ข่าววันนี้

NIPPON HAKU BANGKOK 2025 เทศกาลญี่ปุ่นใจกลางกรุงเทพฯ

เตรียมพบกับ “NIPPON HAKU BANGKOK 2025” เทศกาลญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย! กลับมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พบกับกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของความเป็นญี่ปุ่น ทั้งวัฒนธรรม ดนตรี การศึกษา การท่องเที่ยว อาหาร ธุรกิจ และความบันเทิงตลอด 3 วันเต็ม

NIPPON HAKU BANGKOK 2025

ภายใต้แนวคิด “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักญี่ปุ่น” งานปีนี้มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ พบกับการแสดงสุดอลังการจากศิลปินชื่อดังทั้งจากญี่ปุ่นและไทยกว่า 300 ชีวิต อาทิ WORLD ORDER, HANA, PSYCHIC FEVER, LIL LEAGUE, BNK48, CGM48 และการแสดงศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมที่หาชมยาก เช่น กลองไทโกะ (Taiko), ละครพื้นบ้านไทชู เอ็นเกคิ, และ การร่ายรำ Awaodori

โซนการศึกษาและโอกาสการทำงานใน NIPPON HAKU BANGKOK 2025

พลาดไม่ได้กับโซน JAPAN EDUCATION & JOB FAIR ที่รวบรวมข้อมูลจากกว่า 50 สถาบันการศึกษาชั้นนำของญี่ปุ่น ตั้งแต่โรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย ไปจนถึงหลักสูตรเฉพาะทาง พบกับบูธให้ข้อมูลทุนการศึกษาจากสถานทูตญี่ปุ่น และเวทีแชร์ประสบการณ์จากศิษย์เก่าญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สวทช.) ที่จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสการเรียนต่อด้านอวกาศในญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่กำลังมองหางาน โซนนี้ยังเปิดโอกาสให้พบกับบูธรับสมัครงานจากบริษัทญี่ปุ่นกว่า 200 ตำแหน่ง ครอบคลุมหลากหลายสาขาอาชีพ

สำหรับนักท่องเที่ยว โซน JAPAN TRAVEL FAIR จัดเต็มด้วยหน่วยงานจากกว่า 50 จังหวัดในญี่ปุ่น นำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้ม โปรโมชั่นโรงแรม เช่ารถพร้อมคนขับ ตั๋ว JR PASS บัตรเข้าสวนสนุก และดีลพิเศษจากสายการบิน Japan Airlines และ AirAsia พร้อมลุ้นรับไมล์สะสมสูงสุด 30,000 ไมล์จาก Japan Airlines

ในส่วนของภาคธุรกิจ งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2025 ยังเปิดโอกาสให้บริษัทท่องเที่ยวในไทยได้เจรจากับหน่วยงานท้องถิ่นจากญี่ปุ่น สร้างเครือข่ายและพันธมิตรใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ

สำหรับสายไลฟ์สไตล์ พบกับ KANPAI THAILAND 2025 มหกรรมสาเกและโชจูครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่รวบรวมกว่า 40 แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นมาให้ชิมและช้อป พร้อมเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังเครื่องดื่มญี่ปุ่นแท้

นอกจากนี้ยังมี JAPAN GIFT FAIR รวบรวมของแท้ ของดี ของสะสมจากญี่ปุ่นมากมาย ทั้งแฟชั่น ของฝาก ของตกแต่งบ้าน พร้อมตู้กาชาปองยักษ์ที่มีให้เลือกมากกว่า 200 รายการ และสินค้าเปิดตัวใหม่ครั้งแรกในไทย

สำหรับแฟนๆ อนิเมะและมังงะ พลาดไม่ได้กับโซน ANIME MANGA CONTENT พบกับ Mask Rider และ Ultraman ตัวจริง พร้อมโซนถ่ายภาพกับมังงะดัง และกิจกรรมแจกของที่ระลึกสุดพิเศษจากมังงะเรื่องใหม่ล่าสุด งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2025 ตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบ

มร.ทากุโอะ ฮาเซกาวะ ประธานจัดงาน กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษมากกว่าทุกปี เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 10 ปี และย้ายสถานที่มายังศูนย์ฯ สิริกิติ์ ที่ใหญ่กว่าเดิม รองรับกิจกรรมได้ครบทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ‘ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักญี่ปุ่น’ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ๆ ทั้งวัฒนธรรม การศึกษา ธุรกิจ และความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2025 เปิดให้ผู้สนใจทุกคนเข้าร่วมได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ตลอดวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG, Hall 5-6 ใครที่เป็นแฟนญี่ปุ่นตัวจริงห้ามพลาด!

