การเลือกตั้ง

ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

บรรยากาศการเมืองระดับท้องถิ่นในกรุงเทพมหานครเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตสวนหลวงและประเวศ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากพี่น้องประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ตัวเอง

ในส่วนของเขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล หรือ “ทัต” ผู้สมัคร สก. หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน พร้อมชูนโยบาย “การเมืองที่จริงใจ เริ่มต้นจากการรับฟัง” โดยเขาเชื่อว่าคนในพื้นที่คือผู้ที่เข้าใจปัญหาได้ดีที่สุด หน้าที่ของผู้แทนจึงไม่ใช่แค่การนำเสนอนโยบาย แต่คือการเป็นกระบอกเสียงที่พร้อมรับฟังและลงมือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในแต่ละชุมชน

ก้าวสำคัญสู่การบริหารพื้นที่ด้วยความเข้าใจ

นอกจากนี้ การที่ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่องนั้น ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดยืนที่ต้องการทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ ต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพลังไอเดียของคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้เขตสวนหลวงและเขตประเวศเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และยั่งยืนกว่าเดิม

ทางด้านนายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล อดีต สก. เขตประเวศ ซึ่งเป็นผู้สมัครหมายเลข 5 ในพื้นที่เขตประเวศ ก็ยังคงเดินหน้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แม้จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชนแต่เจ้าตัวย้ำเสมอว่า การเมืองท้องถิ่นต้องไม่หยุดนิ่งและต้องปรับตัวตามความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยบรรยากาศตลอดการลงพื้นที่เป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในทุกซอยทุกชุมชน

  • นโยบายหลัก: เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อม
  • จุดแข็ง: ประสบการณ์พื้นที่และการทำงานที่สัมผัสได้จริง
  • การมีส่วนร่วม: เน้นการรับฟังเสียงจากทุกกลุ่มคนในสังคม

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกตัวแทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อมวลชนอย่างจริงจัง การที่ ณัชกรณ์-ธนวัฒน์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพียงแค่การขอโอกาสให้พรรคเท่านั้น แต่เป็นการขอโอกาสให้คนในเขตสวนหลวงและประเวศได้มีผู้แทนที่พร้อมรับฟังและขับเคลื่อนนโยบายจากมือคนในพื้นที่สู่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง มาร่วมกันตัดสินใจเพื่ออนาคตของเขตที่เราพักอาศัยกันครับ

ที่มา – “ณัชกรณ์-ธนวัฒน์” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอคะแนน สก. ให้พรรคประชาธิปัตย์

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์

การเมืองไทยช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันหย่อนบัตร 28 มิถุนายนนี้ กลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็น เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์ เรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี ซึ่งถือเป็นมุมมองที่สะท้อนวุฒิภาวะของผู้นำที่ผ่านการลงมือทำจริงมาโดยตลอด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เผยถึงกลยุทธ์การหาเสียงในครั้งนี้ว่ายึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. คิดใหม่ 2. ต้องสนุก และ 3. ต้องสเกล สำหรับการ “คิดใหม่” คือการฉีกกฎเดิมๆ เช่น การลดการใช้ป้ายหาเสียงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องความสนุกและการสร้างสรรค์ คือหัวใจสำคัญให้ทีมงานก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี

มุมมองจากคนทำงานจริงสู่ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติระบุว่าไม่รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะเข้าใจดีว่าเมื่อลงมือทำงานย่อมต้องมีผลงานให้ถูกตรวจสอบหรือวิจารณ์ได้ ต่างจากผู้ที่อาจยังไม่เคยดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองที่เขามองผ่านจุดนี้ไปได้แบบสบายๆ

แม้ว่าจะมีการโจมตีบ้าง แต่อีกมุมหนึ่งใน เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์ ว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานที่ต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันที่เขาภูมิใจว่า กทม. ไม่ติดรายชื่อหน่วยงานไม่โปร่งใส อีกทั้งยังแสดงความใจกว้างด้วยการเปิดรับนโยบายดีๆ จากผู้สมัครท่านอื่นมาปรับใช้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของคนกรุงเทพฯ

โดยสรุปแล้ว นโยบายที่เขาเน้นย้ำคือการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวเมืองหลวง นี่คือภาพสะท้อนความคิดของนักบริหารที่เน้นผลงานมากกว่าการโต้ตอบกันไปมา

  • เน้นนโยบายเศรษฐกิจเมือง
  • การแก้ปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง
  • การเปิดรับไอเดียใหม่ๆ สู่การพัฒนาเมืองในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราควรพิจารณาจากผลงานและวิสัยทัศน์ที่ผ่านมามากกว่าคำพูดหาเสียงเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้ผู้นำที่ใส่ใจการทำงานจริงต่อไป

ที่มา – เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์ เรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ชัชชาติจัดทริปไฟไหม้ 24 ชม.

โค้งสุดท้ายของการเมืองไทยเริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้สร้างสีสันและกระแสให้คนกรุงหันมาสนใจด้วยการงัดกลยุทธ์สุดแหวกแนวอย่าง “ทริปไฟไหม้” ลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตะโกนบอกพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่า 28 มิ.ย. นี้ คือวันตัดสินอนาคตของเมืองหลวงของเรา

กลยุทธ์ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 กับทริปไฟไหม้ 24 ชม.

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับการปราศรัยใหญ่แบบเดิมๆ แต่ครั้งนี้ชัชชาติเลือกที่จะลงพื้นที่จริงแบบต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26 ไปจนถึง 27 มิ.ย. 2569 โดยเป้าหมายหลักในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ของเขาคือการเข้าถึงคนกรุงทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานกลางคืน พ่อค้าแม่ค้า หรือคนที่เดินทางในยามวิกาล เพื่อสะท้อนชีวิตเมืองที่ขับเคลื่อนตลอดเวลา

เปิดใจชัชชาติกับภารกิจ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

นายชัชชาติเปิดเผยว่า ความเป็นห่วงที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดูเงียบเหงาเกินไป จึงอยากกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่งให้กับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ในการเจรจางานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมนี้ไม่ได้หวังแค่คะแนนเสียง แต่ต้องการให้ทุกคนเห็นภาพความเป็นไปของเมืองและการลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้

กิจกรรมไฮไลต์ตลอด 24 ชั่วโมง:

  • เริ่มสตาร์ตจากสกายวอล์กช่องนนทรี
  • เยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยฉุกเฉินยามค่ำคืน
  • ไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อรับฟังปัญหาคนกรุงแบบเรียลไทม์
  • รณรงค์ความปลอดภัยผ่านนโยบายไฟส่องสว่างและกล้อง CCTV

นอกจากนี้ ชัชชาติยังย้ำถึงแผนงานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน ทั้งการติดตั้งไฟ LED เพิ่มอีก 100,000 ดวง และการเชื่อมต่อโครงข่ายกล้อง CCTV จากภาคเอกชนกว่า 200,000 กล้อง เข้ากับศูนย์ Command Center เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว

ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งให้ดี และออกไปใช้สิทธิกันตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะเสียงของคุณคือพลังที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้ การได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่แสดงถึงพลังประชาธิปไตยที่แท้จริง ใครรักใคร หรืออยากเห็นเมืองเป็นอย่างไร อย่าลืมออกไปกาบัตรเลือกตั้งกันนะครับ

ที่มา – เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” งัดกลยุทธ์ “ทริปไฟไหม้” หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงไปใช้สิทธิ

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ อีกครั้ง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวยืนยันว่าถูกปิดกั้นจากการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้

หลักฐานการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI Passport

สิ่งที่เป็นข้อกังวลหลัก คือการที่รัฐออก TOR ออกมาในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายเดียว โดยมีการระบุเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องมีการติดตั้งจอดิจิทัลตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังจำนวนมหาศาล ซึ่งดูคล้ายกับการล็อกสเปกไว้ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำท่าทีเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผย

รายละเอียดการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ต้องจับตา

สำหรับประเด็นที่ นพ.วรงค์ เตรียมยื่นต่อ ป.ป.ช. มีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • การจัดทำ TOR ที่มีการระบุเงื่อนไขการติดตั้งสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา และแหล่งธุรกิจอีกกว่า 400 จุด
  • โครงสร้างการจ่ายเงินที่ผูกติดกับเงื่อนไขการติดตั้งจอ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
  • การเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเตือนและชี้เบาะแสหลักฐานผ่านทางรัฐสภาแล้วก็ตาม

