กาฬสินธุ์

ตร.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จับยกแก๊งบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันมาบ้างแล้ว แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องกลับมาตื่นตัวกันอีกครั้ง เมื่อตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ โชว์ฝีมือตามแกะรอยจนสามารถ ตร.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จับยกแก๊งบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์ มูลความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท ได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ช่วยเตือนสติให้เราไม่ประมาทกับธุรกรรมทางการเงิน

ตร.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จับยกแก๊งบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์ มูลความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุฉ้อโกงประชาชนผ่านทางออนไลน์หลายครั้งในพื้นที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และมีการโอนเงินเข้าบัญชีที่ถูกเปิดไว้เพื่อรับโอนเงินโดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันว่า “บัญชีม้า” ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายพุ่งสูงถึง 3 ล้านบาทภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

เปิดพฤติการณ์แก๊งมิจฉาชีพในกาฬสินธุ์

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ทราบว่าแก๊งนี้มีวิธีการที่แยบยล โดยมีนางสาวศรุตาเป็นหัวหน้าคอยจัดหาและชักชวนคนมาเปิดบัญชีม้า รวมถึงทำหน้าที่กดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ตัวจริง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นถือเป็นการกระทำความผิดในฐานซ่องโจร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพบเบาะแสสำคัญจากการกดเงินที่ตู้ ATM บริเวณหน้าตลาดโต้รุ่ง

  • ผู้ร่วมขบวนการ: มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนทั้งฝ่ายหาบัญชีและฝ่ายกดเงิน
  • ความเสียหาย: มากกว่า 3 ล้านบาทจากคดีฉ้อโกง 30 ครั้ง
  • ของกลาง: โทรศัพท์มือถือหลายเครื่อง บัตร ATM และสลิปการโอนเงินจำนวนมาก

เหตุการณ์ ตร.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จับยกแก๊งบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์ มูลความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของตำรวจกาฬสินธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่คิดจะรับจ้างเปิดบัญชีม้าด้วย เพราะโทษทางกฎหมายนั้นรุนแรงมาก และไม่ใช่แค่คนที่หลอกลวงเท่านั้นที่จะโดนจับ แต่ผู้ที่ให้การสนับสนุนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วย

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้งานออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีสติ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลที่ไม่รู้จัก และหากใครที่มีส่วนร่วมในการเปิดบัญชีให้คนอื่น ต้องรีบแจ้งอายัดและเข้าพบเจ้าหน้าที่โดยด่วนก่อนที่จะตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง การป้องกันตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาทรัพย์สินของเราไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของเหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ครับ

ที่มา – ตร.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จับยกแก๊งบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์ มูลความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

อธิการบดีจุฬาฯ ยกย่อง ฮลุน โซโล่ เป็นเยาวชนต้นแบบ

อธิการบดีจุฬาฯ ยกย่อง ฮลุน โซโล่ เป็นเยาวชนต้นแบบ สะท้อนคุณค่าของทุนจุฬาฯ ชนบท

กลายเป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนคลับและผู้ที่ติดตามการเดินทางของ “ฮลุน โซโล่” หรือนายบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์สายแบกเป้เที่ยวผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินทางไปเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมคืนที่ 2 พร้อมกล่าวเชิดชูเกียรติให้เขาเป็นเยาวชนต้นแบบของสังคมอย่างแท้จริง

ความหมายของทุนจุฬาฯ ชนบท ที่มากกว่าตัวเงิน

การจากไปของฮลุน โซโล่ ไม่เพียงแต่ทิ้งผลงานการท่องเที่ยวที่สวยงามไว้ แต่ยังทิ้งบทเรียนเรื่องการพัฒนาตนเอง ในฐานะนิสิตที่ได้รับทุนจุฬาฯ ชนบท ฮลุนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ อธิการบดีจุฬาฯ ยกย่อง ฮลุน โซโล่ เป็นเยาวชนต้นแบบ สะท้อนคุณค่าของทุนจุฬาฯ ชนบท ในแง่ของการสร้าง “ทุนชีวิต” ที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยภาคภูมิใจและพยายามส่งต่อให้แก่เยาวชนรุ่นหลัง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอาลัยจากทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมทาง และเหล่าแฟนคลับที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศ การปรากฏตัวของอธิการบดีจุฬาฯ และคณะศิษย์เก่าในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่จุฬาฯ มอบให้ ไม่ใช่แค่เพียงการสนับสนุนทางการเงิน แต่เป็นการบ่มเพาะให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและมีความคิดบวกต่อสังคม