ที่มา – เทศกาลญี่ปุ่น NIPPON HAKU BANGKOK 2025 ฉลอง 10 ปี จัดเต็ม 3 วันเต็มกลางกรุงเทพฯ

จี้สอบ! ภาคประชาชนยื่นหนังสือสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบและเปิดเผยผลสอบวินัยของ “หมอสุภัทร” หลังจากมีการยื่นหนังสือร้องเรียน โดย “สมคิด” รับปากจะประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล พร้อมเชื่อว่าผลสอบควรเปิดเผยได้เพื่อความโปร่งใส

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เครือข่ายภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำโดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้รวมตัวกันที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีที่มีผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยในปัจจุบัน กระทำผิดวินัยร้ายแรงและอาจถูกให้ออกจากราชการ

ประเด็นสำคัญที่ถูกอ้างถึงคือ กรณีที่นายแพทย์สุภัทร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจ ATK โควิด-19 ในปี 2564 เพื่อร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในนาม “ชมรมแพทย์ชนบท” จากทั่วประเทศ เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกที่เรียกว่า “หมอชนบทบุกกรุง” โดยมุ่งเน้นการใช้ชุดตรวจ ATK เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร

นายนิมิตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า จากข้อมูลในปี 2564 ของศูนย์โควิดรัฐบาล ช่วงที่ทีมหมอชนบทบุกกรุงนั้น เป็นช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเดลต้ามีความรุนแรงที่สุด และกรุงเทพฯ เผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดในระดับสูงสุดของประเทศ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อได้เนื่องจากโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมาก ค่าตรวจมีราคาสูง และชุดตรวจ ATK ขาดแคลน ทำให้ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบตรวจคัดกรองและบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

ทางเครือข่ายภาคประชาชนมีความเห็นว่า การคัดกรองผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรู้ผลเร็ว รักษาเร็ว จะช่วยลดการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ดังนั้น เครือข่ายจึงได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยผลสอบวินัยของนายแพทย์สุภัทรต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่านายแพทย์สุภัทรล็อกสเปกการจัดซื้อชุดตรวจ ATK
  2. ขอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเป็นธรรมแก่นายแพทย์สุภัทร

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีการยื่นหนังสือตรวจสอบ “หมอสุภัทร”

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ มีตัวแทนที่เคยทำงานร่วมกับกลุ่มแพทย์ชนบทในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2564 เข้าร่วมด้วย ได้แก่ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายอื่นๆ อีก 50 กลุ่ม โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

นายสมคิดกล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับนายแพทย์สุภัทร และเคยเชิญมาให้ข้อมูลเมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว เข้าใจว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว แต่เมื่อเห็นโพสต์เฟซบุ๊กของนายแพทย์สุภัทรเมื่อไม่นานมานี้ จึงได้รับเรื่องนี้มาประสานงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล เขายืนยันว่าจะส่งหนังสือร้องเรียนนี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อว่าผลสอบควรได้รับการเปิดเผย หากผลการสอบเป็นอย่างไร จะประสานงานกลับไปยังกลุ่มเครือข่ายอีกครั้ง

ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ได้ระบุว่าจะรอฟังความจริงและข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่านายแพทย์สุภัทรได้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่สังคมหรือไม่ และเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต การเปิดเผยผลการสอบสวนและการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ

ที่มา – ภาคประชาชนยื่นหนังสือ “ภูมิธรรม” ตรวจสอบ-กางผลสอบวินัย “หมอสุภัทร”

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ส่งรักษาต่อ รพ.พระมงกุฎเกล้า

