ข่าวรอบโลก

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโช รับเที่ยวบินแรก

สนามบินนานาชาติเตโช ในกรุงพนมเปญ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวยกย่องว่า นี่คือ “ประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา”

สนามบินนานาชาติเตโช ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของกัมพูชา ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยสนามบินแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกันดาลและตาแก้ว และจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมกัมพูชาสู่ประชาคมโลก

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่มาถึงคือ สายการบินแอร์แคมโบเดีย เที่ยวบินที่ K6 611 เดินทางมาจากประเทศจีน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเครื่องบินได้ผ่านพิธีต้อนรับด้วยอุโมงค์น้ำอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีนายเมา ฮาวันนัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบินพลเรือน และนายฮวต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

ผู้โดยสารทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของชาวกัมพูชา ด้วยการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ระบำผ้าขาวม้า การคล้องพวงมาลัยดอกไม้ และของที่ระลึก ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อการเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช โดยกล่าว ยกย่องสนามบินนานาชาติเตโชให้เป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

สื่อกัมพูชาระบุว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ในเขตกันดาลสตุง จังหวัดกันดาล และบางส่วนของเขตบาตี จังหวัดตาแก้ว ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

หนึ่งในจุดเด่นของท่าอากาศยานแห่งนี้คือการจัดระดับเป็นท่าอากาศยานระดับ 4F ซึ่งเป็นระดับสูงสุดด้านการบินระหว่างประเทศ ด้วยการจัดระดับนี้ ท่าอากาศยานแห่งนี้สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกประเภท รวมถึงอากาศยานขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส A380 และโบอิ้ง 747

ในระยะแรก ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี และรองรับสินค้าได้ 26,000 ตัน.

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

การเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นก้าวสำคัญของกัมพูชาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ สนามบินแห่งใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและสินค้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมุ่งมั่นในการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

ทำไมสนามบินนานาชาติเตโชถึงสำคัญ?

  • ยกระดับการท่องเที่ยว: คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: สนามบินระดับ 4F ช่วยให้กัมพูชาสามารถรองรับเที่ยวบินจากทั่วโลก
  • สร้างงาน: การก่อสร้างและการดำเนินงานของสนามบินจะสร้างโอกาสการจ้างงานจำนวนมาก
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: การขนส่งสินค้าและการค้าจะเติบโตขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปกัมพูชา สนามบินนานาชาติเตโช จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สะดวกสบายและทันสมัย และคาดว่าจะมีการเพิ่มเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังพนมเปญในอนาคตอันใกล้นี้ เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสำรวจความงดงามของกัมพูชาได้เลย!

การเปิด สนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งชาวกัมพูชาและนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกัมพูชาในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

สมุดอวยพรวันเกิดเอปสตีน: พบข้อความคล้ายทรัมป์

สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ได้เผยแพร่สำเนา “สมุดอวยพรวันเกิด” ที่จัดทำขึ้นในปี 2003 สำหรับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ต้องโทษคดีการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์และการจัดหาเด็กสาวให้กับนักธุรกิจ ซึ่งเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2019 โดยในสมุดอวยพรวันเกิดดังกล่าวมีข้อความที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นลายเซ็นและข้อความจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เอกสารดังกล่าวถูกส่งมายังคณะกรรมาธิการกำกับดูแลกิจการของสภาผู้แทนฯ หลังทนายของกองมรดกของเอปสตีนถูกออกหมายเรียกเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากสมุดอวยพรวันเกิด ยังมีพินัยกรรมและสมุดบันทึกที่อยู่ส่วนตัวของเอปสตีน ซึ่งเต็มไปด้วยรายชื่อเชื้อพระวงศ์ คนดัง นางแบบ และนักการเมืองทั่วโลก

ข้อความที่ถูกอ้างว่าเป็นของทรัมป์ มีภาพวาดคล้ายร่างกายผู้หญิง และข้อความอวยพรที่ลงท้ายว่า “Happy Birthday – and may every day be another wonderful secret.” หรือ “สุขสันต์วันเกิด และขอให้ทุกวันเป็นความลับที่มหัศจรรย์อีกวันหนึ่ง” ทำเนียบขาวปฏิเสธ โดยยืนยันว่าข้อความและภาพวาดที่แนบอยู่ไม่ใช่ผลงานของทรัมป์ พร้อมระบุว่าลายเซ็นไม่ตรงกับของจริง

