ข่าวการเมือง

อนุทินเตือนห้ามพกปืน สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการกำชับเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเข้มงวด โดยในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย อนุทินเตือนห้ามพกปืน อย่างเด็ดขาดสำหรับรัฐมนตรี สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ามาตรฐานจริยธรรมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง หากใครฝ่าฝืนอาจถึงขั้นหมดอนาคตทางการเมืองได้ทันที

อนุทินเตือนห้ามพกปืน พร้อมสั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ

นอกเหนือจากการกำชับภายในพรรคแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้ยกระดับมาตรการในระดับประเทศ โดยสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการจัดการเรื่องอาวุธปืนทั้งระบบ เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ปืนเถื่อนหรือปืนผิดกฎหมายหลุดรอดไปถึงมือผู้ที่ไม่ควรครอบครอง โดยมีรายละเอียดมาตรการที่น่าสนใจดังนี้:

มาตรการเร่งด่วนที่ต้องจับตา

  • ระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่และระงับการออกใบอนุญาต ป.3 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง
  • ให้ตรวจสอบใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนทั่วประเทศและรายงานผลภายใน 30 วัน
  • ตรวจสอบร้านค้าปืนและสนามยิงปืนอย่างเข้มงวด หากพบทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

ในมุมมองของรัฐบาล อนุทินเตือนห้ามพกปืน ไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพของนักการเมืองไทยให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม นอกจากนี้ยังมีการผลักดันมาตรการระยะยาว อาทิ การแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อนำระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ Real-time มาใช้ ซึ่งจะช่วยให้การติดตามและควบคุมอาวุธปืนทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น การเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน และการกำหนดให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุกๆ 3 ปี เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับปืนได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการอาวุธปืนอย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แม้จะดูเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่หากดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายภายใน 60 วันตามที่ตั้งไว้ เราน่าจะได้เห็นสังคมที่มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่ครอบครองอาวุธปืนอยู่อย่าลืมตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ

ที่มา – “อนุทิน” เตือนกลางที่ประชุมภูมิใจไทย ห้ามพกปืน สั่งใน ครม. คุมเข้มทั้งระบบ-เร่งแก้กฎหมาย

ครม. ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ เข้มคัดกรองอาวุธ

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่และเหล่าคุณครูหลายท่านคงจะรู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย เมื่อล่าสุดทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับลูกหลานของเราทุกคน หลังจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรี รัฐบาลจึงต้องเร่งออกมาตรการป้องกันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติทันที

มาตรการยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศนโยบาย แต่เป็นการปรับเปลี่ยนระบบการดูแลให้เข้มข้นขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการคัดกรองสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งอาวุธหรือวัตถุอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเล็ดลอดเข้าสู่สถานศึกษา เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในพื้นที่ที่ไร้ความกังวล โดยมีการกำหนดมาตรการหลัก ดังนี้:

  • การจัดตั้ง School Safety Zone ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ
  • การจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา
  • การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในท้องถิ่น
  • การตรวจค้นและคัดกรองอาวุธอย่างเป็นระบบก่อนเข้าสู่สถานศึกษา

การดูแลทั้งร่างกายและจิตใจภายใต้การยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ

นอกจากมาตรการเชิงรับมือและป้องกันด้านกายภาพแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพจิตของนักเรียนและบุคลากรครู โดยมีการเตรียม “ห้องพักใจ (Safe Room)” เพื่อเป็นพื้นที่เยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ยังมีการวางแผนติดตามอาการเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขอีกครั้ง

รัฐบาลยังเน้นย้ำว่า การประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติคือการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไม่รอให้เกิดเหตุการณ์แล้วค่อยแก้ไข แต่คือการวางรากฐานระยะยาวผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้กฎหมายแม่บทเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองนักเรียนอย่างยั่งยืน ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ มาตรฐานความปลอดภัยจะต้องเป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองทั่วประเทศว่าสถานศึกษาจะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างแน่นอน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าซ้ำรอยเดิมอีก และร่วมกันสร้างสังคมโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความปลอดภัยให้กับเยาวชนของเราทุกคน

ที่มา – ครม. ไฟเขียว ศธ. ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันที เข้มคัดกรองอาวุธ

มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64

มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตการสอบ ซึ่งล่าสุดมี มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64 หลังจากที่พบหลักฐานใหม่ที่ชวนให้ตกใจเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบของผู้สมัครบางราย เพื่อเปลี่ยนจากสถานะ “สอบตก” ให้กลายเป็น “สอบผ่าน” อย่างน่าสงสัย

เบื้องลึกความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตสอบปี 68

การขยายผลการสืบสวนในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นในปี 2568 และพบว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญกับเหตุการณ์ในปี 2564 ซึ่งทาง ป.ป.ช. คาดการณ์ว่าอาจเป็นกลุ่มผู้กระทำความผิดชุดเดียวกันที่ใช้ช่องโหว่ในการทุจริต โดยพฤติการณ์ที่พบคือการปรับคะแนนของผู้เข้าสอบให้สูงขึ้นเพื่อให้ผ่านเกณฑ์การสรรหา ทั้งในส่วนของพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา

ประเด็น มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64 นี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบราชการไทย เนื่องจากตำแหน่งงานระดับผู้บริหารในท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ หากมีการทุจริตเข้ามาแทรกแซง ย่อมหมายความว่าบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอาจไม่มีศักยภาพหรือคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

  • พบหลักฐานการแก้คะแนนสอบของผู้สมัคร
  • มีการเปลี่ยนผลจากสอบตกเป็นสอบผ่าน
  • เป็นคดีพิเศษเนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและกระทบวงกว้าง
  • เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุจริตในปี 2568

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจมาก? คำตอบคือเพราะนี่คือกระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐ ซึ่งควรจะต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100% การที่ ป.ป.ช. ต้องออกมาระบุว่านี่คือ มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64 จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ทางหน่วยงานเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างการทุจริตในทุกระดับ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือความรวดเร็วในการจัดการข้อมูลข่าวสาร เพราะหลังจากที่เพจเฟซบุ๊กของ ป.ป.ช. ได้โพสต์ข้อมูลนี้ออกไปเพียงไม่นาน ข่าวดังกล่าวก็ถูกลบออกไป สร้างข้อสงสัยให้กับประชาชนที่ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องว่า เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการทำงานในครั้งนี้กันแน่

ในฐานะประชาชน เราคงทำได้เพียงติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถเปิดโปงผู้กระทำผิดตัวจริงออกมาลงโทษได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการสอบเข้ารับราชการไทยที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคนที่ใช้ความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง

ที่มา – มติ ป.ป.ช. สั่งไต่สวนคดีพิเศษเพิ่ม โกงสอบท้องถิ่นเมืองพัทยา ปี 64 พบแก้คะแนน

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เพื่อให้เร่งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดและเลขาธิการ กสทช. กรณีปล่อยให้ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานองค์กรอิสระแห่งนี้

สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ชี้ขาดว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญไชยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ทว่าทางสำนักงาน กสทช. กลับยังคงปล่อยให้เข้าร่วมประชุมบอร์ดหลายครั้ง สร้างความกังขาให้กับประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่มีการยับยั้งตามกฎหมาย

เปิด 4 ประเด็นเดือดที่ต้องตรวจสอบ

ทางสภาผู้บริโภคได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ต้องการให้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ได้แก่:

  • ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่
  • การตรวจสอบการแจ้งข้อมูลต่อวุฒิสภาว่ามีความเป็นเท็จหรือไม่ เกี่ยวกับสถานะการรับค่าตอบแทนในโรงพยาบาลรัฐ
  • ตรวจสอบการขัดกันแห่งผลประโยชน์จากการรับเงินเดือนสองทาง
  • การตรวจสอบบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การที่ สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ นั้น อาจมีปมเบื้องหลังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณกองทุน USO ที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งมีความพยายามจะเร่งอนุมัติโครงการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังรวมไปถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคทุกคน การที่หน่วยงานตรวจสอบภาคประชาชนอย่างสภาผู้บริโภคต้องออกมาเคลื่อนไหว สะท้อนให้เห็นว่าระบบกลไกการตรวจสอบภายในองค์กรอาจมีปัญหาอย่างร้ายแรง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – สภาผู้บริโภคร้องตรวจสอบบอร์ด-เลขาฯ กสทช. ปล่อย “นพ.สรณ” ร่วมประชุมทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เชื่อว่าหลายครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สว่ายน้ำให้ลูกคงเคยหนักใจกับปัญหาการบริการที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุดมีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นชัยชนะของผู้บริโภคที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สว่ายน้ำให้ลูก แต่ทางโรงเรียนกลับปิดสาขาหนีและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเงื่อนไขคอร์สหมดอายุ ทั้งที่ไม่ได้มีการชี้แจงที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

การเข้ามาจัดการของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สคบ. ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องรอเงินคืนนานนับเดือน แต่เมื่อรัฐเข้ามาประสานงานโดยตรง กลับสามารถเจรจาให้คืนเงินได้ภายในเวลาเพียง 15 วัน ซึ่งถือว่ารวดเร็วและเป็นธรรมอย่างมากสำหรับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

สรุปประเด็น “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการอ้างเงื่อนไข “คอร์สหมดอายุ” เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่ยอมรับได้ หากผู้ประกอบการไม่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา สคบ. จึงมีมาตรการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบสัญญาการให้บริการของธุรกิจกลุ่มเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยเงื่อนไขการใช้บริการ การเปลี่ยนสาขา และสิทธิการขอคืนเงิน
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบการปกปิดข้อมูลหรือตั้งเงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภค

ในฐานะผู้บริโภค เราควรได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียม ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบจากธุรกิจที่หวังเพียงผลกำไรโดยไม่สนใจมาตรฐานการบริการ การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบอย่างจริงจังในคดี “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้ผู้ประกอบการจะต้องมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่ต้องมานั่งกุมขมับกับเงินที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากใครพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ อย่าปล่อยผ่านครับ ให้รีบแจ้ง สคบ. ทันทีเพื่อให้สิทธิของเราได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด

ที่มา – “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองและน้องๆ นักเรียนทั่วประเทศครับ! ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้ดียิ่งขึ้น

เจาะลึกมติ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกนมให้เด็กดื่มเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานด้านสุขภาพที่สำคัญ การขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักเรียนชั้น ม.1 ถึง ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาส จะช่วยให้เด็กๆ กว่า 6.6 ล้านคนได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วงวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

ทำไมต้องขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3?