ข่าวเศร้าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ เมื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการดูแลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ จำนวน 5 นาย โดยใช้เครื่องบิน C295 หรือที่รู้จักกันในชื่อ CASA จากอุบลราชธานี สู่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เครื่องบินลำดังกล่าวได้เดินทางถึงกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กรมการขนส่งทหารบก (ศคย.ขส.ทบ.) ดอนเมือง ในเวลา 11.50 น. ทันทีที่ถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริและสารวัตรทหารบกได้เร่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ขบวนรถพยาบาลได้ใช้เส้นทางจากดอนเมือง ขึ้นทางยกระดับโทลเวย์ เชื่อมต่อด่วนดินแดง ต่างระดับมักกะสัน และลงสู่ถนนพหลโยธินบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้มีประชาชนที่ทราบข่าวต่างให้กำลังใจและชื่นชมในความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ขอให้ทุกท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

รายชื่อทหารทั้ง 5 นาย ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วย

  • ร.ต. ธนาวุธ เวชสงเคราะห์
  • จ.ส.อ. ธานี พาหา
  • ส.อ. ต้าน สีใส
  • อส.ทพ. สิทธิเดช สวัสดิ์สูงเนิน
  • พลทหารวีรทัศน์ สุขประเสริฐ

กำลังใจเพื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ

ขอส่งกำลังใจให้กับ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ทุกนาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ประชาชนคนไทยทุกคนขอขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของท่านที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่พร้อมจะปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต เราในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ความกล้าหาญและความเสียสละของ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ในครั้งนี้ จะเป็นที่จดจำและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนไทยทุกคน ในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – 5 ทหารกล้า บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

“กองทัพอากาศ” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet TH” ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาในแวดวงการทหารและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในศักยภาพของกองทัพไทย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า “พวกเราคือ Hunter ‘นักล่า ผู้พิฆาตไพรี’ Alpha Jet TH ฝูงบิน 231 กองบิน 23 พร้อมปฏิบัติการด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของนักรบทางอากาศ และศักยภาพของเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet TH) ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ

เครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ การที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การโจมตีเป้าหมาย หรือการสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

การปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบุคลากรของกองทัพอากาศในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ความสำคัญของ Alpha Jet ในภารกิจของกองทัพอากาศ

Alpha Jet ถือเป็นเครื่องบินโจมตีที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพอากาศมาอย่างยาวนาน ด้วยสมรรถนะที่คล่องตัวและหลากหลาย ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการปรับปรุงให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืนยิ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เพื่อดำรงให้กองทัพอากาศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ และปกป้องพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึกศัตรู ดังคำกล่าวที่ว่า น่านฟ้าไทย จะไม่ให้ใครย่ำยี

การเปิดเผยภาพเครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพอากาศในการปกป้องประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ไม่หวังดีว่ากองทัพไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะตอบโต้ทุกภัยคุกคาม

การพัฒนาศักยภาพของกองทัพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการฝึกฝนบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้กองทัพสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ทัพฟ้า” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet” ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจ! พร้อมช่วยชาติต่อ

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

จากเหตุการณ์ปะทะเดือดที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี ทำให้ “พลทหารตะวัน สิงห์เรือง” ต้องสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาซ้าย แต่เขายืนยันว่าไม่เสียใจ และหากหายดี อยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะเก็ดระเบิดจากฝั่งกัมพูชาทำให้ดวงตาซ้ายของเขาไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พบกับพลทหารตะวัน ที่บ้านเกิดใน จ.กำแพงเพชร เขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงเหตุการณ์ปะทะที่ดุเดือดระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ภูมะเขือ เขาถูกสะเก็ดระเบิดจนสูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างซ้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พลทหารตะวันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาใช้ดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวในการมองเห็น ส่วนขาข้างขวาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตก ทำให้เดินไม่คล่องแคล่ว เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขายืนยันว่า “ไม่เสียใจ เพราะมันคือการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทย”

สถานการณ์การสู้รบยังไม่จบสิ้น พลทหารตะวัน ยังคงมีความปรารถนาที่จะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนทหารในการป้องกันประเทศ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ดวงตาทำให้ต้องพักรักษาตัวก่อน เขาเคยคุยกับเพื่อนว่าหากถูกเรียกตัวไปแนวหน้า เขาเต็มใจที่จะไปช่วย

