ขบวนการสแกมเมอร์

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ยิมเลียก-เบนสมิธกว่า 13,074 ล้าน

ข่าวด่วนที่ทุกคนให้ความสนใจ! ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกงประชาชนจากขบวนการสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ ปปง. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เคลื่อนไหวเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปไหนมาไหน การยึดทรัพย์ชั่วคราวนี้จะช่วยปกป้องทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน จนกว่าศาลจะตัดสินขั้นสุดท้าย

ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” เกิดจากอะไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. ประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาล เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หลังพิจารณาคำขอเพิกถอนยึดอายัดของผู้เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีน้ำหนักพอ จากนั้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษ พิจารณา 4 คดีใหญ่ มูลค่ารวม 13,074 ล้านบาท

อัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลไต่สวนพยานหลักฐาน พบมีเหตุเชื่อได้ว่าจะมีการโอนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิด ตามมาตรา 55 พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงสั่งยึดอายัดชั่วคราว โดย ปปง. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งและดูแลทรัพย์

รายละเอียด 4 คดีที่ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน”

  • คดีที่ 1: นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิมเลียก), นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN (เบนสมิธ), นางสาวแคทรียาฯ กับพวก คดีดำ ฟ 31/2569 สั่งยึด 26 ก.พ. 2569 มูลค่า 12,123 ล้านบาท
  • คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ กับพวก คดีดำ ฟ 25/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 345 ล้านบาท
  • คดีที่ 3: นายก๊ก อาน กับพวก คดีดำ ฟ 29/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 560 ล้านบาท
  • คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก คดีดำ ฟ 20/2569 สั่งยึด 24 ก.พ. 2569 มูลค่า 46 ล้านบาท

ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกยึดไว้ชั่วคราว หากไม่เหมาะเก็บรักษา เช่น รถหรูหรือยอชต์ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดเก็บเป็นเงินแทนได้ตามมาตรา 57 วรรคสอง ซึ่งช่วยลดภาระรัฐและรักษามูลค่า

ขบวนการสแกมเมอร์และบทบาทของ ปปง. ในไทย

ขบวนการสแกมเมอร์ โดยเฉพาะแสลงคอลเซ็นเตอร์ มักเกี่ยวข้องชาวต่างชาติอย่างยิมเลียก (Leak Yim) ชาวกัมพูชา, เบนสมิธ (Ben Smith) ชาวอังกฤษ, เฉินจื้อ และก๊กอาน ที่ลักลอบใช้คนไทยเป็นหัวโจก หลอกลงทุน ฟอเร็กซ์ หรือแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน ปปง. จึงใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าปราบ เพราะเงินสกปรากนั้นมักถูกฟอกผ่านบัญชีธนาคาร ทรัพย์สินหรู หรือธุรกิจเสมือน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐไทยจริงจังกับการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ในปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์สแกมเมอร์หลายพันล้านแล้ว และยังมีแผนขยายการสืบสวน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ อย่าลืมรวบรวมหลักฐานแจ้งความ เพราะ ปปง. จะช่วยเรียกทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายก่อนให้ตกเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ การยึดทรัพย์ชั่วคราวยังป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไปขายทรัพย์หนี ทำให้กระบวนการยุติธรรมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการที่สุจริตก็วางใจได้ว่าระบบจะแยกแยะทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดได้อย่างแม่นยำ

สรุปประเด็นสำคัญ: ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นก้าวสำคัญในการปราบสแกม สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หวังว่าคดีนี้จะจบด้วยการคืนเงินให้ทุกคนที่สูญเสีย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการดำเนินการของ ปปง. ครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอาชญากรรมการเงินเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” กว่า 13,074 ล้าน

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้านเครือข่ายสแกม

เฮ้ย เพื่อนๆ ข่าวนี้ร้อนแรงมากเลยนะ! ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน จากเครือข่ายสแกมเมอร์ตัวแสบอย่าง “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” คดีฉ้อโกงประชาชนที่หลอกเงินคนไทยไปเพียบ สุดท้ายทรัพย์สินหรูๆ ทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินแล้วล่ะครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ปปง. ออกแถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันก่อนหน้า คณะกรรมการพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ชั่วคราวของพวกมิจฉาชีพแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักพอ เพราะทรัพย์เหล่านี้เกี่ยวกับการกระทำความผิดชัดๆ จึงมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นศาลสั่งยึดถาวร 4 คดีใหญ่ รวมมูลค่า 13,074 ล้านบาท! นี่แหละครับ ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ที่เรากำลังพูดถึง

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

คดีเหล่านี้เชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินผ่านคริปโต และหลอกลงทุนปลอมๆ ที่ทำให้ประชาชนเสียหายมหาศาล ปปง. สอบสวนเจอหลักฐานแน่นปึ้ก ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ มาดูทีละคดีกันเลยครับ

คดีที่ 1: เครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ (มูลค่า 12,123 ล้านบาท)