การผลักดันนโยบาย ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส ในครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล
  • เสริมสร้างสุขภาพ: ให้นักเรียนได้รับโปรตีนและวิตามินจากนมโคสดแท้ 100% เพื่อพัฒนาการทางร่างกายและสมอง
  • ช่วยเกษตรกรโคนม: เป็นการกระตุ้นการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศ ช่วยลดปัญหาน้ำนมล้นตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับแล้ว ภาคเกษตรกรรมไทยก็ยังได้อานิสงส์ไปด้วยครับ เพราะการเพิ่มปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบกว่า 87 ตันต่อวัน จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนมมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจัดส่งนมให้กับเด็กกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการปรับจำนวนวันการจัดส่งนมให้เหมาะสมกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โดยส่วนตัวผมมองว่า นโยบายนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก เพราะการลงทุนกับสุขภาพของเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ เมื่อเด็กมีสุขภาพร่างกายและสมองที่แข็งแรง พวกเขาจะสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อย่างเต็มศักยภาพครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส-ครอบคลุมนักเรียน 6.6 ล้านคน

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามข่าวการเมืองคงได้เห็นประกาศล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก จากราชการอย่างเป็นทางการ

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของกระทรวงยุติธรรม โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับสนองพระบรมราชโองการโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เปิดเส้นทางการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง

สำหรับสถานการณ์หลังจากการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก แล้วนั้น หลายคนอาจสงสัยว่าใครจะมารับไม้ต่อในตำแหน่งที่สำคัญนี้ ข้อมูลจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีระบุว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงต่อไป

หากย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ จะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนบทบาทภายในรัฐบาล โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน เคยได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ แต่ในที่สุดเจ้าตัวได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคลในการตัดสินใจทางวิชาชีพ

  • การพ้นจากตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569
  • นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เตรียมรับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่
  • กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน

ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงข้าราชการระดับสูงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอตามวงรอบการทำงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่องค์กรอย่างกระทรวงยุติธรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและอำนวยความยุติธรรมต่อไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่จะสามารถสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการจากไปของนักการเมืองชื่อดังที่สร้างความเสียดายให้กับผู้ร่วมงานอย่างมาก ซึ่งประเด็นหลักที่หลายคนติดตามคือ นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในอดีตสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าตนเคยทำงานร่วมกับท่านมาก่อน และมีความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในมุมมองของนายกฯ นั้น ท่านเป็นคนน่ารักและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด

มุมมองต่องานการเมืองและอนาคตของตำแหน่ง เลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องการอาลัยแล้ว สิ่งที่สังคมจับตามองคือกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) อย่างคุณฉัตรชัย บางชวด ซึ่งมีกระแสหนาหูว่าจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

  • การชี้แจงเรื่องโผทหารที่หลายคนกังวล
  • จุดยืนของนายกรัฐมนตรีต่อความรับผิดชอบในสภากลาโหม
  • ความชัดเจนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

นายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่าในเรื่องของโผโยกย้ายนายทหารนั้น ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของสภากลาโหมโดยตรง ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่าโผทหารไม่ลงตัวจนกระทบมาถึงเก้าอี้เลขาฯ สมช. จึงเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนในการทำงานของผู้นำประเทศที่ไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ และยังคงรักษาบรรยากาศการทำงานที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าราชการหรือการแสดงความไว้อาลัยต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

ที่มา – นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน เข็มวันอานันทมหิดล 2569

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าอนุโมทนาบุญมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่กับโครงการ นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังลำบากครับ

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

โครงการนี้ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาอย่างยาวนาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ผู้ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาฯ นั่นเองครับ

พลังแห่งการให้ผ่าน นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

สำหรับแนวคิดในปีนี้มาในธีม “Care Beyond Cancer” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้รวมถึงพระสงฆ์อาพาธที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่มากครับ โดยกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อทางคณะฯ ได้เข้าพบท่านนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

ทำไมเราถึงควรสนับสนุนโครงการนี้?

  • เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • เพื่อเป็นการดูแลพระสงฆ์อาพาธในพื้นที่ห่างไกลและโรงพยาบาลต่างๆ
  • เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในรัชกาลที่ 8
  • เพื่อสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

การร่วมสมทบทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนกำลังใจที่ส่งไปถึงผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ให้พวกเขามีแรงสู้และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ หากใครสนใจอยากร่วมทำบุญ สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เลยครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าพลังเล็กๆ ของทุกคนเมื่อรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยยากไร้หลายคนให้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งความเมตตานี้ไปด้วยกันนะครับ เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” ช่วยผู้ป่วยยากไร้–พระสงฆ์อาพาธ

Scroll to top