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง เพราะจากเหตุการณ์ในอดีต ศาลเคยพิจารณาคำอภิปรายในสภาฯ ว่าเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการเอาผิดนักการเมืองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การที่หน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงดีอีจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นในสายตาของผู้ตรวจสอบ

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า การทุจริตที่ซ่อนมาในรูปแบบสัญญาของภาครัฐนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อภาษีประชาชน หากรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความจริงใจในการตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดแค่ลมปาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “หมอวรงค์” เตือน รมว.ดีอี ดูคดี “จำนำข้าว” เป็นตัวอย่าง เตรียมยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อมีการพยายามโยงชื่อของ สก. พรรคประชาชน หรือพรรคส้มเดิม เข้าไปพัวพันกับกระแสข่าวลือเรื่องการฮั้วเงินทอน ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ออกมาเปิดใจชัดเจนว่า เขาเป็นคนจุดประเด็นเรื่องการทุจริตงบ กทม. นี้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปคือความโปร่งใส ไม่ใช่การหาเสียงแบบสาดโคลนใส่กัน

เปิดเบื้องหลัง วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

นายวิโรจน์อธิบายว่า ตนได้ออกมาตีแผ่กลโกงเรื่อง ‘งบแปรญัตติ’ มาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพบกระบวนการตัดงบประมาณอย่างไม่มีเหตุผลเพื่อนำไปต่อรองกับผู้ว่าฯ และล็อกสเปกผู้รับเหมาเครือข่ายตนเอง หากพรรคส้มเป็นตัวการทุจริตเสียเอง ตนคงไม่นำความลับเหล่านี้ออกมาแฉแต่แรก การที่ สส. ศุภณัฐ ร่วมตั้งข้อสังเกตเรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรรคของเรายืนหยัดต่อสู้กับคอร์รัปชันอย่างแท้จริง

หากพิจารณาถึงความจริงจังในการปราบทุจริต นายวิโรจน์เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานดังนี้:

  • การปรับระบบงบประมาณ: ต้องทำให้อุดช่องโหว่การโกง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้บริหารก็ไม่สามารถทุจริตได้
  • ความโปร่งใสในสภา กทม.: สก. ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ผู้แสวงหาผลประโยชน์
  • การคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา: สก. ที่มีคุณภาพเปรียบเสมือน CFO ที่ซื่อตรง ช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างคุ้มค่า

ในอีกมิติหนึ่ง นายวิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน เพราะนโยบายของพรรคคือการทำงานอย่างสร้างสรรค์ การนำเรื่องเก่ามาตีปี๊บใส่ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน คือพฤติกรรมของการเมืองยุคเก่าที่ประชาชนชาว กทม. ไม่พึงปรารถนา และเชื่อมั่นว่าในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ ชาวเมืองหลวงจะมีวิจารณญาณที่เพียงพอในการตัดสินใจลงคะแนนให้กับผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การปราบทุจริตไม่ใช่แค่การพูดให้ดังในช่วงหาเสียง แต่คือการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้จริง เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของ กทม. ร่วมกันครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยันแฉทุจริตงบ กทม. ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หยุดสาดโคลนกล่าวหา สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

“คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายคริส โปตระนันทน์ ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารงานภายในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาษี

เจาะลึกปม “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายคริสได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบพฤติกรรมส่อทุจริตที่เรียกกันว่า “ระบบอากง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมและการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานเขตต่างๆ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และสร้างความเสียหายให้กับเงินงบประมาณของกรุงเทพมหานครอย่างมหาศาล

เปิดกลโกงผ่านการซอยโครงการย่อย

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการติดตามของนายคริส คือวิธีการใช้งบประมาณที่ถูกแบ่งเป็นโครงการย่อยๆ ให้มีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดประมูลตามระเบียบพัสดุ วิธีการนี้เปิดช่องให้เกิดการเลือกผู้รับเหมาแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมักจะเล็งเห็นได้ว่าอาจเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองท้องถิ่น ข้อมูลนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม. อย่างต่อเนื่องจนกว่าความจริงจะปรากฏ