สมุดอวยพรวันเกิดความยาว 238 หน้า จัดทำโดยกิสเลน แมกซ์เวลล์ อดีตคนรักและผู้สมรู้ร่วมคิดของเอปสตีน เนื่องในวันเกิดครบ 50 ปี ภายใต้ชื่อ “The First Fifty Years” ภายในมีข้อความจากบุคคลใกล้ชิดหลายวงการ เช่น บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวถึง “ความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ” ของเอปสตีน รวมถึงปีเตอร์ แมนเดลสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ขณะนั้น ที่เรียกเอปสตีนว่า “เพื่อนสนิทที่สุด”

เจ้าหน้าที่ใกล้ชิดคลินตันยอมรับว่าเขาเคยรู้จักเอปสตีน แต่ยืนยันว่าไม่รู้ถึงอาชญากรรม ขณะที่โฆษกแมนเดลสันบอกว่าเจ้าตัวเสียใจที่เคยถูกแนะนำให้รู้จักกับเอพสตีน

สมุดยังกล่าวถึงเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งถูกพัวพันกับคดีนี้ในอดีต โดยมีหญิงนิรนามระบุว่าเธอได้รู้จักทรัมป์ คลินตัน และเจ้าชาย ผ่านทางเอปสตีน และเคยเข้าไปถึงห้องส่วนพระองค์ในพระราชวังบักกิงแฮม

ก่อนหน้านี้ วอลล์สตรีทเจอร์นัลเคยรายงานเรื่องโน้ตต้องสงสัยของทรัมป์ แต่เขาปฏิเสธว่าเป็นของปลอม และได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 10,000 ล้านดอลลาร์จากสื่อดังกล่าว ล่าสุด หลังจากพรรคเดโมแครตเผยแพร่ภาพโน้ตดังกล่าวบนแพลตฟอร์ม X ทำเนียบขาวย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่ของจริง

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวหาทรัมป์ว่าโกหกเรื่องนี้มาตลอด ขณะที่เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน โต้กลับว่าฝ่ายเดโมแครตกำลัง “เลือกข้อมูลบางส่วนมาบิดประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมือง”

นอกจากสมุดอวยพรวันเกิด ยังมีการเปิดเผยข้อตกลงไม่ฟ้องร้อง เมื่อปี 2007 ระหว่างเอปสตีนกับอัยการรัฐบาลกลางในฟลอริดา และบันทึกรายชื่อผู้ติดต่อส่วนตัวนานเกือบ 30 ปี

ทรัมป์กับเอปสตีนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนจะยุติลงหลังเอปสตีนดึงพนักงานจากรีสอร์ต Mar-a-Lago ของทรัมป์ไปทำงาน ทั้งนี้ เอปสตีนถูกตั้งข้อหาอาญาครั้งแรกในฟลอริดาเมื่อปี 2006 และเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีใหม่

เปิดปม “สมุดอวยพรวันเกิด” เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ไขข้อสงสัย! ข้อความในสมุดอวยพรวันเกิดเอปสตีน

เรื่องราวของเจฟฟรีย์ เอปสตีนและบุคคลที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นที่สนใจของสังคมเสมอ การเปิดเผยสมุดอวยพรวันเกิดและข้อความที่คาดว่าเป็นของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตของพวกเขาทั้งสองคน รวมถึงความจริงเบื้องหลังข้อความดังกล่าว

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? คดีของเอปสตีนมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย การเปิดเผยข้อมูลใหม่ๆ เช่น สมุดอวยพรวันเกิด อาจนำไปสู่การค้นพบความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขาได้

อนาคตจะเป็นอย่างไร? การสอบสวนคดีนี้ยังคงดำเนินต่อไป และอาจมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาพลักษณ์ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา – สส. สหรัฐฯ เผย “สมุดอวยพรวันเกิด” เจฟฟรีย์ เอปสตีน พบข้อความคาดเป็นลายมือ “ทรัมป์”