ในวันที่ถูกระเบิดถล่ม พลทหารตะวันและเพื่อนทหารหลบอยู่ในคูเลต ทหารรุ่นน้องได้ปรับวิทยุ ซึ่งอาจทำให้ข้าศึกสามารถระบุพิกัดโจมตีได้ หลังถูกระเบิดก็หมดสติไป หัวหน้าหมู่มาปลุก พลทหารตะวัน ให้ตื่น เขาได้ช่วยทหารรุ่นน้องให้หลบเข้ามาในหลุมโดยใช้ตัวเองบังไว้ “หากหายดี ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าให้จบ เพราะเป็นความฝันของชายชาติทหารที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนไทย” เขากล่าว

ความรู้สึกของพลทหารตะวัน

ด้านนางศรสวรรค์ คล่องแคล่วมีชัย ป้าของพลทหารตะวัน เล่าว่า สภาพจิตใจของหลานชายไม่ค่อยดีนัก แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในมีความกังวลหวาดระแวง ได้ยินเสียงอะไรก็จะผวา ขาจะขยับตลอดเวลาเหมือนจะวิ่งหนี มือจะยกขึ้นมาป้องกันใบหน้า และมักจะพูดให้ทุกคนหลบภัยอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลทหารตะวันจะกลับมาพร้อมกับการสูญเสียดวงตา นางศรสวรรค์ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่หลานชายได้รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและสูญเสีย แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ที่มา – “พลทหารตะวัน” ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

“เท้ง” ฟังเสียง ชรบ. จี้รัฐบาลเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่รับฟังเสียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทับทิมสยาม ชื่นชมจิตใจที่เสียสละปกป้องประเทศ พร้อมจ่อตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว ด้านผู้ใหญ่บ้านโอดครวญกระสุนไม่พอใช้ ขณะที่ “วิโรจน์” รับเรื่องอาวุธเป็นการบ้านเร่งแก้ไข

“เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความเห็นและสถานการณ์ในพื้นที่จาก ชรบ.

ชรบ. ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบักดอง, ตำบลกันทรอม และตำบลห้วยจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์อพยพสมัยสงครามเขมรแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการที่ฝั่งกัมพูชาบุกเข้ามา

นางสายสมร บุตรพา ผู้ใหญ่บ้านทับทิมสยาม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “พวกเราทำมาโดยตลอดในเรื่องการปราบปราม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางหมู่บ้านพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนอพยพออกไป หลายท่านละทิ้งบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ต้องไปให้ไกล มีศูนย์พักพิงที่ไหนที่สามารถดูแลได้ก็ไป ด้วยกำลังของพวกเราที่ต้องดูแลลาดตระเวน ตรวจรถเข้าออก คนแปลกหน้า เพราะพื้นที่ของเราเป็นจุดเสี่ยงอย่างมาก เพราะห่างจากกัมพูชาไม่ไกล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออาวุธปืน อยากได้อาวุธปืนใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงลูกกระสุนปืนที่ให้ครบถ้วน ตอนนี้บางหมู่บ้านให้ 20 นัด บางหมู่บ้าน 40 นัด ซึ่งไม่เพียงพอ”

นางสายสมร กล่าวต่อว่า “ในห้วงของการเกิดศึกสงครามในประเทศกัมพูชา ในช่วงเขมรแดง เขาเข้ามาปล้นที่นี่ มาปล้นพี่น้องทับทิมสยาม ถ้าพูดไปสิ่งที่ไม่กลัวคือปืนใหญ่ แต่เรากลัวเขมรจะบุกเข้ามา เพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเขมรแดง ที่มีปัญหากันกับประเทศเขา แต่เป็นฝั่งเราและกัมพูชาที่มีปัญหากัน ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ทางชุด ชรบ. ซึ่งทำงานลาดตระเวน เปลี่ยนเวรกัน จะต้องใช้ส่วนนี้เป็นสิ่งกำบัง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ “เราต้องการค่าตอบแทน เนื่องจากเราไม่มีสวัสดิการ เราเป็นจิตอาสา ชุดเราก็ซื้อกันเอง ต้องใส่เพื่อความภาคภูมิใจ ใส่ไปเหมือนมีพลัง ทำให้พวกเราเกิดพลังที่จะต้องดูแลปกป้องผู้อื่นแผ่นดินไทย ชรบ. เราเกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เป็นจิตอาสาตัวจริง ยิ่งเราเป็นหมู่บ้านชั้นใน ใกล้ชายแดนยิ่งหนัก เพราะไม่มีใครมองเห็นความเป็นอยู่ยากลำบาก สิ่งที่เราได้กินได้อยู่นั้นเราได้มาจากประชาชนด้วยกันเอง ได้ M150 มาม่า ปลากระป๋อง ให้พวกเราบ้าง เราขยับไปไหนไม่ได้ เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เราต้องดูแลทรัพย์สินให้กับประชาชน อยากให้ท่านเป็นตัวแทนให้พวกเราที่ทำงาน ไม่หวังอะไร แต่วันนี้ท่านมาเห็นแล้วว่าพวกเราอยู่อย่างไร ทุกหมู่บ้านแนวตะเข็บถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์”

