การเมือง

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากกรณีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ชายคลั่งก่อเหตุจุดไฟเผานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย สร้างความเสียใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมายืนยันถึงการรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด พร้อมให้ความช่วยเหลือญาติอย่างเต็มที่ และเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดูแลรักษาและเยียวยานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอย่างเต็มที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย รัฐบาลไทยและทุกภาคส่วนต่างประณามการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้การดูแลนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของประเทศไทย

สถานการณ์ล่าสุดของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย ปลัดกระทรวงฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชายมีอาการ Burn 69% และยังไม่รู้สึกตัว ในขณะที่นักท่องเที่ยวหญิงมีอาการ Burn 36% รู้สึกตัวดี และสามารถสื่อสารโดยการเขียนได้ อาการโดยรวมของทั้งคู่คงที่ แต่ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวชายได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่า และมีการแจ้งเรื่องเงินเยียวยาไปแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบประกันกับสายการบิน ญาติของนักท่องเที่ยวต้องการนำตัวกลับไปรักษาที่มาเลเซียโดยเร็ว แต่แพทย์ยังไม่แนะนำให้เดินทาง เนื่องจากนักท่องเที่ยวชายจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ส่วนนักท่องเที่ยวหญิงควรพักรักษาตัวอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์

มาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวมาเลเซีย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลรับส่งญาติของนักท่องเที่ยวไปยังโรงแรมที่พัก และให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ตามที่ญาติร้องขอ สำหรับมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รัฐบาลไทยได้กำหนดมาตรการเยียวยาเบื้องต้นดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามใบเสร็จ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (หักจากเงินประกันที่นักท่องเที่ยวได้รับ)
  • ค่าเยียวยาจิตใจ: 50,000 บาท

รวมค่าเยียวยาทั้งสิ้นไม่เกิน 550,000 บาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเพิ่มเติมต่อไป โดยจะพิจารณาจากดุลยพินิจของแพทย์ และตรวจสอบสาเหตุของการก่อเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวมาเลเซียในครั้งนี้ จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อไปได้

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่การตอบสนองอย่างรวดเร็วและการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย จะช่วยบรรเทาความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด ถูกชายคลั่งจุดไฟเผา

ทบ. โต้! ไทยยิงถล่มบ้านเรือน? ไม่จริง!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน โดยชี้ว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหากที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด เรื่องราวเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา เพื่อสำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน จังหวัดอุดรมีชัย โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดและการยิงถล่มบ้านเรือนโดยกองทัพไทย

พล.ต.วินธัย ย้ำว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา

ไทยยึดมั่นหลักสากล

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่าทหารไทยยึดมั่นในการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้น และการใช้อาวุธของไทยมีประสิทธิภาพ สามารถจำกัดวงการทำลายอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารได้ ไม่เหมือนกับฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทยที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ

สิ่งที่น่าตกใจคือ มีหลายจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือน ห่างจากพื้นที่การรบถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีการนับจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันแล้วกว่า 100 จุด ทั้งที่ระเบิดไปแล้วและยังไม่ระเบิด ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียดแล้ว

“ฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงสำรวจพื้นที่บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ที่อ้างว่ามีความเสียหายนั้น พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปในพื้นที่ตอนในถึง 20-30 กิโลเมตร เหมือนที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังกล่าวอีกว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในช่วงที่มีการสู้รบ ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาที่ใช้เป็นพื้นที่รวมพลและที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ ดังนั้น ตัวเลขพลเรือนที่บาดเจ็บและสูญเสียตามที่กล่าวอ้างนั้นจึงไม่เป็นความจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสีย จะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น

สรุปคือ ทบ. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไทยยิงถล่มบ้านเรือน และกล่าวหากลับว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหาก ที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน จึงเป็นการออกมาปกป้องชื่อเสียงของประเทศและกองทัพ

ที่มา – ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา: สถานการณ์สงบ

สถานการณ์ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงสงบ ประชาชนเริ่มทยอยกลับบ้านหลังจากหลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ไม่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน หากประชาชนพบเห็นพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอความร่วมมือแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ

การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บกู้วัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการแจ้งเบาะแสใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การแจ้งเบาะแสเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่สงบลงนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และความเสียสละของทุกภาคส่วน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การกลับคืนสู่สภาวะปกติของพื้นที่ชายแดน ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนมาดังเดิม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง

Scroll to top