ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.กาฬสินธุ์ งูเห่าภูมิใจไทย “ประภา เฮงไพบูลย์” ย้ายยกครอบครัวซบ ด้าน “ธีระชัย” พร้อม “พล.อ.ธรรมรักษ์” ต้อนรับ ให้ความมั่นใจประชาชน พรรคทำเพื่อพี่น้องอย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายาล้มช้าง ซึ่งล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์, นายปภัทร เฮงไพบูลย์ และยังมี นายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี

การเปิดตัวอดีต สส. ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมือง การย้ายมาของนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวประภา เป็น 1 ใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร.

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต สส. ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายจับตามองถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การย้ายมาของนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมอดีต สส. ถึงย้ายซบ พลังประชารัฐ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ตัดสินใจย้ายจากพรรคภูมิใจไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่ามีการเจรจาผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว บ้างก็ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้นางสาวประภารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การย้ายพรรคครั้งนี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนางสาวประภาอย่างแน่นอน

พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค การได้อดีต สส. ที่มีประสบการณ์และฐานเสียงมาเข้าร่วม จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก การเปิดตัวนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรค การรวมกลุ่ม การแย่งชิงอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้อง

การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบของการย้ายพรรคแต่ละครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราได้อย่างแท้จริง หากเราทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และสิทธิของตนเอง ประเทศไทยของเราก็จะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน มาร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย

ที่มา – พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.งูเห่าภูมิใจไทย ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม”

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ

“อิ๊งค์ แพทองธาร” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” เผยข้อความฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย บอก เข้าสู่วงการการเมืองตอนอายุเท่าๆ กัน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางมาเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 26 หลังคุมขังครบ 3 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 10.30 น. น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ออกมาจากเรือนจำภายหลังการเยี่ยมนายทักษิณ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่านายทักษิณได้มีการคุยกับคุณพ่อเรื่องการเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคุณพ่อบอกว่าตัวแคนดิเดตเริ่มเข้าวงการการเมืองตอนอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเท่าๆ กัน และคุณพ่อก็ได้ฝากให้กำลังใจแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยด้วย จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้ทักทายประชาชนที่เดินทางให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ เผยฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อิ๊งค์ แพทองธาร” ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กำลังใจแก่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

การที่อิ๊งค์เดินทางไปเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวชินวัตร แม้ว่าทักษิณจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวอย่างเต็มที่

ทักษิณฝากให้กำลังใจ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทักษิณได้ฝากข้อความให้กำลังใจแก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยทักษิณได้กล่าวว่า ยศชนันเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองในวัยเดียวกับตนเอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทักษิณมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของยศชนัน

การที่ทักษิณออกมาให้กำลังใจ ยศชนัน อย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยและประชาชนทั่วไปว่า พรรคเพื่อไทยยังคงให้การสนับสนุน ยศชนัน อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้ยศชนันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากทักษิณ ชินวัตร ก็อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ง่ายขึ้น

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตได้

ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญทางการเมืองย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่อิ๊งค์เข้าเยี่ยมทักษิณและนำข้อความให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ ออกมาเปิดเผย ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ” เผยฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

กล้าธรรมเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) อย่างคึกคัก โดยมีชื่อของ “ชนนพัฒน์” เป็นไฮไลท์ พร้อมด้วยภรรยาที่มาร่วมให้กำลังใจ เตรียมเปิดตัวผู้สมัครครบทั้งประเทศ 25 ธันวาคมนี้

กล้าธรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมกันเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคในหลายจังหวัดทั่วประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการสนับสนุน

การเปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้:

  • จังหวัดนราธิวาส: นายลุตฟี หะยีอีแต, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ และนายกอเซ็ง แซมะซู
  • จังหวัดปัตตานี: แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา, นายอับดุลบาซิม อาบู, นายมะรูดิง ยาโงะ, นายยูนัยดี วาบา และนายสนิท นาแว
  • จังหวัดยะลา: นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ, นายอับดุลฮาฟิซ หิเล และนายมูฮำหมัดสุกรี บุงา
  • จังหวัดสุรินทร์: นางฟาริดา สุไลมาน
  • จังหวัดพิษณุโลก: นายอาริฟ กุนนาบี
  • จังหวัดกระบี่: นายศรัญญู รักมิตร
  • จังหวัดภูเก็ต: นายทิวัตถ์ สีดอกบวบ และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์
  • จังหวัดสงขลา: นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว, นายวงศ์วชร ขาวทอง, นายบารมี ขาวทอง และ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ ภรรยาของนายชนนพัฒฐ์

ความพร้อมของพรรคกล้าธรรมและ “ชนนพัฒน์” ผู้สมัคร สส.จชต.