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดีฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ สะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังหญิงชาวเกาหลีใต้ถูกกล่าวหาว่าสังหารลูกน้อยสองคนและซ่อนร่างไว้ในกระเป๋าเดินทาง โดยเธอได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นาง ฮาคยอง อี วัย 44 ปี ซึ่งถูกส่งตัวจากเกาหลีใต้มายังนิวซีแลนด์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ได้ให้การปฏิเสธในข้อหาฆาตกรรม 2 กระทง ในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งเปิดขึ้นในวันนี้ (8 ก.ย.) และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 หลังจากที่ครอบครัวหนึ่งในเมืองอ๊อคแลนด์ประมูลสิ่งของจากโกดังเก็บของร้างและได้กระเป๋าเดินทาง 2 ใบมาครอบครอง และเมื่อเปิดออกก็พบร่างเด็ก 2 คน โดยเชื่อว่าร่างของเด็กทั้งสองคนถูกเก็บไว้ในโกดังเป็นเวลาหลายปี

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การขายสิ่งของดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเคลียร์ของที่ถูกทิ้งไว้ในโกดัง ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าครอบครัวที่ซื้อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กๆ

รายงานระบุว่าเด็กทั้งสองคน ซึ่งมีอายุ 6 และ 8 ขวบ เสียชีวิตหลังจากที่พ่อของพวกเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2017 และร่างของพวกเขาก็ถูกพบในอีกหลายปีต่อมา

ผู้พิพากษา เจฟฟรีย์ เวนนิง กล่าวต่อคณะลูกขุนว่า การตัดสินความผิดหรือไม่ผิดของนางลีจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และมีความเป็นไปได้ว่าคดีนี้จะพิจารณาว่าในขณะที่เด็กถูกสังหารนั้น “นางอีมีสภาวะทางจิตไม่ปกติหรือไม่”

นางฮาคยอง อี ซึ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์ ที่เกิดในเกาหลีใต้ เคยอาศัยอยู่ในเมืองอ๊อคแลนด์เป็นเวลาหลายปีก่อนจะเดินทางกลับเกาหลีใต้ในปี 2018 เธอถูกจับกุมตัวได้ที่เมืองอุลซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2022 หลังจากตำรวจสากลได้ออกหมายแดงทั่วโลกเพื่อตามหาตัวเธอ

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’

คดี นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ นี้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากความโหดร้ายของการกระทำและความซับซ้อนของเรื่องราวที่เกิดขึ้น การพิจารณาคดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก เนื่องจากมีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ สภาพจิตใจของผู้ต้องหา และกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่การตัดสินคดี

ความคืบหน้าล่าสุดคดีนิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’

การไต่สวนคดี นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการนำเสนอหลักฐานและพยานต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะลูกขุน ทนายความของนางอีได้พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าลูกความของตนอาจมีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติในขณะที่เกิดเหตุ เพื่อให้ศาลพิจารณาโทษที่เบาลง อย่างไรก็ตาม อัยการยังคงยืนยันว่านางอีมีความผิดจริงและควรได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับผลกระทบที่ร้ายแรงของการใช้ความรุนแรงและการทำร้ายผู้อื่น การตัดสินคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญสำหรับคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางจิตในอนาคต

กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อ ผู้ต้องหา และสังคมโดยรวม คดีนี้ยังเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวนถึงค่านิยมและความเชื่อของเราเกี่ยวกับชีวิต ความตาย และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น

คดีนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ต่อไปเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและผลการตัดสิน

ที่มา – นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ หญิงชาวเกาหลีใต้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยา พบผู้เสียชีวิต

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือขนยาเสพติดลำหนึ่งในทะเลแคริบเบียนทางตอนใต้ ทำให้มี “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” เสียชีวิต 11 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามองสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาอีกครั้ง

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่สมาชิกแก๊ง “Tren de Aragua” จากเวเนซุเอลา โดยเรือลำดังกล่าวอยู่ในน่านน้ำสากลและกำลังขนยาเสพติดเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่สหรัฐฯ การโจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่แข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์ในการต่อต้านยาเสพติด

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ “ยิงถล่ม” เรือขนยาเสพติดใกล้กับเวเนซุเอลา ซึ่งมี “ยาเสพติดจำนวนมาก” อยู่บนเรือ เขาย้ำว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะนำยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ

หลังจากนั้น ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “ในช่วงเช้าวันนี้ ภายใต้คำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางจลน์ต่อผู้ก่อการร้ายยาเสพติด Tren de Aragua ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคทางใต้ (SOUTHCOM) การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 11 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับอันตราย ขอให้เรื่องนี้เป็นคำเตือนสำหรับทุกคนที่แม้แต่คิดจะนำยาเสพติดเข้ามาในสหรัฐอเมริกา… จงระวังไว้!”