นายคริสได้ระบุชื่อเขตที่พบความผิดปกติหลายแห่ง ได้แก่:

  • เขตบางนา และ พระขนง
  • เขตบางแค และ บางซื่อ
  • เขตจตุจักร และ ราชเทวี
  • เขตลาดพร้าว และ ยานนาวา
  • เขตทวีวัฒนา, ตลิ่งชัน และพระนคร

บริษัทเอกชนที่ได้รับงานในเขตเหล่านี้กำลังถูกตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในยุคนั้นหรือไม่ ซึ่งนายคริสได้เรียกร้องให้อดีตผู้ว่าฯ กทม. รวมถึง สก. ในพื้นที่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์กับบริษัทผู้รับเหมาเหล่านั้น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสาธารณชน

นอกเหนือจากการตรวจสอบย้อนหลังแล้ว นายคริสยังได้เตรียมเสนอญัตติปฏิรูปการบริหารจัดการ กทม. ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “องค์กรอิสระด้านต่อต้านคอร์รัปชันประจำกรุงเทพฯ” ซึ่งองค์กรนี้ต้องทำงานเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าฯ กทม. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณและปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าในการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ของนายคริสในสัปดาห์หน้า นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่คือการทวงคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับการใช้ภาษีของคนกรุงเทพฯ ทุกบาททุกสตางค์ การตรวจสอบที่เข้มข้นเช่นนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่จะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบและขอบเขตของอำนาจที่ตนเองได้รับมา

ที่มา – “คริส” เกาะติดไม่ปล่อย “ระบบอากง” จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการย่อย กทม.

กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวที่เป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย กรณีที่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอแฉว่าพบเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดสมุทรปราการถูกนำไปใช้เป็นกระดาษรองแผงไข่ไก่ ทำให้กลายเป็นประเด็นคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

เหตุการณ์ กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนไม่น้อย เพราะเอกสารดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญอย่างเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ด้วย โดยทาง กกต. ได้ออกมาชี้แจงว่า เอกสารที่พบคือบัญชีรายชื่อแบบ ส.ส. 1/3 ซึ่งทางสำนักงานกำลังเร่งสืบหาต้นตอว่าหลุดรอดออกไปได้อย่างไร และกำชับให้สำนักงาน กกต. จังหวัดสมุทรปราการรายงานผลภายใน 48 ชั่วโมง

เปิดขั้นตอนการจัดการเอกสารรายชื่อจาก กกต.

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการทำงานและลดความกังวล ทาง กกต. ได้อธิบายถึงการจัดพิมพ์เอกสารออกเป็น 4 ชุด ดังนี้:

  • ชุดที่หนึ่ง: สำหรับนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น ใช้ตรวจสอบแก้ไขรายชื่อและเก็บเป็นหลักฐาน
  • ชุดที่สอง: ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยในวันเลือกตั้งเพื่อหมายเหตุการใช้สิทธิ
  • ชุดที่สาม: ใช้ปิดประกาศหน้าหน่วยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ และต้องมีการเก็บกู้คืน
  • ชุดที่สี่: สำหรับนำไปติดประกาศประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต. จะยืนยันว่าเอกสารที่พบไม่ใช่ชุดที่ใช้รับรองการมาแสดงตน แต่การปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดรอดไปในลักษณะนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ กกต. ต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บและทำลายเอกสารให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลในครั้งถัดไปจะมีความปลอดภัยมากกว่าเดิมหรือไม่ เพราะความมั่นใจของประชาชนคือหัวใจสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยครับ

ที่มา – กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน

บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ช่วงโค้งสุดท้ายกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน สร้างสีสันและเข้าถึงใจพี่น้องประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม โดยงานนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง พร้อมด้วยทีมรองโฆษกพรรค ได้ลงพื้นที่ลุยตลาดท่าดินแดงเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 และนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ผู้สมัคร สก. เขตคลองสาน เบอร์ 2

ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน ตอกย้ำความพร้อม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มุ่งพัฒนาเมืองกรุงอย่างยั่งยืน โดย ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน เพื่อแสดงถึงความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมพันสำคัญอย่างคลองสาน พร้อมชูนโยบายที่จะเปลี่ยนเขตคลองสานให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยกว่าเดิม

วิสัยทัศน์ของนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ว่าที่ สก.

นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ผู้สมัคร สก. เขตคลองสาน เบอร์ 2 ได้เปิดเผยถึงแผนพัฒนาพื้นที่ 3 ด้านหลักที่จะผลักดันหากได้รับโอกาสกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง:

  • สร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา: เชื่อมต่อคลองสานและสัมพันธวงศ์ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก
  • ขยายรถไฟฟ้าสายสีทอง: ผลักดันให้ไปถึงสถานีประชาธิปก เพื่อเชื่อมต่อกับ MRT สายสีม่วง เพิ่มความสะดวกในการสัญจรของคนในเขต
  • พัฒนาโครงข่ายรถเมล์ไฟฟ้า: เพิ่มเส้นทางและเที่ยววิ่งเชื่อมสถานีกรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ และคลองสาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง ยังได้เชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดอนาคตของเมืองหลวงร่วมกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่านโยบายที่นำเสนอจะตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและการเดินทางของพี่น้องชาวไทยได้อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทน แต่คือการเลือกอนาคตของเขตคลองสาน หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนผู้สมัครที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ย่อมส่งผลบวกต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเขตอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน ชู “อนุชา” เป็นผู้ว่าฯ เลือก สก.พรรคประชาธิปัตย์

ชัชชาติลุยหาเสียง 4 เขต สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา แก้ PM 2.5

เชื่อว่าคนกรุงหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับนโยบายแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจัง ล่าสุด คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่หาเสียงพร้อมนำเสนอแนวทางจัดการปัญหาฝุ่นละอองที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะการลงพื้นที่ใน 4 เขตเกษตรกรรมสำคัญอย่าง สะพานสูง คลองสามวา หนองจอก และมีนบุรี เพื่อพูดคุยถึงแนวทาง ชัชชาติลุยหาเสียง 4 เขต สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา แก้ PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเมือง

ชัชชาติลุยหาเสียง 4 เขต สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา แก้ PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงแค่การฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ แต่ต้องแก้ที่ตอซังและจุดความร้อน การที่ ชัชชาติลุยหาเสียง 4 เขต สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา แก้ PM 2.5 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการลดต้นตอ ตั้งแต่การส่งเสริมเครื่องจักรทันสมัยไปจนถึงการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายแทนการเผา ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา กทม. สามารถลดจุดความร้อนลงได้ถึง 44% ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก

นโยบายจัดการปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณชัชชาติได้นำเสนอแผนงานเชิงรุกที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การจัดตั้ง “ศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร” เพื่อเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
  • โครงการให้ยืมรถอัดฟางและเครื่องจักรฟรี เพื่อเปลี่ยนฟางข้าวให้กลายเป็นรายได้ แทนที่จะเผาทิ้งให้เป็นมลพิษ
  • การจับมือกับกรมวิชาการเกษตรแจกจุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายตอซัง
  • การสร้างแบรนด์ “แปลงนี้ไม่เผา” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ชาวบ้านสะท้อนปัญหาเข้ามา ทั้งเรื่องการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำที่ยังมีอุปสรรค เรื่องอุปกรณ์ประตูน้ำสูญหาย และปัญหาน้ำเน่าเสียจากการกักน้ำไว้นานเกินไป ซึ่งคุณชัชชาติมองว่าต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวม เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของอาชีพเกษตรกรอย่างแท้จริง

ไม่เพียงแค่ภาคเกษตรกรรมเท่านั้น ในภาพรวมของเมืองเขายังมีแนวคิด “Bangkok and Beyond” ที่จะขยายผลไปสู่การคุมเข้มรถยนต์ดีเซลและการจัดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ Super Station เพื่อให้การพยากรณ์และการแก้ปัญหาแม่นยำขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา การตั้งใจนำเสนอแนวทางแก้ไขในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีอากาศที่สะอาดสำหรับทุกคน

เราหวังว่านโยบายเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงแค่คำสัญญา แต่จะถูกนำไปปฏิบัติจริงเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้หายใจได้เต็มปอดและไม่มีฝุ่นมาเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพอีกต่อไปครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ลุยหาเสียง 4 เขต สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา แก้ PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

Scroll to top