ข่าวต่างประเทศออนไลน์

รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ถูกตัดศีรษะ!

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อรูปปั้นของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกชื่อดังในศตวรรษที่ 16 ถูกพบว่าถูกตัดศีรษะ สร้างความตกใจและเสียใจให้กับคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก รูปปั้นนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณทางเข้าย่านการค้า และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพื้นที่

สมาคมร้านค้าในเมืองนาโกยา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านเมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม ว่าส่วนศีรษะของรูปปั้นได้หายไป เจ้าหน้าที่ของสมาคมได้รีบเข้าไปตรวจสอบ และใช้เทปกาวปิดบริเวณลำคอของรูปปั้นเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น สมาคมกำลังพิจารณาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนหาผู้กระทำผิด

รูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นี้ทำจากพลาสติกเสริมแรงด้วยเส้นใย ซึ่งเป็นวัสดุที่ค่อนข้างทนทาน แต่ก็เคยถูกทำลายมาแล้วหลายครั้ง และได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรูปปั้นนี้ที่มีต่อจิตใจของผู้คน

รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ถูกตัดศีรษะ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รูปปั้นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเมืองนาโกยาถูกทำลาย ก่อนหน้านี้ในปี 2022 รูปปั้นของโทกุกาวะ อิเอยาสุ คู่ปรับของโทโยโทมิ และโชกุนโทกุงาวะคนแรกของยุคเอโดะ ก็ถูกทำให้ล้มลงและมีรอยบริเวณแผ่นหลัง และในปี 2019 รูปปั้นของโอดะ โนบุนากะก็ถูกพบว่าแขนขาด รูปปั้นทั้งสามนี้ได้รับการบริจาคเมื่อปี 2013 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเชิดชูวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้

ใครคือโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ?

โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ, โอดะ โนบุนากะ และอิเอยาสุ เป็นที่รู้จักกันในนาม “สามวีรบุรุษ” ขุนศึกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น หลังจากที่เผชิญกับสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 100 ปี ทั้งสามเกิดในหรือใกล้กับพื้นที่ที่เป็นเมืองนาโกยาในปัจจุบัน ทำให้เมืองนี้มีความผูกพันกับบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างมาก

การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขาดความเคารพต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การทำลายรูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ไม่ได้เป็นการทำลายแค่รูปปั้น แต่เป็นการทำลายจิตใจและความรู้สึกของผู้คนที่ให้ความเคารพและศรัทธาต่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้

เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เราหันกลับมามองคุณค่าของประวัติศาสตร์และการรักษาไว้ซึ่งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม การกระทำเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และควรมีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้าที่จะกระทำการลบหลู่ประวัติศาสตร์และความรู้สึกของผู้คน

เราควรช่วยกันสอดส่องดูแลรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจและเรียนรู้ต่อไป การเพิกเฉยต่อการกระทำที่ทำลายทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์นั้นเท่ากับการสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

จากเหตุการณ์ที่รูปปั้นโทโยโทมิ ฮิเดโยชิถูกทำลายนี้ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์และความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ขาดความเคารพต่อบุคคลสำคัญและสัญลักษณ์ที่มีความหมายต่อผู้คน

ที่มา – รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ล่าสุด สหประชาชาติออกมาเรียกร้อง ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ ถึงสองครั้ง สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างหนักให้กับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และสื่อมวลชนที่เข้าไปทำหน้าที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยการโจมตีครั้งแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณโรงพยาบาล และตามมาด้วยการโจมตีซ้ำอีกครั้งในบริเวณเดิมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ทั้งนักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายของการโจมตีคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ก็ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม แม้ว่านายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูจะระบุว่าเป็นเพียง “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลของการยิงซ้ำ และกำลังตรวจสอบขั้นตอนการอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบ

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ” การโจมตีโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือดและความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการขาดแคลนอาหาร น้ำ ยา และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากการโจมตีซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้าย

การโจมตีโรงพยาบาลซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น โรงพยาบาลคือสถานที่ที่ควรจะเป็นที่พักพิงและรักษาผู้ป่วย แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีเสียเอง ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาล และทำให้ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลายอยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

ภายในอิสราเอลเอง ก็มีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ครอบครัวของผู้ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออกโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยังมีตัวประกันอีกประมาณ 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาเปิดเผยว่ายังคงรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมจัดการประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือแผนการฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 สูงเกิน 62,800 คน ประชากรส่วนใหญ่ต้องพลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบกำลังเผชิญกับภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในฉนวนกาซาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ และต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและปกป้องพลเรือน

จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกทางการเมืองให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ เพื่อนำสันติภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ภูมิภาค และยุติความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ที่มา – ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้ก้มศีรษะและวางดอกไม้ที่หลุมศพของนายชิซูโอะ ไอชิมะ นักธุรกิจผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม กรณีส่งออกเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าอาจมีความอ่อนไหวทางการทหาร

นายไอชิมะและผู้บริหารอีก 3 ราย ถูกจับกุมในข้อหาส่งออกโดยผิดกฎหมาย เมื่อเดือนมีนาคม 2020 เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ก่อนที่อัยการจะถอนฟ้องในอีกเพียง 5 เดือนต่อมา ครอบครัวของเขาเข้าร่วมพิธีขอขมาที่สุสานในเมืองโยโกฮามาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) โดยภรรยาของเขากล่าวว่า เธอรับคำขอโทษ แต่ไม่อาจให้อภัยผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหานี้ได้

บริษัทของไอชิมะได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลโตเกียวในเดือนกันยายน 2021 ศาลตัดสินว่าการฟ้องร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ชดเชยเป็นเงิน 166 ล้านเยน (ประมาณ 36 ล้านบาท)

ข้อกล่าวหาเกิดจากการที่บริษัท Ohkawara Kakohki ส่งออกเครื่องจักร “สเปรย์ดรายเออร์” ซึ่งใช้สำหรับเปลี่ยนของเหลวเป็นผง และอาจนำไปใช้ทางทหารได้ อย่างไรก็ตามบริษัทชี้แจงว่าธุรกิจของตนไม่อยู่ในขอบเขตข้อจำกัดการส่งออก อัยการจึงถอนฟ้องในเดือนกรกฎาคม 2021 โดยระบุว่ามี “ข้อสงสัย” ต่อความผิดของผู้ถูกกล่าวหา

นายฮิโรชิ อิชิกาวะ อัยการ กล่าวขอโทษว่า “เราขออภัยอย่างจริงใจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จากการควบคุมตัวและดำเนินคดีโดยมิชอบ รวมถึงการปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวที่ไม่เหมาะสมซึ่งทำให้ไอชิมะเสียโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาล”

รายงานระบุว่า ไอชิมะยื่นขอประกันตัวถึง 8 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด ขณะที่สำนักงานตำรวจนครโตเกียวและสำนักงานอัยการเขตโตเกียวไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินให้ชดเชย และคำพิพากษามีผลสิ้นสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งสองหน่วยงานได้ทำการตรวจสอบสาเหตุของการฟ้องผิดพลาด แต่ครอบครัวของผู้ถูกกล่าวหามองว่าการสอบสวนไม่สามารถชี้ให้เห็นสาเหตุที่แท้จริง และบทลงโทษที่เสนอมีความเบาเกินไป.

ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

เรื่องราวของนายชิซูโอะ ไอชิมะ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกล่าวหาที่ผิดพลาดและการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมสามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและชื่อเสียงของผู้บริสุทธิ์

ผลกระทบของการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

การถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว เพื่อนฝูง และสังคมโดยรวม การถูกจับกุมและการดำเนินคดีสามารถนำไปสู่การสูญเสียงาน การถูกตีตราทางสังคม และปัญหาสุขภาพจิต

ในกรณีของนายไอชิมะ การถูกกล่าวหาว่าส่งออกเครื่องจักรที่อาจนำไปใช้ทางทหารได้ ทำให้เขาต้องเผชิญกับการถูกจับกุม การดำเนินคดี และการปฏิเสธการประกันตัว แม้ว่าในที่สุดอัยการจะถอนฟ้อง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยากที่จะแก้ไขได้

สิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็น

ความผิดพลาดในการดำเนินคดีกับนายไอชิมะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบก่อนทำการจับกุมหรือดำเนินคดี การพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง และการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

นอกจากนี้ การให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การชดเชยทางการเงิน การฟื้นฟูชื่อเสียง และการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตสามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

กรณีตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลกในการพัฒนาระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่นายไอชิมะเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ แต่การขอโทษของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและการชดเชยที่ครอบครัวของเขาได้รับ ถือเป็นก้าวแรกในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

เรื่องราวนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้กับพวกเราทุกคนว่า เราควรระมัดระวังในการตัดสินผู้อื่น และให้โอกาสพวกเขาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเสมอ เพราะบางครั้งความจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น