ชรบ. ส่วนใหญ่กล่าวว่า กระสุนปืนที่ใช้ลาดตระเวนมีไม่เพียงพอ บางหมู่บ้านได้เพียง 20-40 นัด นอกจากนี้ ในหมู่บ้านก็มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ทำร้ายร่างกาย ชรบ. ด้วย ตนทราบว่ามีเงินเยียวยา มีสวัสดิการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่าดูแลพวกเราตอนถึงปลายทางแล้ว หรือตอนสงบแล้ว เราไม่ได้กลัวแค่กัมพูชา ในระหว่างที่เราปฏิบัติหน้าที่ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

“ของเราเยอะมาก 157,000 เม็ด เป็นโอทอปบ้านดิฉันเองค่ะ แค่ระวังผู้ป่วยติดยาก็ลำบากแล้ว อยากจะสะท้อนตรงนี้ว่า ชรบ. ไม่ได้ป้องกันภัยสงคราม แต่ทำงานทุกอย่าง นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและสายข่าวฝั่งกัมพูชาด้วย” ชรบ. กล่าว

ณัฐพงษ์ เตรียมตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง “เงินเยียวยารายครอบครัว”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันพฤหัสบดีนี้ (21 ส.ค.68) ตนจะเอาข้อเสนอต่างๆไปตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถ้าวันนี้ตนไม่มาที่นี่ไม่ได้มาฟังปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจในเชิงลึก

“หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นจิตอาสา แต่ผมคิดว่าท่านทำมากกว่าจิตอาสา คือเสียสละ ผมเป็นนักการเมือง เราทุกคนพูดว่าเราอาสามาทำงานการเมือง เพราะพวกเราไม่มีใครบังคับ แต่พวกผมได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่เคยบอกว่าพวกผมเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ผมนับถือใจพวกท่านในการป้องกันประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โจทย์ของพวกเราเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกท่านไม่เสียสละจนเกินตัว เราทำเท่าที่เราพอจะทำได้ คนละเล็กละน้อยช่วยกันปกป้องประเทศ ปกป้องหมู่บ้านของเราให้ดีที่สุด เรื่องเงินเยียวยาหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ทุกท่านในที่นี้ก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตกผลึกมาแล้วระดับหนึ่งในการลงพื้นที่ ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นมาตรการตอบโจทย์คือเรื่องเงินเยียวยารายครัวเรือน งบประมาณบางส่วนบางที่ลงมาไม่ถึงประชาชน บางครั้งรัฐบาลประกาศมาตรการลงมาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ทำให้เห็นว่าการออกมาตรการส่วนกลางเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมีปัญหาในระดับปฏิบัติ

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลมีความคิดจะเอาเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่ง ชรบ.มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านพร้อมอพยพ เพราะคนที่ไว้วางใจเฝ้าบ้านให้

“ไก่ก็ต้องเฝ้า หมูก็ต้องดู ผู้ติดยาก็ต้องระวัง เขมรก็ต้องดู แล้วยังมีโดรนอีก ผมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยววันพฤหัสนี้จะถามว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อไหร่” นายวิโรจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องกระสุนปืน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าปืนไม่มีลูก แล้วจะพกไปทำไม ตนขอแจ้งงบประมาณปี 2569 อนุมัติให้ซื้ออาวุธกระสุนปืนและเสื้อเกราะให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ตนเข้าใจว่าจะมีการจัดสรรให้ ชรบ.ส่วนหนึ่ง