  • ฮลุน โซโล่ คือตัวแทนของเยาวชนที่กล้าฝันและลงมือทำ
  • การได้รับทุนจุฬาฯ ชนบท คือจุดเริ่มต้นในการสร้างทักษะชีวิต
  • ความสำเร็จของเขาคือแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ

อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้กล่าวชื่นชมคุณย่าของฮลุน ที่เลี้ยงดูหลานชายจนเติบโตมาเป็นคนสาธารณะที่ดีและมีทัศนคติที่งดงาม เรื่องราวของฮลุน โซโล่ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า หากเยาวชนได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถเติบโตไปเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้เสมอ แม้ในวันที่ตัวเขาจะจากไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาฝากไว้จะยังคงเป็นต้นแบบให้เราเห็นความสำคัญของการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับพิธีฌาปนกิจของฮลุน โซโล่ จะมีขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ วัดรังษีชัชวาล จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนไปร่วมส่งเขาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างเนืองแน่น ขอให้เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนเดินตามฝันอย่างมีความหวัง

ที่มา – อธิการบดีจุฬาฯ ยกย่อง “ฮลุน โซโล่” เป็นเยาวชนต้นแบบ สะท้อนคุณค่าของทุนจุฬาฯ ชนบท

เคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา

เคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา

จากกรณีข่าวสะเทือนใจของนายบวรทัต เป็งสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนาม “ฮลุน โซโล่” ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่กรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้น เมื่อครอบครัวได้ดำเนินการเคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ณ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย

เบื้องหลังการทำงานและจุดเริ่มต้นของความคืบหน้า

กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งการประสานงานกับครอบครัวและทางการจอร์เจีย เพื่อให้การนำร่างกลับไทยเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม หลายคนคงทราบดีว่าก่อนจะถึงวันนี้ ทางครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่ชัดเจนหลายประการ ทำให้หน่วยงานไทยต้องเร่งติดตามและดำเนินการในขั้นตอนการตรวจสอบที่ซับซ้อน

ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า นางประเทืองทิพย์ ศิริวิเทศ รักษาการอธิบดีกรมการกงสุล ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีฯ ให้เป็นตัวแทนในการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ การเคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลคนไทยในต่างแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • การประสานงานระหว่างสถานทูตกับเจ้าหน้าที่จอร์เจียในกรุงทบิลิซี
  • กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทย
  • ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อพาคนไทยกลับบ้าน

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ครอบครัวจะนำร่างของนายบวรทัตกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนา ณ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อไป ทั้งนี้ ข่าวการเคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานรัฐในการติดตามเรื่องราวของคนไทยที่ไปประสบเหตุในต่างประเทศได้อย่างชัดเจน

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดในเหตุการณ์นี้คือการได้รับความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เสียชีวิต การที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการจี้ถามข้อมูลความล่าช้าจากต่างประเทศถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่ควรยึดถือ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับญาติผู้สูญเสียที่รอคอยคำตอบอย่างทรมานใจมาตลอดหลายสัปดาห์ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างสุดซึ้งครับ

ที่มา – เคลื่อนร่าง “ฮลุน โซโล่” ส่งชันสูตร กต.ถาม “จอร์เจีย” ถึงสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา

ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว

ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว

กลายเป็นข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับแฟนคลับสายท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังจากที่มีรายงานว่า ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวและผู้ที่คอยติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด

หากใครที่ติดตามวงการท่องเที่ยวบนโลกออนไลน์ เชื่อว่าต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับคุณฮลุน หรือนายบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์หนุ่มวัย 27 ปี ที่มียอดผู้ติดตามกว่า 3.4 ล้านคน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดลุยในต่างแดน การจากไปอย่างกะทันหันในขณะที่เขาเดินทางไปถ่ายทำรายการที่ประเทศจอร์เจีย จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพในวงการครีเอเตอร์ไทย

รายละเอียดการเคลื่อนย้าย ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว

หลังจากที่เกิดกระแสการหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม จนมีการระดมพลังจากโลกโซเชียลเพื่อช่วยกันตามหา ในที่สุดก็ได้พบร่างของเขาในโรงแรมแห่งหนึ่ง ณ กรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย ซึ่งล่าสุดหลังจากที่ ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว ทางครอบครัวได้เตรียมดำเนินการในขั้นตอนถัดไปทันที โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • นำร่างส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง
  • คาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาในการตรวจพิสูจน์ประมาณ 1-2 วัน
  • หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทางกฎหมาย จะมีการเคลื่อนย้ายร่างกลับบ้านเกิดที่อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาตามความเชื่อต่อไป

ในส่วนของสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ในระหว่างการรอผลสรุปที่ชัดเจนที่สุดจากทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและตอบข้อสงสัยของครอบครัวรวมถึงแฟนคลับที่ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่า การเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนไม่ว่าจะมีความเชี่ยวชาญแค่ไหน ก็ควรมีการวางแผนและการติดต่อสื่อสารที่สม่ำเสมอ ในนามของทีมงาน เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของคุณฮลุน โซโล่ และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็งนะครับ

ที่มา – ร่าง “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้ว

ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด อวดความน่ารัก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของมิตรภาพที่ไม่จำกัดสายพันธุ์กันมาบ้าง แต่ต้องบอกเลยว่าคลิปที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์ขณะนี้ จะทำให้คุณต้องยิ้มไม่หุบแน่นอน เพราะเรากำลังพูดถึง ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด ที่ออกมาอวดความน่ารักจนกลายเป็นไวรัลดังข้ามคืนบนโลกโซเชียล โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อเจ้าสุนัขแสนรู้กับเป็ดน้อยกลายเป็นเพื่อนซี้ที่ตัวติดกันตลอดเวลา

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด

นายชาญณรงค์ ภูถินโคก เจ้าของน้องหมาและน้องเป็ดเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเขากังวลมากว่าจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทางสองตัวคือ “ไอติม” และ “กาแฟ” ไว้ร่วมกับฝูงเป็ดไม่ได้ เพราะตามสัญชาตญาณสุนัขมักจะชอบไล่กัดเป็ด เขาจึงพยายามกั้นตาข่ายแยกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับพบว่าเจ้ากาแฟ สุนัขสีน้ำตาล-ส้ม ที่มีนิสัยเชื่องสุดๆ กลับไม่มีท่าทีดุร้ายเลยแม้แต่น้อย

ความน่ารักที่กลายเป็นไวรัลดัง

ความสัมพันธ์สุดประหลาดใจนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้ากาแฟยอมให้เป็ดสองตัวเข้ามาคลอเคลีย แถมยังปล่อยให้เป็ดใช้จะงอยปากไซ้ขนหาเห็บหมัดให้อย่างสบายอารมณ์ กลายเป็นภาพ ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เจ้าตูบ-เป็ด ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก นายชาญณรงค์จึงตัดสินใจรื้อตาข่ายกั้นออก และปล่อยให้พวกเขาทั้งหมดอยู่รวมกันอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือกินอาหารด้วยกัน

  • เป็ดไม่กลัวสุนัขเหมือนสัตว์ทั่วไป
  • สุนัขมีความอดทนและอ่อนโยนต่อเพื่อนตัวเล็ก
  • มิตรภาพไร้พรมแดนที่สอนให้รู้ว่า สัตว์ต่างชนิดก็รักกันได้

จากคลิปที่ตั้งใจโพสต์เพื่อแบ่งปันความน่ารักให้กับเพื่อนๆ ในโซเชียล กลับมียอดเข้าชมพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านวิวภายในเวลาเพียง 7 วัน ชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาชื่นชมว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก และเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่ามิตรภาพที่แท้จริงนั้นไม่มีการแบ่งแยกสายพันธุ์

