ข่าวการเมือง

ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ “ภคมน หนุนอนันต์” โฆษกพรรคประชาชน ออกมาแถลงจุดยืนที่ชัดเจนต่อกรณีที่มีข้อครหาเกี่ยวกับคดีโกง สว. โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยคุณภคมนได้อธิบายว่า ทางพรรคประชาชนไม่ได้ต้องการให้ประชาชนไปฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 112 แต่อย่างใด แต่สิ่งที่พรรคต้องการสื่อสารคือความย้อนแย้งของการใช้กฎหมายในปัจจุบัน ซึ่งมักจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมืองเสียมากกว่า การที่พรรคตั้งคำถามถึงมาตรฐานนั้น เป็นเพราะต้องการให้สังคมเห็นถึงระบบนิติสงครามที่บิดเบี้ยว

เหตุผลที่พรรคประชาชนคัดค้านการใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สำหรับประเด็นที่ว่า ทำไม ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล นั้น คุณภคมนได้ขยายความให้ชัดเจนขึ้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • กฎหมายมาตรา 112 เปิดช่องให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษได้ง่ายเกินไป ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้เป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้าม
  • มาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีการนิ่งเฉยในกรณีที่ฝั่งอำนาจเดียวกันเป็นฝ่ายกระทำผิด
  • พรรคประชาชนยึดมั่นในหลักการที่ว่ากฎหมายต้องไม่ถูกนำมาใช้เพื่อการกลั่นแกล้ง หรือตัดสิทธิทางการเมืองของใครก็ตาม

ในส่วนของคลิปเสียงที่ปรากฏเป็นข่าวดัง ซึ่งมีการอ้างถึง “ข้างบน” นั้น ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งในกระบวนการสรรหา สว. ซึ่งทางพรรคมองว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้แล้ว ดังนั้นการที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ยังคงประวิงเวลาอยู่นั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสายตาของประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ กกต. ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ความจริง การปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าจะยิ่งกัดกินความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อองค์กรอิสระให้หมดไป หาก กกต. ต้องการกอบกู้ศรัทธากลับคืนมา การเร่งทำคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานที่โปร่งใสคือสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ใช่การปล่อยให้กฎหมายบางมาตราถูกนำมาใช้อย่างไม่เป็นธรรมจนสังคมตั้งคำถามครับ

ที่มา – ปชน. ไม่หนุนฟ้อง ม.112 ปมคลิปเสียงโกง สว. “ภคมน” จี้ กกต. เร่งส่งผู้ถูกกล่าวหาให้ศาล

2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ถือเป็นข่าวใหญ่และก้าวสำคัญในเวทีโลก เมื่อนายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวหลังการหารือทวิภาคีเต็มคณะ ณ กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งการเยือนครั้งนี้ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเยือนระดับผู้นำในรอบ 14 ปี ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกขั้น โดยทั้งคู่ได้ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งร่วมกันในอนาคต

รายละเอียดการหารือ: 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ในการพบปะกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความท้าทายในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศ เพื่อจัดการกับเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายในการยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกผ่านการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมทุกสองปีอีกด้วย

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสนับสนุนให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD อย่างเต็มตัว
  • การกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
  • การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย
  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การที่ 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงมิตรภาพที่ดี แต่ยังเป็นการปูทางสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้าให้สมเกียรติและมีความหมายยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และขอบคุณออสเตรเลียที่พร้อมสนับสนุนไทยในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์

ในมุมมองส่วนตัว การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องการลงทุนและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การจับมือกันแก้ปัญหาแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติยังเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยเฝ้ารอคอย และหวังว่าความร่วมมือนี้จะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – 2 นายกฯ ออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วม ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังวางแผนจะมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง คงเคยมีความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสัญญาหรือความไม่เรียบร้อยของโครงการ วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน เพราะล่าสุดมีการขยับตัวครั้งใหญ่จากภาครัฐที่เข้าช่วยเหลือผู้บริโภคจนสามารถ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคอย่างเราไม่ได้ถูกทอดทิ้งครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความใส่ใจของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ สคบ. เร่งรัดจัดการปัญหาความไม่เป็นธรรมในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักจะเป็นภาระก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนทำงาน โดยผลจากการไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ครอบคลุมห้องชุดหลายรายการ ทั้งปัญหาสภาพห้องชำรุดและกรณีสินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งทางผู้ประกอบการต้องคืนเงินให้ผู้บริโภคตามสิทธิ์ที่มี