“แต่ผมกลัวระบบการจัดสรรแบบหารยาวให้ทุกหน่วย ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้ในหน่วยที่มีความจำเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นสูงสุด เดี๋ยวผมจะติดตาม เรากลัวโจรจะมาปล้นชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาวุธต่างๆมีความจำเป็นเราจะรับเป็นการบ้านในเรื่องนี้ให้” นายวิโรจน์ กล่าว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของ ชรบ. ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องหมู่บ้านและประเทศชาติ การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเหล่านี้

ที่มา – “เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

สหรัฐฯ **เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีอยู่เกินกำหนดและละเมิดกฎหมาย ขณะที่มีจำนวนน้อยที่ถูกยกเลิกเพราะถูกระบุว่ามีการสนับสนุนการก่อการร้าย เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสร้างความกังวลให้กับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

มาตรการดังกล่าว สะท้อนแนวทางที่เข้มงวดด้านการอพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะต่อวีซ่านักเรียน ที่ถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ทั้งในส่วนของการตรวจสอบประวัติบนโซเชียลมีเดียและการขยายขั้นตอนคัดกรองผู้สมัครวีซ่า ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เผยว่า วีซ่าราว 4,000 ฉบับถูกเพิกถอนเพราะผู้ถือวีซ่าละเมิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดฐานเมาแล้วขับหรือยาเสพติด รวมถึงคดีลักทรัพย์ ขณะเดียวกันมีนักเรียนประมาณ 200–300 รายที่ถูก**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** ในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย โดยอ้างอิงกฎในคู่มือการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือมีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายว่า “ไม่สามารถขอวีซ่าได้”

แม้เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยว่านักเรียนที่ถูกเพิกถอนวีซ่าสนับสนุนกลุ่มใด แต่ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หลังจากที่เขากล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็น “ศูนย์รวมการต่อต้านชาวยิว” เนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามกาซา

การปะทะกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือเป็นกรณีเด่นที่สุด เมื่อทรัมป์สั่งระงับงบสนับสนุนการสอบสวน และขู่จะยกเลิกสถานะยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปประกาศเพิ่มทุนวิจัยเพื่อดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษาออกนอกสหรัฐฯ

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้เพิกถอนวีซ่าหลายร้อยถึงหลายพันราย รวมถึงนักเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “ขัดต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังย้ำว่า ผู้ถือวีซ่านักเรียนและกรีนการ์ดที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์หรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล อาจถูกเพิกถอนสถานะและเนรเทศได้ โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของชาติและถูกตีตราว่า “สนับสนุนฮามาส”

กรณีที่สร้างความสนใจคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ชาวตุรกีรายหนึ่งถูกกักตัวกว่า 6 สัปดาห์ในศูนย์กักกันผู้อพยพที่รัฐหลุยเซียนา หลังจากเขียนบทความวิจารณ์ท่าทีของมหาวิทยาลัยต่อสงครามในกาซา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่า มาตรการเข้มงวดดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 1 และสะท้อนถึงแนวทางการเมืองที่ใช้การควบคุมการอพยพและการศึกษาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์มากกว่าการคุ้มครองความมั่นคงโดยตรง

**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

สถานการณ์การ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** นี้กำลังสร้างความตื่นตระหนกและความไม่แน่นอนให้กับนักเรียนต่างชาติที่วางแผนจะไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าเศร้าใจเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อกำหนดของวีซ่านักเรียนอย่างละเอียด

สิ่งที่ควรทำหากกังวลเรื่องการ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน**

  • ตรวจสอบกฎระเบียบวีซ่าอย่างละเอียด: ทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดของวีซ่านักเรียนของคุณ เพื่อปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่า: หากคุณมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับสถานะวีซ่าของคุณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าเพื่อขอคำแนะนำ
  • รักษาความประพฤติที่ดี: หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดของวีซ่า

การศึกษาต่อในต่างประเทศเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นและมีค่า การเตรียมตัวและความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นมินิสต็อปญี่ปุ่น

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง “มินิสต็อป” (Ministop) ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือการพบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” โดยทางบริษัทได้ทำการระงับการขายข้าวปั้น (โอนิกิริ) และสินค้าอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ในร้านค้ากว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป”