การที่ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นสัญญาณที่ดีว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามปรับปรุงระบบยุติธรรมของตน

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ที่ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจและควรได้รับการจดจำไว้ เพื่อเป็นบทเรียนในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน

ที่มา – ตำรวจญี่ปุ่นขอโทษหน้าหลุมศพนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา นักข่าวเสียชีวิต

วันนี้มีรายงานข่าวที่น่าเศร้า อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมถึงนักข่าว 4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นทำงานให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์และอัลจาซีรา

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซาครั้งนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลก ฮุสซัม อัล-มาสรี ช่างภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักข่าวที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งแรก เป็นนักข่าวสัญญาจ้างของสำนักข่าวรอยเตอร์ ส่วนฮาเทม คาเลด ซึ่งเป็นช่างภาพสัญญาจ้างของสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รับบาดเจ็บที่ขา จากการโจมตีครั้งที่สอง

ด้านสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานโดยอ้างจากสำนักงานสื่อมวลชนของรัฐบาลกาซาระบุว่า นักข่าวทั้ง 4 รายนี้เสียชีวิตจากการโจมตีโรงพยาบาลในกาซาของอิสราเอล ประกอบด้วย ฮอสซัม อัล-มาสรี ช่างภาพข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์, โมฮัมเหม็ด ซาลามา ช่างภาพข่าวของอัลจาซีรา, มาเรียม อาบู ดากา นักข่าวที่ทำงานให้กับหลายสำนักข่าว รวมถึงดิ อินดิเพนเดนท์ อารบิก และเอพี และ โมอาซ อาบู ทาฮา นักข่าวที่ทำงานให้กับเครือข่ายสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี

สำนักงานสื่อมวลชนของรัฐบาลกาซากล่าวว่า จากเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้จำนวนนักข่าวที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 244 คน “เพื่อนนักข่าวผู้พลีชีพต้องเสียชีวิตเมื่อการยึดครองของอิสราเอลก่ออาชญากรรมอันน่าสยดสยอง ด้วยการทิ้งระเบิดใส่กลุ่มนักข่าวที่กำลังทำภารกิจรายงานข่าวที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ ในเขตปกครองข่านยูนิส และมีนักข่าวผู้พลีชีพจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมนี้ เราถือว่าการยึดครองของอิสราเอล รัฐบาลอเมริกัน และประเทศที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส มีส่วนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายเหล่านี้”

ผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่าการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย นักข่าว และคนอื่นๆ รีบรุดไปยังจุดเกิดเหตุโจมตีครั้งแรก ภาพจากรอยเตอร์สแสดงให้เห็นว่าภาพวิดีโอที่ถ่ายทอดสดจากโรงพยาบาล ซึ่งนายมัสรีเป็นผู้ดำเนินการ ได้ปิดตัวลงอย่างกะทันหันในขณะที่เกิดการโจมตีครั้งแรก

ทั้งนี้ มีนักข่าวชาวปาเลสไตน์มากกว่า 240 คน เสียชีวิตจากการยิงของอิสราเอลในฉนวนกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ตามรายงานของสมาพันธ์นักข่าวปาเลสไตน์.

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา

ผลกระทบจากเหตุการณ์ อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ:

  • ความปลอดภัยของนักข่าว: เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านักข่าวที่รายงานข่าวในพื้นที่ขัดแย้งมีความเสี่ยงสูง
  • สถานการณ์ด้านมนุษยธรรม: การโจมตีโรงพยาบาลทำให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความตึงเครียดมากขึ้น

สถานการณ์ในกาซายังคงน่าเป็นห่วง และจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพื่อยุติความรุนแรงและปกป้องพลเรือน

ประชาคมโลกควรให้ความสนใจกับเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและปกป้องพลเรือน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความสำคัญของการรายงานข่าวที่เป็นกลางและเป็นอิสระในสถานการณ์ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของนักข่าวควรเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และทุกฝ่ายควรเคารพสิทธิของนักข่าวในการรายงานข่าวโดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกทำร้าย

ที่มา – อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมนักข่าวรอยเตอร์-อัลจาซีรา

มาเลย์ฯ ช่วยกาซา! เพิ่มเงินกว่า 770 ล้าน


นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท! อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต หรือราว 770 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นวงเงินที่เพิ่มจากงบ 100 ล้านริงกิตที่รัฐบาลอนุมัติไว้แล้วเมื่อปี 2023