นางสาวแตงไทยฯ, นางวิรินยาฯ, MR.LEAK YIM (ยิม เลียก), MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวกลวงลวงผู้เสียหายด้วยวิธีฉ้อโกงประชาชน มีธุรกรรมเชื่อมโยงชัดเจน สุดท้ายส่งสำนวนย.300-302/2568 และ ย.305/2568 ไปอัยการ

  • ทรัพย์สิน 68 รายการ
  • ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์
  • เงินในบัญชีธนาคาร

มูลค่าราว 12,123 ล้านบาท นี่คือคดีหลักที่ทำให้ยอดพุ่งสูงเลยครับ

คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ และ Prince Group (มูลค่า 345 ล้านบาท)

ตรวจสอบเจอเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยงนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group ในกัมพูชา ส่งสำนวน ย.293/2568

  • ทรัพย์ 96 รายการ
  • ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ

พวกนี้ทำธุรกิจข้ามชาติแต่เอาเงินสกปรกมาฟอกซะได้!

คดีที่ 3: นายก๊ก อาน และพวก (มูลค่า 560 ล้านบาท)

จากจับกุมแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวน ย.297/2568

  • ทรัพย์ 89 รายการ
  • ที่ดิน เงินฝากธนาคาร

อีกขาใหญ่ที่ ปปง. จับตา

คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ หลอกลงทุนหุ้นปลอม (มูลค่า 46 ล้านบาท)

กลุ่มมิจฉาชีพชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ ส่ง ย.296/2568

  • ทรัพย์ 31 รายการ
  • เงินสด เงินฝาก

คดีเล็กแต่สะสมความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นผู้เสียหายในคดีมูลฐาน ปปง. จะรวบรวมหลักฐานให้ แล้วยื่นศาลคืนเงินหรือทรัพย์ให้แทนการยึดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐยังใส่ใจประชาชนนะครับ

ข่าว ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน นี้เป็นสัญญาณดีมาก แสดงว่ารัฐบาลจริงจังต่อสู้สแกมเมอร์และฟอกเงิน ช่วยคืนความมั่นใจให้ประชาชนได้บ้าง แต่เราก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะ ลองคิดดูสิ ถ้าทรัพย์พวกนี้คืนให้ผู้เสียหายได้กี่ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์

เคล็ดลับป้องกันสแกมเมอร์ไม่ให้หลอกเงินเรา

  • อย่าลงทุนผ่านไลน์หรือแอปไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบหน่วยงานควบคุมก่อน
  • เจอข้อเสนอรวยเร็ว อย่าไว้ใจ ถามคนรู้จริง
  • แจ้งตำรวจหรือ ปปง. ทันทีถ้าถูกหลอก รวบหลักฐาน screenshot ไว้
  • ใช้แอปธนาคารยืนยันสองชั้น อย่าโอนเงินให้คนแปลกหน้า

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเคยเจอสแกมคล้ายๆ นี้ หรือมีข้อมูลเพิ่ม รีบแจ้งสำนักงาน ปปง. เลยนะครับ ช่วยกันปราบปรามให้สิ้นซาก ประเทศไทยจะปลอดภัยขึ้นแน่นอน!

นายยิม เลียก เครือข่ายปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน
นายยิม เลียก หนึ่งในเครือข่ายสแกมที่โดนยึดทรัพย์

ที่มา – ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก 6 พันล้าน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ปปง. สั่งอายัดหุ้นบางจาก มูลค่ามหาศาลถึง 6 พันล้านบาท พัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติชื่อดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ” เรื่องนี้เป็นอย่างไร? มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ซึ่งมีการอายัดและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท (อ่านข่าว : แถลงสรุปปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์เครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” กว่าหมื่นล้าน) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง?

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก จริงหรือไม่?

นายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-2565

จากการสืบสวนขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้จัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งทาง ปปง. จึงได้มีมติยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ห้องชุด หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ เงินในบัญชี รถยนต์ และเรือ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งนายเทพสุ บวรโชติดารายืนยันว่า มีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวใหญ่ที่ถูกอายัดคือ หุ้นของบริษัทบางจาก โดยเป็นการอายัดในส่วนที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หากผู้ถูกอายัดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็อาจมีการเพิกถอนการอายัดต่อไป มูลค่าหุ้นบางจากที่ถูกอายัดในครั้งนี้มีประมาณ 6 พันล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมูลค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ทำไมปปง. ถึงอายัดหุ้นบางจาก?

คำถามสำคัญคือ ทำไม ปปง. ถึงตัดสินใจอายัดหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างบางจาก? คำตอบคือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงระหว่างหุ้นส่วนนี้กับกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” แม้ว่าการอายัดหุ้นจะไม่ได้หมายความว่าบางจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอายัดหุ้นในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นบางจากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ปปง. เป็นไปตามกฎหมายและมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ กระบวนการพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ที่ถูกอายัดหุ้น หากพวกเขาสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การอายัดก็จะถูกยกเลิก แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทรัพย์สินก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้ของ ปปง. ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธุรกิจต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นบางจากอยู่ สิ่งที่ควรทำคือติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนของตนเอง

ที่มา – ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

Scroll to top