โพสต์ดังกล่าวมาพร้อมกับคลิปวิดีโอจากมุมสูงที่แสดงภาพเรือยนต์ลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่กลางทะเล ก่อนที่จะเกิดระเบิดและลุกเป็นไฟในที่สุด ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปฏิบัติการ ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา อย่างชัดเจน

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันทั้งทางการทหารและการเมืองต่อประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาอย่างหนักหน่วง รวมถึงการตั้งรางวัลนำจับ 50 ล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมตัวมาดูโรในข้อหาค้ายาเสพติด ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงตึงเครียดและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศให้แก๊ง Tren de Aragua และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “Cartel of the Suns” ซึ่งทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่านำโดยประธานาธิบดีมาดูโร เป็น “องค์กรก่อการร้าย” เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการดำเนินคดี มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการกำจัดภัยคุกคามจากยาเสพติดและความมั่นคงในภูมิภาค

การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยประธานาธิบดีมาดูโรเคยประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะ “ประกาศให้สาธารณรัฐอยู่ในภาวะติดอาวุธ” หากสหรัฐฯ โจมตี และระบุว่าการเคลื่อนกำลังพลของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็น “ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในทวีปของเราในรอบ 100 ปี” การเผชิญหน้าทางวาจาระหว่างผู้นำทั้งสองบ่งบอกถึงความขัดแย้งที่อาจบานปลายได้

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา

สถานการณ์ล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา การโจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาคก็เป็นได้

ผลกระทบจากการโจมตีเรือบรรทุกยาเสพติด

การโจมตีครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้ว การกระทำของสหรัฐฯ อาจถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเวเนซุเอลา และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากรัฐบาลมาดูโรได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของการโจมตีในน่านน้ำสากล และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ

  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาจะยิ่งตึงเครียด
  • อาจมีการตอบโต้จากรัฐบาลเวเนซุเอลา
  • ประเด็นด้านกฎหมายระหว่างประเทศอาจถูกหยิบยกขึ้นมา

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อการค้ายาเสพติดในภูมิภาค การโจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดอาจทำให้กลุ่มค้ายาเสพติดอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิธีการขนส่งยาเสพติด ซึ่งอาจนำไปสู่ความท้าทายใหม่ ๆ สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย และจำเป็นต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว และหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา เป็นการแสดงออกถึงนโยบายที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในการต่อต้านยาเสพติด และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่คิดจะกระทำผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาคได้

ที่มา – ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา ตาย 11 ศพ

ข่าวกรองชี้! ทหารเกาหลีเหนือรบยูเครนดับ 2,000

ข่าวกรองเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน เสียชีวิตแล้วราว 2,000 นาย กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง

สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 ก.ย.) ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครนเสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 นาย ตามข้อมูลจาก สส. อี ซอง-กึน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานดังกล่าว ข้อมูลนี้สร้างความตกตะลึงและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของเกาหลีเหนือในความขัดแย้งนี้

สส. อี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา NIS เคยประเมินยอดผู้เสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนืออยู่ที่อย่างน้อย 600 นาย แต่จากการประเมินใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000 นาย ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้บ่งชี้ถึงความรุนแรงของการสู้รบและสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ทหารเกาหลีเหนือต้องเผชิญ

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 10,000 นายไปยังรัสเซียในปี 2024 โดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคเคิรสค์ พร้อมกับกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และระบบจรวดพิสัยไกล นอกจากนี้ สส. อี ยังกล่าวอีกว่า NIS เชื่อว่าเกาหลีเหนือมีแผนจะส่งทหารและวิศวกรอีก 6,000 นายไปยังรัสเซีย และมี 1,000 นายเดินทางถึงแล้ว ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือต่อรัสเซียในสงคราม

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า เกาหลีเหนือจะส่งช่างก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปประจำการที่ภูมิภาคเคิรสค์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเพิ่งยืนยันในเดือนเมษายนว่าได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน และยอมรับว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการรบ

นับตั้งแต่นั้นมา นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในการรบ และได้แสดงความเสียใจต่อ “ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทนได้” ของพวกเขา

สื่อทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นนายคิม จอง-อึน กอดทหารที่กลับจากแนวหน้า ซึ่งดูเหมือนจะมีอารมณ์สะเทือนใจมากจนซบหน้าลงกับอกของผู้นำ นอกจากนี้ยังมีภาพนายคิมคุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมทั้งวางเหรียญรางวัลและดอกไม้ไว้ข้างภาพเหล่านั้น

รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ลงนามในข้อตกลงทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงป้องกันร่วมกัน ระหว่างการเยือนเกาหลีเหนืออย่างหาได้ยากของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน.

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความซับซ้อนและความรุนแรงของสงครามในยูเครน และยังเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ การที่ข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา ทำให้ประชาคมโลกต้องหันมาพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมา

ทำไมทหารเกาหลีเหนือถึงต้องไปรบในยูเครน?

เหตุผลที่ทหารเกาหลีเหนือถูกส่งไปรบในยูเครนนั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย รวมถึง:

  • การสนับสนุนทางการทหารและเศรษฐกิจ: เกาหลีเหนืออาจให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียเพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
  • การฝึกฝนและประสบการณ์: การรบในยูเครนอาจเป็นโอกาสให้ทหารเกาหลีเหนือได้รับประสบการณ์ในสนามรบจริง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสนับสนุนรัสเซียอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางการทูตของเกาหลีเหนือ

ผลกระทบของการสูญเสียทหาร 2,000 นายต่อเกาหลีเหนือนั้นยังไม่ชัดเจน แต่แน่นอนว่ามันสร้างความสูญเสียและความเศร้าโศกให้กับครอบครัวและสังคมเกาหลีเหนือ

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และข่าวกรองเกาหลีใต้จะยังคงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ การเสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนือ 2,000 นายในสงครามยูเครนถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ที่มา – ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

สลด! หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา

เกิดเหตุสลด หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเปิดเผยว่า คดีนี้อาจมีปมเหตุจากเรื่องรักสามเส้า

เจสสิก้า คาเรียด ฮอปกินส์ วัย 34 ปี พบเสียชีวิตในกองเลือด มีบาดเเผลถูกแทงหลายเเห่ง ที่สวนสาธารณะเเห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) ร่างของเธอถูกพบเมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ในเขตจ็อมการ์มอน โดยเธอถูกแทงที่ลำคอเเละส่วนอื่นของร่างกาย

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคือ กิดิกิลา งานดา กลอดี้ หญิงชาวคองโก วัย 33 ปี ได้ที่ร้านทำผม ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2.4 กิโลเมตร และมีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นขณะเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากร้านในสภาพใส่กุญเเจมือ

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา

ชวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ ยืนยันการจับกุม เเละกล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า สาเหตุการสังหาร หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา มาจากความขัดเเย้งส่วนตัวจากเรื่องชู้สาว เเละตำรวจใช้เวลาสืบสวน 17 ชั่วโมงก่อนจับกุมผู้ก่อเหตุ

ผู้เสียชีวิต หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา มาจากเมืองฮาร์เพนเดนในเเคว้นฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ เเต่เชื่อว่าอาศัยอยู่ในบ้านเช่าในพื้นที่ชรอยชังวาร์ในพนมเปญ

การตอบสนองจากสถานทูต

กระทรวงการต่างประเทศเเละเครือจักรภพอังกฤษ ได้ออกเเถลงการณ์ว่า “เรากำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของหญิงชาวอังกฤษที่เสียชีวิตในกัมพูชา เเละกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัว และความสำคัญของการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ การเสียชีวิตของหญิงชาวอังกฤษในครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถมอบความยุติธรรมให้กับเธอเเละครอบครัวได้

ที่มา – หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่โลกใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เผยจีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า จีนจะร่วมมือกับทุกฝ่ายในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อยกระดับเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเป้าหมายคือการสร้างระเบียบความมั่นคงโลกระบบใหม่เพื่อท้าทายสหรัฐอเมริกา