สรุปผลการดำเนินการของ สคบ. ที่ช่วยผู้บริโภค

สำหรับเคสที่ได้รับการแก้ไขจนได้ข้อยุติในครั้งนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมาก โดยแบ่งกรณีหลักๆ ได้ดังนี้:

  • กรณีห้องชุดชำรุด: ผู้ซื้อตรวจพบปัญหาน้ำรั่ว รอยร้าว และระบบน้ำอุ่นใช้งานไม่ได้ ทางโครงการยอมคืนเงินให้กว่า 7.7 ล้านบาท
  • กรณีสินเชื่อไม่ผ่าน: ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเดิมหรือการโอนสิทธิ์ ผู้ซื้อที่กู้ไม่ผ่านก็มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ซึ่ง สคบ. สามารถเจรจาจนคืนเงินรวมกันไปหลายแสนบาท

การ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหากเรามีหลักฐานที่ครบถ้วน การเจรจาไกล่เกลี่ยโดย สคบ. เป็นช่องทางที่ทรงพลังมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้องให้ยืดเยื้อ เพียงแค่เตรียมสัญญา ใบเสร็จ และภาพถ่ายความเสียหายให้พร้อม ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการใหม่ หรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ อย่าลืมตรวจสอบสัญญาให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา หากพบความไม่เป็นธรรม ให้รีบติดต่อ ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ผ่านช่องทางสายด่วน 1166 หรือแอป OCPB Connect ได้ทันที

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดของโครงการมาเป็นภาระที่คุณต้องแบกรับไว้เพียงฝ่ายเดียว สิทธิ์ของคุณมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ครับ หากใครเจอปัญหา อย่าเงียบหายไป ร้องเรียนเถอะครับเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงและรับผิดชอบ เพื่อมาตรฐานที่ดีของวงการอสังหาฯ ไทยในอนาคต

ที่มา – ปิดดีลเคสอสังหาฯ สั่ง สคบ. ทวงเงินคืนผู้บริโภคกว่า 8 ล้าน ปมห้องชุดชำรุด-กู้ไม่ผ่าน

ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียเลยครับ เมื่อยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสมเกียรติและสง่างาม โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศเพื่อแสดงถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ

ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

การเดินทางเยือนในครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ได้นำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทยกว่า 9 บริษัทเข้าร่วมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ การที่ออสเตรเลียจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นว่าทางออสเตรเลียให้ความสำคัญกับไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอย่างมาก

ภารกิจสำคัญและการกระชับมิตรภาพ

ตลอดทั้งวัน นายกฯ อนุทินมีกำหนดการที่แน่นขนัด เริ่มจากการหารือทวิภาคีและการลงนามในความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นกรอบการทำงานที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีการพบปะกับผู้นำฝ่ายค้านและเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียที่มีมาอย่างยาวนาน

  • ร่วมหารือกลุ่มเล็กถึงประเด็นเศรษฐกิจและการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์
  • นำคณะเอกชนไทยเข้าพบเพื่อหาช่องทางขยายการลงทุน
  • เข้าเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO)
  • กราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดธัมมธโร และร่วมปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก

ในภาคเอกชนที่ติดตามไปมีบริษัทชั้นนำมากมาย เช่น RATCH, ศุภาลัย, ไทยเบฟ, บี.กริม เพาเวอร์, บ้านปู, กลุ่มเซ็นทรัล, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ ปตท. ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะเห็นความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไปข้างหน้า นี่คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

บทสรุปของการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของพิธีการ แต่คือการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องชาวไทย ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน และความปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล หวังว่าผลผลิตจากการหารือครั้งนี้จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีในแวดวงเศรษฐกิจระดับประเทศมาฝากกันครับ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียที่กำลังจะก้าวไปอีกขั้น เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการสำคัญในอนาคตที่น่าจับตามองมาก นั่นคือการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการผลักดันให้เกิด ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า จากฐานเดิมที่เคยทำได้สำเร็จมาแล้วครับ