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำถึงความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแบ่งชนชั้น พร้อมชูว่าที่ผู้สมัคร สส. ที่มีความเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้ประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตครบทั้งประเทศ 400 คน และผู้สมัครบัญชีรายชื่ออีก 100 คน ในวันที่ 25 ธันวาคม ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา

นายนัจมุดดิน กล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังขาดตัวแทนที่แท้จริงของคนในพื้นที่ พร้อมขอบคุณ ร.อ.ธรรมนัส ที่ให้เกียรติชาวไทยมุสลิม และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าวถึงปัญหาที่สะสมมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะมีนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” และผู้สมัครคนอื่นๆ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคในระดับประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันนโยบายและการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจส่ง“ชนนพัฒน์” ลงสมัคร สส.จชต. นั้นน่าสนใจ และภรรยาของเขาก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อพื้นที่

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรม ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – กธ. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” พาภรรยามาด้วย จ่อเปิดครบหมด 25 ธ.ค.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

“ธรรมนัส” รับมีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ส่วนจะเป็นเบอร์ 1 เองหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แย้มมีบ้านใหญ่รอพาเหรดเข้าพรรคอีก ลั่นให้ดูที่ผลงาน นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรค ถึงการวางผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า ตอนนี้วางตัวได้ประมาณ 85% แล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความพร้อมได้มาเปิดตัวแล้ว จากนี้จะมีการทยอยเปิดตัว ขณะที่จะเปิดตัวได้ทั้งหมดเมื่อไหร่นั้น เนื่องจากตอนนี้ตนยังไม่ได้คุยกับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งจะได้มีการหารือกันถึงการเปิดตัว ส่วนกรณี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 นั้น นางนฤมลพูดไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องมานั่งคุยกัน ทำตามระบบพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สมาชิกพรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส เหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังไม่เป็นข่าวจะเข้ามาอีกหลายคน ต้องรอกันก่อน ส่วนคำถามอีกว่าเป็นคนนอก-เป็นนักธุรกิจ ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับคนปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเขาก็เข้ามา เมื่อถามย้ำ หมายความว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นนักธุรกิจหรือคนดัง พอเปิดตัวแล้วเป็นที่รู้จักของสังคมใช่หรือไม่ มีความชำนาญด้านใด ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า “ก็เป็นนักการเมืองอยู่”

สำหรับกรณีกลุ่มวาดะห์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามีการพูดคุยกัน ในคำถามว่าคาดหวังที่จะปักธงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ทุกพรรคก็คาดหวังที่จะปักธงให้ได้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าตอนนี้พรรคกล้าธรรมคึกคัก มีอดีต สส. ไหลเข้ามาจำนวนมาก ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าใด ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เดี๋ยวตนขอดูรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาก่อน ขณะที่เมื่อถามถึงการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นลำดับที่ 1 เลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”

ทางด้านคำถามว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยก้อนใหญ่จะเริ่มเข้ามาเมื่อไหร่ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า กำลังคุยกันอยู่ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ส่วนกรณีนางนฤมล ระบุจะมีกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอีกนั้น ยอมรับว่าจะมีเข้ามาอีก แต่ว่าใครจะออกจากที่ไหนมา ตนก็มีมารยาทที่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เมื่อถามย้ำว่าหากมาแล้วจะไม่ทับกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เราต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลัง

ก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมเหมือนตกเป็นเป้า มองว่ากระแสพรรครอบนี้จะสามารถสู้กับพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบประเด็นนี้ว่า “ก็อย่างที่เห็น เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็อย่างที่เห็นว่าผมทำงานอย่างไร” เมื่อถามย้ำพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกันก่อน

ในช่วงท้ายกับคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งครบทั้ง 400 เขตใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ส่วนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคจะพาผู้สมัครไปสมัคร นำโดยหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและตน สำหรับเวทีหาเสียงนั้น เราจะไปทุกที่ แต่จะเป็นที่ใดที่แรกต้องวางยุทธศาสตร์ เพราะแต่ละคนก็ต้องช่วยกันปราศรัย ขณะที่เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียง เราอย่าไปขายฝัน เพราะถ้าขายฝันแล้วทำไม่ได้ก็เสียของ ส่วนสโลแกน ชื่อพรรคก็ชัดอยู่แล้วว่ากล้าทำ ขณะที่สโลแกนอื่นๆ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กำลังคิดอยู่.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

ธรรมนัสแย้ม! พรรคกล้าธรรมมีแคนดิเดตนายกฯ

การเปิดเผยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจถึงทิศทางและอนาคตของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า การมีนักการเมืองผู้ใหญ่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯนั้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับพรรคได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” รับ มีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลั่น นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

รู้จัก “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่นายกฯ พรรคประชาชน

ชวนรู้จักประวัติ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์สาว รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลือกตั้ง 2569 คราวนี้ มีลุ้นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้แล้ว หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3

ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล”

สำหรับประวัติของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชื่อเล่น ไหม เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2524 อายุ 44 ปี (ณ พ.ศ. 2568) จบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีและโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เคยทำงานให้กับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เส้นทางการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย โดยการชักชวนจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ด้วย. กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีกู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ในขณะนั้น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วย สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล และที่ประชุมพรรคได้เลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล มักมีบทบาทสำคัญ โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ซึ่งในเวลาต่อมา สส. ต่างย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ คือ พรรคประชาชน ซึ่งภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งแรกในนามพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงว่าไม่มีความประสงค์ในการรับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแข่งกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงดูแลฝ่ายนโยบายของพรรคเช่นเดิม

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เสนอเพียง นายณัฐพงษ์ เพียงคนเดียวในบัญชี แต่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคตัดสินใจเสนอชื่อ 3 คน คือ นายณัฐพงษ์, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพมากพอ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์และชูนโยบาย “ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน – ไทยทันโลก” (อ่านเพิ่มเติม : “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ไม่พลิกโผนั่ง 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน) หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันต่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เก้าอี้ตามที่คาดหวังว่าอยากจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ รวมถึงคดี 44 สส. ที่ยังต้องลุ้นกันต่อ เนื่องด้วย น.ส.ศิริกัญญา และ นายณัฐพงษ์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย.

เจาะลึกประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากนักเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้แทนประชาชน และตอนนี้เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของพรรคประชาชน เส้นทางของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: เส้นทางสู่แคนดิเดตนายกฯ

เปิดประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประวัติ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เป็นบุตรของ ร้อยตรีถาวร ภูวนาถนรานุบาล และ นางมันทนา ภูวนาถนรานุบาล ธีระชัยสมรสกับนางวรรณพร ภูวนาถนรานุบาล มีบุตร 3 คน คือ ธนพร ภูวนาถนรานุบาล, คณิน ภูวนาถนรานุบาล และฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล

การศึกษาของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก London School of Economics and Political Sciences ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ต่อจากนั้นได้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง The Fellow of Chartered Accountants สถาบันการสอบบัญชีของประเทศอังกฤษ ในปี 2520 และหลักสูตร Senior Managers in Government ที่ John F. Kennedy School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2544

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง

ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

เส้นทางการเมือง

ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม 2566 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ลงสนามสู้ศึก หลังจากนี้เตรียมจับตาว่าในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรบ้างที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกฯ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

เปิดประวัติ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม หญิงแกร่ง จากนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงิน เดินเข้าถนนการเมือง สู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นที่จับตามองสำหรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการแย้มชื่อมา 2 รายชื่อด้วยกันคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ซึ่งในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม นั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเช้าวันนี้ เกี่ยวกับการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่จะส่งครบ 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ คงดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม เป็นนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงินและบริหารความเสี่ยงระดับสูง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง

ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล หรือ อาจารย์แหม่ม เชี่ยวชาญวิชาการ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนจะถูกทาบทามมาช่วยงานรัฐบาลจนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว ซึ่งก็สามารถที่จะปรับตัวทำงานการเมืองได้ดี จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง ที่มักจะมอบตำแหน่งสำคัญให้รับผิดชอบ

ประวัติการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จบปริญญาตรี ด้านสถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในด้านการทำงาน อาจารย์แหม่ม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

เส้นทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ทำให้หลายคนจับตามองบทบาทของเธอในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม

การตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองของเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ทำให้เธอมีมุมมองที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการแข่งขันทางการเมืองย่อมมีความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประชาชน

มาร่วมติดตามบทบาทและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในเส้นทางการเมืองไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ตรีนุช เทียนทอง: เปิดประวัติแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

เจาะลึกประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” ผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองไทย หลานสาวของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เส้นทางการเมืองของเธอเป็นอย่างไร? ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หรือ “เหน่ง” เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2515 ปัจจุบัน (ปี 2568) อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เธอเป็นบุตรีของนายพิเชษฐ์ และนางขวัญเรือน เทียนทอง และเป็นหลานสาวของนายเสนาะ เทียนทอง นอกจากนี้ เธอยังมีพี่น้อง ได้แก่ นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว, นายอนุรักษ์ เทียนทอง และนายบดี เทียนทอง ในด้านชีวิตส่วนตัว น.ส.ตรีนุช สมรสกับ ศ.คลินิก นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา น.ส.ตรีนุช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 18 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในปี 2535 และสาขาการเงินการลงทุน จาก Western Illinois University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2538 และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2540

เส้นทางการเมืองของ ตรีนุช เทียนทอง

น.ส.ตรีนุช ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สระแก้ว เป็นครั้งแรกในปี 2544 และครั้งที่ 2 ในปี 2548 โดยสังกัดพรรคไทยรักไทย ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ภายใต้สังกัดพรรคประชาราช และในปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในปี 2561 เธอได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2562 น.ส.ตรีนุช ก็ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5

ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ตรีนุช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในปี 2566 เธอยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 6 และในเดือนกันยายน 2568 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคพลังประชารัฐ

การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในเวทีการเมืองไทยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการเมืองของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

Scroll to top