ผู้นำจีนกล่าวในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดที่นครเทียนจิน โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมว่า องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้สร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ และเวทีนี้ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย และผู้นำจากเอเชียกลาง, ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ได้อย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกิจการระหว่างประเทศ การต่อต้านแนวคิดครอบงำและเกมการเมืองด้วยอำนาจ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งเสริมระบบพหุภาคีในเวทีโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกลุ่ม SCO ในการต่อต้านอำนาจและการแทรกแซงจากภายนอก โดยไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต่อต้าน “ความคิดแบบสงครามเย็น” และ “แนวทางปฏิบัติที่ชอบรังแกผู้อื่น”

ผู้นำจีนกล่าวถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ “ผันผวนและวุ่นวาย” โดยมองว่า SCO ได้สร้าง “แบบอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่” ที่ยึดมั่นใน “ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งคัดค้านแนวคิด “การใช้อำนาจครอบงำ” และ “เกมการเมืองด้วยอำนาจ” อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังกระตุ้นให้สมาชิก SCO ใช้ประโยชน์จาก “ขนาดตลาดที่ใหญ่” เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกัน และร่วมกันสร้าง “สวนแห่งอารยธรรม” รวมถึงให้ความสำคัญกับการ “ส่งเสริมมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2” อีกด้วย

องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นจากการรวมตัวของ 6 ประเทศในแถบยูเรเชีย และได้ขยายสมาชิกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีสมาชิกถาวร 10 ประเทศ และมีประเทศคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์รวมกันอีก 16 ประเทศ

จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

การประกาศความพร้อมของจีนในการยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้

อะไรคือความหมายของการยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้?

การยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่ ไม่ได้หมายถึงแค่การขยายขนาดหรือจำนวนสมาชิกขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น: สมาชิก SCO จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
  • การท้าทายอำนาจของสหรัฐอเมริกา: SCO จะกลายเป็นเวทีที่สำคัญสำหรับการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่นๆ ในเวทีโลก
  • การส่งเสริมระบบพหุภาคี: SCO จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมระบบพหุภาคี ซึ่งเป็นระบบที่ทุกประเทศมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน

การที่จีนผลักดันให้มีการยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการสร้างโลกที่มีความยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – จีนพร้อมยกระดับเวทีความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สู่ระเบียบความมั่นคงโลกใหม่

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร ภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ อย่างถาวร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ทำให้การซื้อของออนไลน์จากต่างประเทศอาจมีราคาสูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) เริ่มเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราปกติสำหรับพัสดุทุกชิ้นที่ส่งจากทั่วโลก ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม ซึ่งขยายขอบเขตจากเดิมที่เคยยกเลิกเฉพาะพัสดุจากจีนและฮ่องกงเท่านั้น

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าจากทำเนียบขาวกล่าวว่า การยกเลิกมาตรการนี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดและสิ่งของอันตรายอื่นๆ เข้าประเทศ และยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรให้รัฐบาลได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี รัฐบาลยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ถาวรและไม่มีโอกาสที่จะรื้อฟื้นข้อยกเว้นนี้ได้อีก

มาตรการยกเว้นภาษีที่เรียกว่า “de minimis” มีมาตั้งแต่ปี 1938 และถูกปรับเพิ่มเพดานเป็น 800 ดอลลาร์ในปี 2015 เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กให้เติบโตผ่านการค้าขายออนไลน์

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มภาษีสินค้าจากจีนในสมัยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ พัสดุจากจีนก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า “ขายตรงถึงผู้บริโภค” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทอย่าง Shein และ Temu

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า พัสดุจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และเป็นช่องทางให้ยาเสพติดประเภทเฟนทานิลและสารตั้งต้นถูกลักลอบนำเข้ามายังสหรัฐฯ ได้ง่าย

CBP ประมาณการว่าจำนวนพัสดุที่อ้างสิทธิ์การยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 139 ล้านชิ้นในปี 2015 เป็น 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 และตั้งแต่มีการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับจีนและฮ่องกง CBP สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้แล้วกว่า 492 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, UPS และ DHL จะต้องทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่วนไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกวิธีการจัดเก็บภาษีได้ 2 แบบ คือ เก็บภาษีตามมูลค่าจริงของสินค้า (ad valorem) และเก็บภาษีในอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดไว้กับประเทศนั้นๆ