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายพันคนที่รวมตัวกันในงานชุมนุม “Sumud Nusantara” ณ จัตุรัสเมอร์เดกา ซึ่งจัดขึ้นก่อนส่งกองเรือบรรเทาทุกข์ไปยังกาซา

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต” อันวา กล่าวย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เสียงของพรรคการเมือง ไม่ใช่เสียงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นี่คือเสียงร่วมของประชาชนมาเลเซีย” พร้อมย้ำว่ามาเลเซียได้ทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่การส่งอาสาสมัคร นักบวช และการรักษาผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงการให้การศึกษาแก่เด็กปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย และกล่าวต่อว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต เพื่อเป็นการยืนยันว่า นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท จริงๆ”

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara มุ่งหน้าสู่กาซา

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือพันธมิตร Global Sumud Flotilla ซึ่งมีภารกิจลำเลียงความช่วยเหลือไปยังกาซา ที่ปัจจุบันมีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนกำลังเผชิญภาวะความอดอยากจากการปิดล้อมโดยอิสราเอล

ผู้จัดงานระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อฝ่าแนวกั้นทางทะเลของกองทัพเรืออิสราเอล และเปิดเส้นทางมนุษยธรรมให้กองเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือสามารถเข้าถึงกาซาได้มากขึ้น โดยมาเลเซียเป็นผู้นำทีมร่วมกับอีก 8 ประเทศ ถึงแม้ว่าจำนวนเรือที่เข้าร่วมยังไม่ชัดเจนก็ตาม

ขบวนกองเรือจะแยกออกเดินทางเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 31 สิงหาคม และชุดที่สองในวันที่ 4 กันยายน เรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมุ่งหน้าไปยังสเปนเป็นจุดแวะพักที่สำคัญก่อนเดินทางต่อไปยังกาซา ขณะที่อีกชุดหนึ่งจะมุ่งหน้าไปยังตูนิเซีย ก่อนที่จะรวมกับเรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเดินทางช่วงสุดท้ายไปยังจุดหมายปลายทาง

อันวาร์เป็นหนึ่งในผู้นำมุสลิมที่ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ และมักจะใช้เวทีนานาชาติเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความเพิกเฉยของรัฐบาลตะวันตกที่ทำให้ประเทศอิสราเอลเดินหน้าการโจมตีกาซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้เคยมีข้อสรุปเมื่อปีที่แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกำลังเข้าข่ายก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้ว่าเรื่องนี้จะยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนก็ตาม

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้แสดงความเชื่อมั่นว่า “ความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นในสักวันหนึ่ง เมื่อมีประเทศต่างๆ กล้าที่จะออกมาโต้แย้งความโหดร้ายของระบอบไซออนิสต์อิสราเอล” พร้อมทั้งยกตัวอย่างประเทศบราซิล สเปน และแอฟริกาใต้ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

อันวาร์ยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศมาเลเซียจะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ “เราจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ” เขากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือและการตะโกน “ปาเลสไตน์จงเจริญ” จากฝูงชนจำนวนมาก ทุกคนต่างสนับสนุนการที่ นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การตัดสินใจของมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประเทศอื่นๆ ในการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านมนุษยธรรม

ที่มา – นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

ไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มเวียดนาม จ่อเข้าไทย!

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็น “พายุไต้ฝุ่น” สร้างความกังวลให้กับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง และประเทศไทยที่ต้องเตรียมรับมือกับอิทธิพลของพายุที่อ่อนกำลังลง

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

สถานการณ์ล่าสุด พายุโซนร้อน “คาจิกิ” (Kajiki) บริเวณทะเลจีนใต้ ได้พัฒนาความรุนแรงเป็นพายุไต้ฝุ่นอย่างเต็มตัว คาดการณ์ว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนามในช่วงวันจันทร์นี้ (25 ส.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามต้องเผชิญกับลมกระโชกแรง คลื่นทะเลขนาดใหญ่ และฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่

เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามได้รายงานว่า ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากหมู่เกาะพาราเซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร โดยมีความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นอีกขณะเคลื่อนตัวผ่านตอนใต้ของเกาะไหหลำของจีน ก่อนที่จะขึ้นฝั่งบริเวณระหว่างจังหวัดทัญฮว้า และจังหวัดกว๋างจิในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ทางการเวียดนามได้ประกาศยกระดับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่งและตอนใน ตั้งแต่จังหวัดทัญฮว้าไปจนถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาได้ชี้ว่า จังหวัดฮาติงห์และตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิเป็นพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดและมีความเสี่ยงสูง

คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ไปจนถึงวันอังคาร โดยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางตอนเหนือ, ตอนใต้ของจังหวัดฟูเถาะ และพื้นที่ระหว่างแทงฮวา-เว้ จะมีปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่มีโอกาสสูงถึง 250 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดแทงฮวาถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิอาจมีปริมาณฝนสูงถึง 200-400 มิลลิเมตร และในกรณีที่รุนแรงอาจสูงกว่า 700 มิลลิเมตร นอกจากนี้ กรุงฮานอย เมืองดานัง และนครโฮจิมินห์ก็มีโอกาสที่จะเกิดฝนตกเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้เร่งเตือนประชาชนให้เสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ และหลีกเลี่ยงการออกทะเล พายุคาจิกิถือเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 5 ในทะเลจีนใต้ของปีนี้ ต่อจากพายุวิภาที่สร้างความเสียหายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 5 รายในเวียดนามตอนเหนือ

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ”

ในส่วนของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า พายุโซนร้อนคาจิกิ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนลำดับที่ 13 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือในปีนี้ จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่านในวันอังคารนี้ (26 ส.ค.) และอาจทำให้จังหวัดน่านมีฝนตกหนักถึง 200 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยยังคงเตือนว่าในช่วงวันจันทร์และวันอังคารนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำได้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การเตรียมพร้อมรับมือ พายุโซนร้อน “คาจิกิ”

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม
  • ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ

ที่มา – พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

คิม จอง อึน คุมทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน รุ่นใหม่ถึง 2 ชนิด ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมกันระหว่างกองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จอง อึน ได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ด้วยตนเองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพทางทหารที่สำคัญ ในขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียด

การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่หลากหลาย เช่น โดรนและขีปนาวุธร่อน นายคิม จอง อึน ยังได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กับนักวิทยาศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

แม้ว่ารายงานของเคซีเอ็นเอจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธ หรือสถานที่ทดสอบอย่างเจาะจง แต่การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางไปเยือนกรุงโตเกียว เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคง รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หลายครั้ง ในการกลับมาเจรจาเพื่อลดโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เกาหลีเหนือได้ให้การสนับสนุนรัสเซียในการทำสงคราม โดยการส่งกองกำลังทหารและอาวุธจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่ารัสเซียอาจถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

คิม จอง อึน คุมทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ที่ล้าสมัยของเกาหลีเหนือเป็นพื้นที่ที่น่าจะมีการร่วมมือกันระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย รัฐบาลชุดก่อนของเกาหลีใต้เคยระบุว่ารัสเซียได้จัดหาขีปนาวุธและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีเหนือ

ความสำคัญของการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทางอากาศที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า เกาหลีเหนือยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพทางทหารของตนเอง

  • การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในภูมิภาคมีความตึงเครียด
  • เป็นการแสดงศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ
  • อาจนำไปสู่ความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย

การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ของเกาหลีเหนือเป็นการย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีด้วยสันติวิธี และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ที่มา – “คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

แผ่นดินไหว 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ สั่นสะเทือนหลายรัฐ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์โดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และวางแผนการอพยพหากจำเป็น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนที่คุณรักได้

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี: รู้จักสิทธิ!

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ทำไมศาลฎีกาอินเดียจึงสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี?

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียที่สั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงสิทธิของสัตว์และความเหมาะสมของการจัดการปัญหาสุนัขจรจัด โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งสุนัขและประชาชน

ประเด็นหลักที่ศาลให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมีมนุษยธรรม แทนที่จะใช้วิธีการกักกันที่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลดีต่อสุนัข แต่ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ดังนั้น การทำหมันและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีการที่ศาลมองว่าเหมาะสมที่สุดในการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขจรจัดและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสัตว์และความรับผิดชอบของสังคมในการดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส การปล่อยสุนัขจรจัดกลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิมหลังจากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนและสัตว์

นอกจากนี้ ศาลยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจัดพื้นที่ให้อาหารสุนัขจรจัดโดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการให้อาหารในที่สาธารณะ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือสุนัขจรจัดให้มีบ้านและได้รับการดูแลที่ดี

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดในประเทศอื่นๆ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีมนุษยธรรม และคำนึงถึงสิทธิของสัตว์

สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม การให้ความช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสแก่สุนัขจรจัด เป็นการสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตา

ที่มา – ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

Scroll to top