบุคลากรที่มีคนหนุ่มสาวคนหน้าใหม่ที่ตัดสินใจได้ว่าอนาคตของประเทศ วิสัยทัศน์ที่เรามีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ และต้องช่วยกันทำงานให้เกิดเป็นจริงได้ พรรคที่ใครต่อใครก็บอกว่าตกต่ำ วันนี้อยากให้ดูว่า สส. ทั้ง 33 คน มีหลากหลายอาชีพด็อกเตอร์ หมอ ศิลปิน เด็กจบใหม่ ซึ่งบางคนไม่ได้มีฐานทางการเมือง แต่วันนี้พวกเขาบอกว่า ที่เลือกมาอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อในตัวของ “นายอภิสิทธิ์” จึงถึงเวลาที่พวกเขาอยากมาช่วยประชาธิปัตย์ มาช่วยประเทศชาติ แล้วจากที่ตนได้สัมผัส ทุกคนล้วนผ่านกระบวนการคัดกรองและมีความหมายมากกว่าหนึ่งเสียงในสภา เพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้แทนแก้ปัญหากับพี่น้องประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาเป็นเหมือน 2 สภาที่ผ่านมาแน่นอน

ทำไม “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองไม่ใช่กิจการที่ใครจะมาชี้นิ้วสั่ง แต่พรรคการเมืองต้องสะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองที่มีความหลากหลาย พร้อมกับได้เปิดเสื้อยืดที่ตัวเองใส่มาในวันนี้ให้ประชาชนดู ซึ่งเป็นเสื้อยืดสีเทา สกรีนด้วยตัวหนังสือสีดำว่า “เสื้อเทา” และสกรีนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าว่า “แต่คนไม่เทา” และอธิบายว่านี่คือความตกต่ำของการเมืองไทยที่มาจากการทุจริตและทุนเทา จึงอยากจะกลับมาทำให้บ้านเมืองของเราเป็นบ้านเมืองที่สุจริต ถึงจะสามารถคิดต่อเรื่องอื่นได้

เพราะถ้า “ทุนเทาอยู่ ทุนดีก็จะไม่มา” และคนที่จะปราบทุนเทาได้ดีที่สุด นั่นคือพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะความสุจริตและความซื่อสัตย์ ต้องเริ่มจากนักการเมือง จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากและเติบโตต่อไป

ดังนั้นวันนี้ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ตนไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงแค่ว่าวันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามประชาธิปัตย์ได้ แล้วประชาธิปัตย์จะเป็นคนกำหนดเส้นทางการเมืองของบ้านเมืองนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะตัดวงจรทุนเทาและเปิดบ้านเมืองสุจริต แล้วครั้งนี้จะทำให้สำเร็จหรือไม่ก็ส่งไม้ต่อให้ 33 คนนี้จนทำสำเร็จให้ได้ ต้องไม่มีรัฐมนตรี รองนายกฯหรือนายกรัฐมนตรีที่คอยห้าม คอยปกป้อง ทุนเทา 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เกิดความแตกแยกแบบนี้มาเยอะ ทั้งมีการด้อยค่าสถาบันที่เป็นหลักของชาติหลายครั้ง ดังนั้นนอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องของทุนเทา การทุจริต และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้วตนเองยังไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนบ้านเมือง มาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกต่อไป ซึ่งตอนสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็เคยพูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครมาบอกตนเองว่า “ไม่จงรักภักดี” เพราะสิ่งที่ตนเองทำ เพราะรักและอยากจะปกป้องสถาบัน ซึ่งการนิรโทษกรรมควรมีหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมีหลายประเภท ในสมัยตนเองเป็นรัฐบาลจึงมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองต่างๆ แต่ตอนนี้มีการสร้างความแตกแยกทุกทาง นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมืองด้วย เรื่องเหล่านี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ตนเองขอย้ำว่าสถาบันหลักของชาติจะต้องอยู่เหนือการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้น้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือไม่ว่าจะไม่ทำ MOA กันอีก ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกไม่ยกมือให้และไม่ร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยพูดว่าถ้ามาที่จะไม่ชวนพรรคสีน้ำเงินเข้าไป แต่กลับกลายเป็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามและหาเรื่องแทน หากบอกไม่ร่วมพรรคไหน คนก็จะมองว่าไปเลือกอีกพรรคทันที ซึ่งวันนี้แปลกมากที่พรรคภูมิใจไทยกล้าจะมาวิจารณ์บิดคำให้สัมภาษณ์ของตนเองเมื่อวานนี้ และมาถามว่า ปิดทางร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งตนเองก็ตอบเงื่อนไขเรื่องนี้ไปชัดเจนอยู่แล้ว หากมีทุจริตทุนเทาและความแตกแยกจะไม่เอาทั้งสิ้น

“เรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้และต่อไปในอนาคต” แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าบอกว่าไม่เอาเพื่อไทยก็จะหาว่าสร้างความแตกแยก อย่างที่ตนเองบอกว่า “ไม่ได้ปิดประตู แต่หากมือระบอบทักษิณแหย่เข้ามา ตนเองงับมือขาดทันที”