เรื่องราวของมิตรภาพคู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความน่ารักที่ดูผ่านๆ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นว่า หากสิ่งมีชีวิตได้รับการดูแลด้วยความรักและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความรุนแรงหรือสัญชาตญาณที่ดุร้ายก็สามารถกลายเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนได้ ใครที่กำลังเหนื่อยจากงานหรือเครียดกับชีวิตประจำวัน ลองแวะไปดูคลิปของน้องๆ กันดูนะครับ รับรองว่าจะได้พลังบวกกลับไปแน่นอน

ที่มา – ต้าวเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ “เจ้าตูบ-เป็ด” อวดความน่ารักจนกลายเป็นไวรัลดัง

ดับ 2 ศพ กระบะขนผักอัดท้ายพ่วง ป้ากอดหลานวัยแบเบาะ รอดปาฏิหาริย์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยติดตามข่าวอุบัติเหตุทางถนนกันมาบ้าง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในจังหวัดกาฬสินธุ์ถือเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจและปาฏิหาริย์ไปพร้อมๆ กัน กับเหตุการณ์ ดับ 2 ศพ กระบะขนผักอัดท้ายพ่วง ป้ากอดหลานวัยแบเบาะ รอดปาฏิหาริย์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่คนบนโลกออนไลน์ต่างพากันพูดถึงถึงความสูญเสียในครั้งนี้

เหตุสลด ดับ 2 ศพ กระบะขนผักอัดท้ายพ่วง ป้ากอดหลานวัยแบเบาะ รอดปาฏิหาริย์

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 26 กรกฏาคม 2569 บนถนนสายกาฬสินธุ์–สมเด็จ โดยรถกระบะบรรทุกผักสดเต็มคัน มุ่งหน้าจากจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อนำผลผลิตไปส่งที่อำเภอสมเด็จ ทว่าระหว่างทางกลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถกระบะได้พุ่งชนท้ายรถบรรทุกพ่วงอย่างจัง แรงกระแทกส่งผลให้ห้องโดยสารรถกระบะพังยับเยินทันที

รายละเอียดเหตุการณ์ ดับ 2 ศพ กระบะขนผักอัดท้ายพ่วง ป้ากอดหลานวัยแบเบาะ รอดปาฏิหาริย์

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กู้ภัย พบเศษผักสดกระจายเต็มพื้นถนน สภาพรถกระบะอัดติดกับท้ายรถพ่วงจนเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาตัดถ่างนานกว่า 20 นาที เพื่อนำร่างของผู้เคราะห์ร้ายออกมา สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย คือ นายสมใจ อายุ 39 ปี (คนขับ) และนางสาวอริญา อายุ 26 ปี
  • นางสาววยุดาวัย 32 ปี ซึ่งนั่งมาในรถ รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด
  • เด็กทารกวัยไม่ถึง 1 ปี ที่อยู่ในอ้อมกอดของนางสาววยุดารอดชีวิตอย่างเหลือเชื่อ
  • เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวผู้รอดชีวิตส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ในมุมของผู้รอดชีวิต นางสาววยุดาเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีที่เธอกอดหลานวัยแบเบาะเอาไว้แน่น จนทำให้เด็กน้อยปลอดภัยจากแรงกระแทกมหาศาล ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับเจ้าหน้าที่และผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ในส่วนของคนขับรถบรรทุกพ่วงผู้รอยเหตุการณ์ นายดนัยให้การว่า กำลังเบี่ยงขวาเพื่อเตรียมกลับรถ ไม่ทันคาดคิดว่าจะเกิดเหตุพุ่งชนจากด้านท้าย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

อุบัติเหตุครั้งนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการขับขี่รถในยามวิกาลที่มักจะเกิดอาการอ่อนเพลียหรือเผลอเรอได้ง่าย ขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ พักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทางไกล เพื่อความปลอดภัยของท่านและคนที่ท่านรัก

ที่มา – ดับ 2 ศพ กระบะขนผักอัดท้ายพ่วง ป้ากอดหลานวัยแบเบาะ รอดปาฏิหาริย์

จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเช้านี้ หลายคนคงตกใจกับข่าวจนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นภายในสถานที่ราชการ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้มีผู้ก่อเหตุคือเสมียนสัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนพกส่วนตัวยิงสัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์จนเสียชีวิตภายในห้องทำงาน สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่พบเห็นและครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และกำลังเร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