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

การหารือระดับผู้นำในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทูตเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ให้เต็มศักยภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตในระดับภูมิภาคได้ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้ครับ:

  • ด้านการเกษตรและเทคโนโลยี (Ag-Tech): ออสเตรเลียจะเข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทยให้สูงขึ้น
  • ด้านพลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: สนับสนุนวัตถุดิบสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

เจาะลึกกลยุทธ์เมื่อ ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

นอกจากเรื่องของภาคการผลิตแล้ว รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้า การดึงดูดการลงทุนในกลุ่มนี้จะช่วยให้ไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยเองก็เริ่มมีความตื่นตัวในการนำธุรกิจไปขยายตลาดในออสเตรเลียมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงในการเจรจาและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจไทยไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ การที่รัฐบาลประกาศนโยบาย ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางการค้าเท่านั้น แต่มันคือการอัปเกรดห่วงโซ่อุปทานของประเทศให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว หากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับนักลงทุนทั่วโลกครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยทิศทางความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่เกษตรกรรมทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยไปทั่วประเทศ เมื่อทราบข่าวว่ามีพี่น้องแรงงานไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุระเบิดตกค้างใต้ดิน ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

การติดตามสถานการณ์ของ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งทำในขณะนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานของเราจะได้รับสิทธิประโยชน์และการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และทันท่วงที โดยฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานงานกับสถานพยาบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 6 ราย ซึ่ง 2 รายมีอาการสาหัสและกำลังเข้ารับการผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายปลอดภัยแล้ว

มาตรการดูแลแรงงานไทยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สำหรับแนวทางความช่วยเหลือหลังจากเกิดเหตุ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางกระทรวงแรงงานได้จัดเตรียมมาตรการสนับสนุนไว้ดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ
  • ประสานงานกับนายจ้างในอิสราเอลเพื่อให้ดูแลค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอย่างถูกต้อง
  • ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายแรงงานลงพื้นที่ให้กำลังใจและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับครอบครัวในประเทศไทยเพื่อแจ้งสถานะความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ ความปลอดภัยของแรงงานไทยคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เราขอส่งกำลังใจให้แรงงานทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างแดนให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการรักษาจนหายดีโดยเร็วที่สุด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจากกรณี จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางเราจะรีบนำเสนอข้อมูลอัปเดตให้ทุกท่านทราบต่อไป

ที่มา – “จุลพันธ์” สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

เจเศรษฐ์ สั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน หลังเกิดเหตุสลด

เจเศรษฐ์ สั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน หลังเกิดเหตุสลด

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นภายในสนามกีฬายิงปืนแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ล่าสุด เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผลสรุปเบื้องต้นคือการสั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมตรวจสอบ พบว่าในเบื้องต้นใบอนุญาตของสนามและอาวุธปืนที่ใช้ในเหตุการณ์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายเจเศรษฐ์มองว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงที่สั่งปิดทำการนี้

ก้าวต่อไปกับกฎหมายคุมสนามยิงปืนที่เข้มงวดกว่าเดิม

จากการลงพื้นที่ตรวจสนามยิงปืนบางบัวทอง สั่งปิด 30 วัน สางเหตุคนเสียชีวิต นายเจเศรษฐ์ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายในอนาคต โดยระบุว่า:

  • รัฐบาลกำลังเร่งยกร่างพระราชกำหนดเกี่ยวกับสนามยิงปืน
  • เน้นครอบคลุมทั้งสนามของภาครัฐและเอกชน
  • เพิ่มความเข้มงวดในระเบียบการใช้สนามและคุณสมบัติของผู้ดูแล
  • เร่งจัดการปืนเถื่อนออกจากระบบเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

ความพยายามในการสร้างมาตรฐานกลางสำหรับสนามยิงปืนทั่วประเทศถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะในปัจจุบันแต่ละสถานที่มีกฎเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป การมีกฎหมายที่รัดกุมจะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์สูญเสียแบบที่เพิ่งเกิดขึ้นได้

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกขั้นตอนการบริการ ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจสอบใบอนุญาตให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่ต้องมีมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังพฤติกรรมผู้เข้าใช้บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ เราต้องรอดูกันต่อไปว่าร่างพระราชกำหนดฉบับใหม่จะมีบทลงโทษหรือมาตรการควบคุมที่เด็ดขาดเพียงใด เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ตรวจสนามยิงปืนบางบัวทอง สั่งปิด 30 วัน สางเหตุคนเสียชีวิต