ส่วนพรรคอะไรที่กล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาจับมือเพื่อไทย ทำคนใต้ผิดหวังมาก แล้วบอกตัวเองจะดูแลคนใต้ ตนเองอยากถามกลับว่า “คุณกล้าบอกคนใต้หรือไม่ ว่าจะไม่เอาเพื่อไทย” พร้อมท้าว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เพราะหากกล้าประกาศได้เป็นฝ่ายค้านแน่นอน

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาท้าทายพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความชัดเจนทางการเมือง และต้องการให้ประชาชนได้พิจารณาถึงจุดยืนของแต่ละพรรคอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

“ซูชิ พริษฐ์” ยันเหลนหลวงฯ ลาออกพรรค

“รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

“ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

“ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ”

ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ

ทำไม “ซูชิ พริษฐ์” ถึงลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ?

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประวัติและแนวคิดของนายพริษฐ์ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษีจึงตัดสินใจให้นายพริษฐ์ลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อลดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรค

นายพริษฐ์เองก็ยืนยันว่าการลาออกเป็นความสมัครใจของตนเอง และไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครในพรรค เขาเห็นว่าการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

การลาออกของ “ซูชิ พริษฐ์” ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การที่บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันในพรรคการเมืองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมและผู้สนับสนุนพรรค

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการคัดเลือกผู้สมัคร และต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่พรรคสามารถจัดการกับความขัดแย้งภายในพรรคได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

เรื่องราวของ “ซูชิ พริษฐ์” และการตัดสินใจลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของเขาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตนเองและพรรคเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย

ที่มา – “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

เลือกตั้ง 2569: สุดารัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ พรรคไทยสร้างไทยได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมด้วยพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย เตรียมพร้อมสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทยได้ประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้เข้ามาทุกที

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทยมีดังนี้:

  • คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
  • พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
  • นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย

คุณหญิงสุดารัตน์

ทำความรู้จักกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์: อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร: อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศ

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย: ผู้บริหารบริษัท ขอนแก่น พัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด ผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง

นอกจากนี้ นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้จับสลากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยสร้างไทย ได้หมายเลข 48 ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้

จินนี่ ยศสุดา

การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าพรรคไทยสร้างไทยจะนำเสนอนโยบายอะไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างไรบ้าง

การมีตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษาข้อมูลของผู้สมัครแต่ละท่านอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย “สุดารัตน์-ภราดร-สุรเดช”

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

การประกาศชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไม่น้อย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นในด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคต ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค

วิสัยทัศน์ของ “ดร.การดี” ในการแก้หนี้และกู้เศรษฐกิจ

ดร.การดี มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องหนี้สินของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

นโยบายที่ ดร.การดี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยจะมีการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ทั้งคนเมืองและเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความคาดหวังต่อการทำงานเป็นทีม:

  • ผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคน: ดร.การดี เชื่อว่าการทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน: ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้ง 3 คน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
  • ขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ: การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.การดี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อว่าการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่ “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่ ดร.การดี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

การมี “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะมีนโยบายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ชิง สส.

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน เร่งแก้ไขปัญหา นัดพบ “กลุ่มไรเดอร์” รับฟังเสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ หลังเสนอชื่อ “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. (หัวหมาก) สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union ได้นัดหมายกลุ่มไรเดอร์เพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อย่างนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทไลน์แมน

น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องไรเดอร์ และทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ เข้าร่วมวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ “เสียงของทุกคนมีความสำคัญกับพวกเรา แม้ว่าจะเป็นคำติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง” น.ส.รักชนกกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏชื่อของนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดอยู่ใน 100 รายชื่อแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมในบริษัทไลน์แมน ในช่วงที่นายอิสริยะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนนายอิสริยะ โดยยอมรับว่ารู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2549 และมองว่านายอิสริยะมีความคิดที่เฉียบแหลมและก้าวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) ว่ามีการจัดทำไพรมารีโหวตผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศของพรรค ปชน. ผลปรากฏว่าการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดชลบุรี ไม่รับรองนายอิสริยะให้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อย่างไรก็ตาม นายอิสริยะยังคงผ่านไพรมารีโหวตในจังหวัดอื่นๆ หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” จริงหรือไม่?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพรรคกับกลุ่มไรเดอร์

ทำไมต้อง ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์”?

การที่พรรคการเมืองต้องลงมาจัดการกับความไม่พอใจของกลุ่มไรเดอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการและความกังวลของตนเอง การที่กลุ่มไรเดอร์ออกมาทวงถามถึงจุดยืนของพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้พรรคการเมืองใส่ใจและรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกกลุ่ม
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดับไฟร้อนในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องใส่ใจและรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และการที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหลังจากนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ท้วงส่ง “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ชิง สส.

Scroll to top