ข่าวการเมืองล่าสุด

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีภาพปรากฏว่าตนได้พบปะพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานศพของคุณเกรียง กัลป์ตินันท์ โดยนายอนุทินยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพนับถือตามปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดทางการเมืองแต่อย่างใด

เหตุผลที่อนุทินแจงพบทักษิณในงานพิธีสำคัญ

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นนัยยะสำคัญทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่าเมื่อเป็นคนรู้จักและมีความเคารพซึ่งกันและกัน ยิ่งในฐานะที่เป็นรัฐบาลเดียวกันด้วยแล้ว การจะพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนแต่อย่างใด

นายอนุทินยังกล่าวเสริมว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นทางการตามงานศพทั่วไป ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษหรือการหารือลับตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยเขาเน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า:

  • เป้าหมายหลักคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องของกาลเทศะ
  • การทำงานร่วมกันในรัฐบาลมีความเหนียวแน่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินได้แสดงความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลว่ามีความเข้มแข็งและพร้อมชี้แจงทุกข้อซักถามจากฝ่ายค้าน เพราะเชื่อมั่นว่าการดำเนินการทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน

นอกจากเรื่อง อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ แล้ว นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะฝ่ายไหนขอให้ยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนให้สำเร็จตามนโยบายที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลชุดนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง การออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนและเป็นกันเองของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ โดยเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน เพื่อลดความสับสนจากข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดียที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้

หากเรามองข้ามเกมการเมืองไปที่ตัวผลงาน รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ของการทำงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” แจงพบ “ทักษิณ” พูดคุยแสดงความเคารพนับถือกันปกติ บอกเป็นรัฐบาลเดียวกันทำไมจะพบไม่ได้

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการติดต่อสื่อสาร แต่เหรียญอีกด้านที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายก็คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดโครงการ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยทุกคน

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทั่วไป แต่เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญจากทั้งภาครัฐ ธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ เพื่อร่วมมือกันปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง โดยท่านนายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเน้นไปที่การป้องกันก่อนที่จะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินขึ้นจริงๆ

เกราะป้องกันดิจิทัล: เครื่องมือสำคัญในการรับมือมิจฉาชีพ

กิจกรรม นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกัน” ในการใช้เทคโนโลยี โดยมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้:

  • ตั้งสติก่อนเชื่อ: มิจฉาชีพมักใช้วิธีสร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะเป็นการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ หรือการปลอมเสียงคนใกล้ชิด
  • ตรวจสอบทุกครั้ง: ก่อนโอนเงินทุกครั้ง ให้ตรวจสอบชื่อบัญชีและหน่วยงานปลายทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
  • อย่ากดลิงก์แปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความแชทที่ไม่รู้จัก เพราะอาจเป็นช่องทางในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการกับปัญหาซิมม้า บัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปิดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้ายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากเราส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนรอบข้าง ก็เท่ากับว่าเรากำลังช่วยกันสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารจากภาครัฐและเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองอยู่เสมอคืออาวุธที่ดีที่สุด การที่ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เกราะป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดล่าสุด โดยมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลและอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต. จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

ในการเสวนาที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดสสงค์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า กระบวนการที่ดูเหมือนเป็นการเลือกกันเองนั้น แท้จริงแล้วอาจมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศอย่างรุนแรง พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ และหาก กกต. ไม่กล้าตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักฐานที่มี ก็จะกลายเป็นคำถามถึงความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระ

ความเห็นจากฝ่ายค้านและเสียงสะท้อนเรื่องประชาธิปไตยผีดิบ

ทางด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเสริมถึงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy ที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ แต่ขาดจิตวิญญาณในการดูแลประชาชน เขาขู่เตือน กกต. ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้จนนำไปสู่การติดคุกของกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นขออย่าให้มีการตัดตอนหรือเอาผิดแค่ผู้สมัครรายบุคคล แต่ต้องดูไปถึงตัวการใหญ่และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

  • ต้องปฏิรูปที่มาของ สว. ให้ยึดโยงกับประชาชน
  • กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ทำตามอำเภอใจ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว

นอกจากนี้ ยังมีการแฉข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการบังคับให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าจะโหวตตามมติพรรคการเมือง ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้เป็นจริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล การจะก้าวข้ามปัญหาการ ‘กินรวบประเทศ’ นี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตื่นรู้ของประชาชนและการตรวจสอบที่โปร่งใสจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกยืนข้างความถูกต้องหรือปล่อยให้วงจรนี้กัดกินประชาธิปไตยต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างไม่กะพริบตา

ที่มา – “ทวี” ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ขณะ “สาทิตย์” ขู่ ปชป.เคยทำ กกต. ติดคุกมาแล้ว

พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงนายกฯ หนองคาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามอง สำหรับกรณีที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉขบวนการทุจริตเลือก สว. ครั้งล่าสุด โดยเขาได้ทำการเปิดโปงแผนการและคลิปเสียงปริศนาที่ชี้เป้าไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคำตอบเรื่องความโปร่งใสของสภาสูงชุดนี้

พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย

ในการแถลงข่าวล่าสุด คุณพริษฐ์ได้อธิบายถึง 5 ฉากทัศน์ของขบวนการโกงที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนยึดครองเสียงในวุฒิสภา การจัดตั้งเครือข่าย ไปจนถึงการใช้โพยควบคุมคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงความซื่อสัตย์ แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่มากมาย

เปิดหลักฐานเชื่อมโยง สว. กับคลิปเสียงนายกเทศมนตรี

นอกจากนี้ พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย โดยเขาระบุว่ามีหลักฐานเด็ดเป็นคลิปเสียงที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นระดับนายกเทศมนตรีใน จ.หนองคาย หรือไม่? การเปรียบเทียบเสียงและภาพในคลิป รวมไปถึงหลักฐานการจองโรงแรมที่พักให้ผู้สมัคร สว. กลายเป็นสิ่งที่ กกต. ต้องออกมาทำความกระจ่างให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

  • การวางแผนยึดครองเสียงในสภาสูงอย่างเป็นระบบ
  • การใช้โพยสั่งการในวันเลือกตั้งระดับประเทศ
  • ความเชื่อมโยงของสถานที่พักกับรายชื่อผู้สมัคร สว.
  • บทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในการจัดตั้งเครือข่าย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? การมี สว. ที่มาจากการฮั้วเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่มันคือการทำลายหลักการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาสูงอย่างสิ้นเชิง หาก พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย นี้เป็นเรื่องจริง ก็เท่ากับว่ากระบวนการสรรหาบุคลากรมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายระดับประเทศได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

บทเรียนในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังคงต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การปล่อยปละละเลยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองดิ่งลงเหว เราในฐานะพลเมืองต้องช่วยกันจับตาดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร จะเป็นการหาพยานหลักฐานมามัดตัวผู้กระทำผิดได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งคดีที่ถูกยุติลงด้วยข้ออ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

ที่มา – “พริษฐ์” เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นต้นไม้ใหญ่ตามริมทางหรือในสวนสาธารณะที่ดูมีมนต์ขลังและร่มเย็นใช่ไหมครับ? ล่าสุด กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าโครงการดีๆ ที่อยากให้ทุกคนมาร่วมมือกัน นั่นคือโครงการ กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง เพื่อพลิกโฉมเมืองหลวงของเราให้กลายเป็นสวนป่าที่ยั่งยืน โดยเราไม่ได้มองแค่การปลูกต้นไม้ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นไม้เก่าแก่ที่มีคุณค่าทางจิตใจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

การตามหาต้นไม้มรดกในครั้งนี้ ทางรองผู้ว่าฯ พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ได้ให้ความสำคัญมากครับ เพราะต้นไม้ใหญ่เปรียบเสมือนปอดของเมือง การที่เราได้ช่วยกันสำรวจและขึ้นทะเบียนต้นไม้เหล่านี้ จะทำให้เรามีฐานข้อมูลที่ชัดเจนและช่วยให้การบริหารจัดการดูแลเป็นไปตามหลักรุกขกรรมอย่างถูกต้อง เพื่อให้ต้นไม้ที่เป็นทรัพย์สินของเมืองนี้อยู่คู่กับกรุงเทพฯ ไปได้ยาวนานที่สุด

หลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกต้นไม้มรดก

สำหรับพี่น้องประชาชนที่อยากรู้ว่าต้นไม้แบบไหนบ้างที่ถือเป็นมรดกของเมือง กทม. ได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาไว้ 4 ด้านหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • ด้านกายภาพและชีววิทยา: ดูจากขนาดลำต้น ความสูง ทรงพุ่ม และอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  • ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ต้นไม้ที่มีเรื่องราวผูกพันกับสถานที่หรือเหตุการณ์สำคัญของชุมชน
  • ด้านความหายากและพฤกษศาสตร์: พันธุ์ไม้ท้องถิ่นหรือไม้ที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดดเด่น
  • ด้านคุณค่าทางนิเวศวิทยา: ต้นไม้ที่สร้างร่มเงาและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในเมือง

หากในละแวกบ้านของคุณมีต้นไม้ใหญ่ที่มีลักษณะตามที่กล่าวมา สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาให้ทาง กทม. พิจารณาได้เลยนะครับ เพราะการมีส่วนร่วมของพวกเราทุกคนจะช่วยขับเคลื่อนให้โครงการ กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของคนกรุงทุกคนที่อยากเห็นเมืองน่าอยู่และมีอากาศบริสุทธิ์เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต

ในมุมมองของผม การที่เราหันมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เมืองนี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง มาช่วยกันดูแล ‘ทรัพย์สิน’ ล้ำค่าเหล่านี้ ให้เป็นมรดกของกรุงเทพมหานครตลอดไปกันครับ!

ที่มา – กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

กห. เคาะ 329 รายชื่อเรียน วปอ. รุ่น 69 ดึง จีน-เมียนมา ร่วม ไร้กัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงความมั่นคง เมื่อกระทรวงกลาโหมได้ออกมาประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. รุ่นที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2569-2570 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการเคาะรายชื่อนักศึกษาทั้งหมด 329 คน ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านยุทธศาสตร์ระหว่างทหารและข้าราชการระดับสูง

วิเคราะห์ประเด็น กห. เคาะ 329 รายชื่อเรียน วปอ. รุ่น 69 ดึง “จีน-เมียนมา” ร่วม ไร้กัมพูชา

การเปิดโผรายชื่อในครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า กห. เคาะ 329 รายชื่อเรียน วปอ. รุ่น 69 ดึง “จีน-เมียนมา” ร่วม ไร้กัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการเปิดพื้นที่ให้มิตรประเทศอย่างจีนและเมียนมาเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกัน ในขณะที่ฝั่งของกัมพูชานั้นไม่ได้ส่งนายทหารเข้าร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญในกลุ่มผู้ติดตามการเมืองและความมั่นคงไทย

เปิดรายชื่อดาวรุ่งกองทัพในหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

นอกจากมิติด้านต่างประเทศแล้ว รายชื่อผู้เข้ารับการศึกษาในครั้งนี้ยังถือเป็นการรวมตัวของเหล่าดาวรุ่งที่กำลังอยู่ในเส้นทางเติบโตของกองทัพ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กองทัพบก: มีนายทหารระดับสูงที่น่าจับตา เช่น พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ, พล.ต.เทพพิทักษ์ นิมิตร และ พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งต่างเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในหน่วยรบและฝ่ายเสนาธิการ
  • กองทัพอากาศ: “บิ๊กคิม” พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ได้ส่งนายทหารรุ่นใหม่เข้าเสริมความรู้ด้านยุทธศาสตร์ โดยมีชื่อของ “ผู้การแพร์” พล.ต.ต.กฤษณะ เปี่ยมศรี และ “ผู้การเงาะ” น.อ.พุทธพงศ์ ผลชีวิน รวมอยู่ด้วย
  • กองทัพเรือ: นำโดย พล.ร.ต.รัชดา ซึ้งถาวร ที่มาร่วมสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในระดับบริหารสูงสุด

การที่ กห. เคาะ 329 รายชื่อเรียน วปอ. รุ่น 69 ดึง “จีน-เมียนมา” ร่วม ไร้กัมพูชา ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจของกลาโหมไทย ในยุคที่สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศที่หลากหลายจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสร้างความร่วมมือในระยะยาว

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ นี่เป็นสัญญาณที่ดีของการเตรียมความพร้อมบุคลากรระดับนำของกองทัพ ให้มีความรอบรู้ทั้งด้านยุทธศาสตร์และการทูตทหาร ซึ่งจะช่วยให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – กห. เคาะ 329 รายชื่อเรียน วปอ. รุ่น 69 ดึง “จีน-เมียนมา” ร่วม ไร้กัมพูชา

“สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงการทูตกันมาบ้าง ล่าสุดมีการเจรจาครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่กรุงมอสโก เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทย โดยการหารือครั้งนี้เน้นย้ำเรื่อง “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศของเรา

“สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การพบกันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่เป็นการลงลึกในรายละเอียดความร่วมมือรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การท่องเที่ยว ไปจนถึงวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับความสัมพันธ์ก่อนจะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกันเสมอมา

โอกาสทองในการดัน FTA ไทย-EAEU

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในการประชุมครั้งนี้คือ การที่ “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย โดยฝ่ายไทยได้เร่งผลักดันกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) อย่างจริงจัง เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มช่องทางการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคยูเรเชียที่กว้างใหญ่กว่าเดิม

หากเรามองในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การลดกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ EAEU ได้ง่ายขึ้น
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรและเทคโนโลยี ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการผลิตของไทย
  • การกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งในกรอบอาเซียน-รัสเซีย และบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ท้ายที่สุด การเดินหน้าทางการทูตครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายระดับโลก การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและกติกาสากลที่เอื้อต่อการค้าจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นเรื่องน่าจับตาว่ากระบวนการเจรจา FTA นี้จะคืบหน้าไปในทิศทางใดในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ถกทวิภาคี “ลาฟรอฟ” กระชับสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เร่งดัน FTA ไทย-EAEU ลดอุปสรรคการค้า

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคลากรท้องถิ่น เมื่อนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการออกมา พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับลูกหลานคนไทยที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบด้วยความสามารถตนเอง

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

จากกรณีที่พบผู้มีคะแนนสอบผิดปกติกว่า 5,925 ราย นายพร้อมพงศ์เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของศรัทธาต่อระบบราชการไทย การที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากจะให้ประชาชนไว้วางใจ ต้องไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเฉยๆ หรือจบลงเพียงแค่การตัดรายชื่อคนผิดระดับปลายแถวเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ด้วย

แนวทางการแก้ปัญหาและคืนความเป็นธรรม

เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระยะยาว นายพร้อมพงศ์ได้เสนอแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การคืนโอกาสให้คนสุจริต: เร่งจัดการบัญชีผู้สอบผ่านที่ถูกต้องและเป็นธรรมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจจริงต้องเสียอนาคต
  • สาวให้ครบ 3 เส้นทาง: ต้องตรวจสอบทั้งระบบที่เปิดช่องโหว่, เส้นทางการเงินที่น่าสงสัย และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม
  • ปิดช่องโหว่ถาวร: ปรับปรุงระบบการสอบให้เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต

การที่ พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เข้าสอบ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่า ระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานภาครัฐต้องวัดกันที่สมองและความสามารถ ไม่ใช่เส้นสายหรือกำลังเงิน

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความเด็ดขาดในการล้างโกง หากหลักฐานสาวไปถึงใครต้องจัดการอย่างไม่ละเว้น เพื่อให้ระบบการสอบท้องถิ่นกลับมาเป็นความหวังของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง เพราะความสุจริตต้องชนะ และคนที่ใช้ความพยายามต้องมีที่ยืนในสังคมไทยอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ “อนุทิน” ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

Scroll to top