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร

พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำเงินคืนให้ประชาชน โดยมองว่าการเก็บเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรจากค่าน้ำมันนั้นไม่ควรถูกนำไปใช้อย่างไม่ตรงจุด

นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงปัญหาการตรวจสอบงบประมาณของกองทุนฯ นี้ว่า ตนได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากพบปัญหาการใช้เงินที่ไม่โปร่งใสและหลักเกณฑ์ที่ไม่รัดกุม ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งเข้าถึงงบประมาณได้ง่ายเกินไป ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว แทนที่จะนำเงินส่วนนี้ไปสนับสนุนภาคเอกชนที่คิดค้นเทคโนโลยีประหยัดพลังงานจริงๆ

ทำไมต้องเลิก? ความจริงเบื้องหลัง พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสำคัญที่นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตคือ กองทุนนี้ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำให้เงินทั้งหมดต้องไปฝากไว้ในชื่อของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีเงินคงเหลือสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินที่เก็บมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่น่าสนใจจากการตรวจสอบมีประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • กองทุนมีช่องโหว่ด้านระเบียบการใช้จ่ายเงินจนถูกท้วงติงจาก ป.ป.ช.
  • เงินกองทุนถูกนำไปใช้ในโครงการของกระทรวงต่างๆ ที่มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
  • การยกเลิกกองทุนจะช่วยลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนลงได้ 5 สตางค์ต่อลิตรทันที

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้ย้ำว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน ได้มีการทำงานร่วมกับ สตง. เพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ และรับรองงบดุลปี 2566-2568 เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างมีความโปร่งใสที่สุด การที่เขาออกมาเรียกร้องให้มีการ **พีระพันธุ์ จี้ยุบ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน** ครั้งนี้ จึงเป็นการเสนอทางออกเพื่อคืนประโยชน์สูงสุดให้กับผู้บริโภคที่แบกรับภาระราคาน้ำมันมาอย่างยาวนาน

บทสรุปและมุมมอง: การนำเงินที่เก็บจากประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือหัวใจสำคัญ หากกองทุนฯ ไม่สามารถแสดงผลงานที่จับต้องได้ หรือมีขั้นตอนการใช้จ่ายที่ซับซ้อนและมีช่องโหว่ การคืนเงิน 5 สตางค์ต่อลิตรให้ถึงมือประชาชนโดยตรงถือเป็นแนวคิดที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน หากภาครัฐกล้าที่จะปฏิรูปเรื่องนี้ ก็นับเป็นการคืนความสุขให้คนไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” จี้ยุบ “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” คืนเงิน 5 สต./ลิตร ให้ประชาชน

ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

ข่าวดีสำหรับวงการกฎหมายและการต่างประเทศของไทย เมื่อล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดกระบวนการทางกฎหมายระดับโลกให้เข้ามาจัดขึ้นในไทยมากขึ้น

โอกาสทองในการก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายโลก

การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าทำข้อตกลงกับ PCA ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น แต่การยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคจะส่งผลบวกในวงกว้าง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายของไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสนับสนุนพื้นที่และบริการ: สถาบันอนุญาโตตุลาการพร้อมสนับสนุนสถานที่จัดการประชุมและพิจารณาคดี
  • เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน: มอบความสะดวกให้แก่ผู้ตัดสินและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น
  • การยกระดับมาตรฐาน: พัฒนาไทยให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าบ้านนั้นส่งผลดีอย่างไร? คำตอบคือการที่เราสามารถยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคได้ จะช่วยลดภาระต้นทุนของคู่พิพาทในเอเชียที่ต้องเดินทางไปถึงยุโรป อีกทั้งยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

นอกเหนือจากเรื่องความสะดวกแล้ว รัฐบาลยังได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของไทยอย่างถูกต้อง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก

ในมุมมองของผู้เขียน การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ‘ความรวดเร็ว’ และ ‘ความเป็นกลาง’ คือหัวใจสำคัญ การทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายของการยุติข้อพิพาทจึงช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่างความตกลง ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

Scroll to top