ท่าทีของกองทัพบกต่อกรณีจนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์

ทางกองทัพบกโดย พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเน้นย้ำถึงจุดยืนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้:

  • กองทัพบกจะให้ความร่วมมือและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ในทุกด้าน
  • กระบวนการสอบสวนจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทางหน่วยงานพร้อมจะรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไปเมื่อมีความคืบหน้า

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมอารมณ์และมาตรการด้านความปลอดภัยภายในหน่วยงานราชการ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการป้องกันเหตุในลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำสองอย่างไร ทั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปถึงบทสรุปโดยเร็ว

ที่มา – จนท.สัสดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุในศาลากลางกาฬสินธุ์ ทบ. ยันให้การสนับสนุน ตร. เต็มที่

โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ราชการมักสร้างความตกใจให้กับประชาชนเสมอ ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น โดยโฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

รายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเป็นเหตุปะทะกันภายในห้องปฏิบัติงานของสัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเสมียนสัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้ใช้อาวุธปืนพกส่วนตัวยิงสัสดีจังหวัดจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนที่มาติดต่อราชการเป็นอย่างมาก

รายละเอียดการตรวจสอบหลัง โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลสรุปใจความสำคัญที่ประชาชนควรทราบ ดังนี้:

  • กองทัพบกได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 09.10 น.
  • ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง
  • กองทัพบกยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • หน่วยงานต้นสังกัดได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป ทางกองทัพบกจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอาญาของตำรวจ เพื่อหาข้อเท็จจริงถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีกในอนาคต

เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในสถานที่ทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุและผู้สูญเสียต่างเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดเดียวกัน เราขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแด่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่อไปในอนาคตหน่วยงานราชการอาจต้องมีการเพิ่มมาตรการตรวจสอบสภาพจิตใจหรือมาตรการความปลอดภัยในที่ทำงานให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุกคน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงเหตุเจ้าหน้าที่สัสดีใช้อาวุธปืน ยิงในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ บุกยิงผู้บังคับบัญชา ดับคาศาลากลาง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ บุกยิงผู้บังคับบัญชา ดับคาศาลากลาง จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับข้าราชการและประชาชนที่ไปติดต่อราชการอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญของเหตุการณ์นี้กันครับ

เหตุการณ์สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ บุกยิงผู้บังคับบัญชา ดับคาศาลากลาง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าประมาณ 09.20 น. ณ บริเวณชั้น 4 ของอาคารศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานสัสดี มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจนเกิดความโกลาหล ผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ชินกร อายุ 59 ปี เจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้ใช้อาวุธปืนยิง พ.อ.กรวิกานนท์ สัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึงแก่ความตายภายในห้องทำงาน

สรุปปมขัดแย้ง สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ บุกยิงผู้บังคับบัญชา ดับคาศาลากลาง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าสาเหตุหลักมาจากเรื่องงาน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้ก่อเหตุได้รับคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอกมลาไสย
  • ร.ต.ชินกร เกิดความไม่พอใจในคำสั่งดังกล่าว จึงได้เข้ามาพูดคุยกับ พ.อ.กรวิกานนท์
  • เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงจนกระทั่งผู้ก่อเหตุบันดาลโทสะและใช้อาวุธปืนก่อเหตุ

หลังจากเกิดเหตุ ร.ต.ชินกร ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่เลือกที่จะยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอย่างมากต่อวงการข้าราชการไทย โดยในปัจจุบัน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบมูลเหตุที่แท้จริง พร้อมกับเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในที่เกิดเหตุทั้งหมด

บทเรียนในครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า การสื่อสารและการจัดการความขัดแย้งในที่ทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากมีการพูดคุยอย่างใจเย็นโดยใช้เหตุผลนำ อาจไม่เกิดโศกนาฏกรรมที่สลายครอบครัวและองค์กรเช่นนี้ สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกในหน่วยงานราชการใดๆ

ที่มา – สัสดีอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ บุกยิงผู้บังคับบัญชา ดับคาศาลากลาง คาดปมขัดแย้งสั่งย้าย

Scroll to top