อัตราภาษีคงที่จะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 16% (เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป) 160 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีระหว่าง 16-25% (เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม) และ 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า 25% (เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา)

ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ไปรษณีย์ต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้าจริงทั้งหมด

แม้ว่าจะมีรายงานว่าไปรษณีย์บางประเทศระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับประเทศคู่ค้าและไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบ และยืนยันว่าพัสดุจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และยูเครนยังคงสามารถส่งได้ตามปกติ

ผลกระทบจาก สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

การ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ซึ่งเดิมทีได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้อาจสูงขึ้น เนื่องจากต้องเสียภาษีเพิ่ม

  • ราคาสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศอาจสูงขึ้น
  • อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดการเอกสารและภาษี
  • ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าอาจนานขึ้น

ธุรกิจ E-commerce จะปรับตัวอย่างไร?

สำหรับธุรกิจ E-commerce การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้ต้องปรับกลยุทธ์ในการขายสินค้าให้กับลูกค้าในสหรัฐฯ อาจต้องพิจารณาเรื่องการตั้งราคาสินค้าใหม่ รวมถึงการจัดการเรื่องภาษีและเอกสารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ

  • ปรับกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการภาษีและเอกสาร
  • มองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ

การ สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ E-commerce อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวรับมือและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

ที่มา – สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

อัยการสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” คดีทุจริต

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ เผย คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกตั้งข้อกล่าวหาติดสินบนและข้อกล่าวหาอื่นๆ 

ข่าวใหญ่สะเทือนเกาหลีใต้! อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน อย่างเป็นทางการ พร้อมควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีต้องเผชิญกับการดำเนินคดีและถูกควบคุมตัว

ทีมอัยการพิเศษ นำโดยนาย มิน จุงกี ได้ออกแถลงการณ์ว่า นางคิมถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายตลาดทุน, กฎหมายเงินทุนพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบนเพื่อเป็นคนกลาง ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

อัยการสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาที่นางคิม กอนฮี ถูกกล่าวหา มีดังนี้:

  • การปั่นหุ้น ระหว่างปี 2009-2012 นางคิมถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้ในการปั่นหุ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนรายย่อย
  • การรับผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเธอและสามีถูกกล่าวหาว่ารับผลสำรวจคะแนนความนิยมฟรีจาก “นายหน้าผู้มีอำนาจ” ที่อ้างว่ามีอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 เพื่อแลกกับการผลักดันให้ คิม ยังซอน อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา
  • การรับของขวัญราคาแพง เนื่องจากเธอต้องสงสัยว่าได้รับของขวัญสุดหรูจากกลุ่มศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) ผ่านคนทรงเจ้า เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจในปี 2022

การสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่คำสั่งจับกุมตัวเธอจะหมดอายุ ทำให้เธอยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้อีก หากทีมอัยการพบหลักฐานใหม่และขอหมายจับเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นางคิมถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โดยทีมอัยการพิเศษได้สอบปากคำด้วยตนเองไปแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าเธอส่วนใหญ่จะใช้สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามก็ตาม

การสั่งฟ้องนางคิมครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็น อดีตคู่สามีภรรยาประธานาธิบดีคู่แรกที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีพร้อมกัน เนื่องจากอดีตประธานาธิบดียุนเองก็ถูกคุมขังและกำลังถูกไต่สวนในข้อหากบฏ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทีมอัยการพิเศษยังได้ขยายขอบเขตการสอบสวนนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อสองเดือนก่อน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการบุกตรวจค้นบุคคลหลายรายที่ต้องสงสัยว่ามอบเครื่องประดับให้กับนางคิม เพื่อแลกกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือการได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย.

ทำไมคดีของ “คิม กอนฮี” ถึงสำคัญ?

คดีของ “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน นี้ไม่เพียงแต่เป็นข่าวใหญ่ในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในวงการการเมืองและธุรกิจของประเทศอีกด้วย การดำเนินคดีกับอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แม้ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจ

การจับกุมและดำเนินคดีกับนางคิมอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้มีอำนาจทุกคนว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ คิม กอนฮี เป็นอุทาหรณ์ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิด ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้าย ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – อัยการพิเศษสั่งฟ้อง "คิม กอนฮี" อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

Scroll to top