การตรวจสอบภายในของมินิสต็อปเผยให้เห็นว่า พนักงานในบางสาขาได้ทำการแก้ไขวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยการยืดวันหมดอายุออกไป หรือทำการติดฉลากใหม่โดยระบุวันหมดอายุที่ไม่ถูกต้องหลังจากที่สินค้าได้วางจำหน่ายไปแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดต่อผู้บริโภคและสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์อย่างร้ายแรง

รายงานข่าวระบุว่า การกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้ถูกตรวจพบใน 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในเมืองใหญ่และจังหวัดสำคัญต่างๆ เช่น โตเกียว ไซตามะ ไอจิ เกียวโต โอซาก้า เฮียวโงะ และฟูกูโอกะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

มินิสต็อปได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มระงับการขายโอนิกิริในร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม และต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม ได้ขยายการระงับการขายไปยังอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อทำการสอบสวนอย่างละเอียดและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนโอนิกิริและเบนโตะทำมือของมินิสต็อป และยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ทำไมเหตุการณ์พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป”จึงสำคัญ

ร้านสะดวกซื้อ หรือที่เรียกกันว่า “คอนบินิ” นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักจะแวะเวียนมาซื้ออาหารราคาประหยัดและรวดเร็ว นอกจากนี้ คอนบินิยังเป็นแหล่งซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

โอนิกิริเป็นอาหารยอดนิยมในหมู่ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ข้าวปั้นที่ห่อด้วยสาหร่ายโนริและสอดไส้ต่างๆ เช่น สลัดทูน่าหรือไข่ปลาค็อด เป็นตัวเลือกที่ง่ายและอร่อยสำหรับมื้ออาหารระหว่างเดินทาง

ความโดดเด่นของมินิสต็อปคือการมุ่งเน้นไปที่อาหารสดที่ปรุงภายในร้าน ซึ่งทำให้แตกต่างจากร้านสะดวกซื้ออื่นๆ ณ เดือนกรกฎาคม มินิสต็อปมีร้านค้า 1,818 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าจะยังเป็นรองผู้นำตลาดอย่าง Seven-Eleven ที่มีร้านค้าถึง 21,770 แห่ง

เหตุการณ์พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของมินิสต็อป การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเรียกคืนความไว้วางใจจากลูกค้า แม้ว่ามินิสต็อปจะไม่ได้มีส่วนแบ่งการตลาดมากเท่ากับเจ้าตลาดรายอื่นๆ แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายในองค์กร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความรู้และฝึกอบรมแก่พนักงานเกี่ยวกับความสำคัญของความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก

ที่มา – พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

ด่วน! ออกหมายเรียก “ดิว อริสรา” คดียักยอกทรัพย์

กองปราบปรามออกหมายเรียก “ดิว อริสรา” เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในคดียักยอกทรัพย์ “ไฮโซเมย์” หาก “ดิว อริสรา” เพิกเฉย ไม่มาพบพนักงานสอบสวน อาจถูกขอศาลออกหมายจับ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับ “ดิว อริสรา” ในข้อหายักยอกทรัพย์ของไฮโซเมย์ โดยระบุว่าได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด นั่นคือการออกหมายเรียกไปยังภูมิลำเนาของผู้ต้องหาในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายกำหนดว่าผู้ที่ถูกออกหมายเรียกจะต้องมาพบพนักงานสอบสวนภายในระยะเวลา 7 วัน หากไม่มาพบ จะถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการขอศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป

ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือ ขณะนี้ “ดิว อริสรา” ได้มีการติดต่อประสานงานเพื่อเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่? ซึ่ง พ.ต.อ.เอนก ได้ตอบคำถามนี้ว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการติดต่อใดๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นจากตัว “ดิว อริสรา” เอง หรือจากทนายความที่ได้รับมอบหมาย

พ.ต.อ.เอนก ได้เน้นย้ำว่า การดำเนินการในคดีนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผู้ถูกกล่าวหามีการเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามปกติ แต่หากเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกที่ออกไป พนักงานสอบสวนก็จำเป็นต้องดำเนินการขออนุมัติหมายจับจากศาล เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ออกหมายเรียก “ดิว อริสรา” คดียักยอกทรัพย์

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก “ดิว อริสรา” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง การดำเนินการตามกฎหมายจึงเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าล่าสุดคดี “ดิว อริสรา”

การออกหมายเรียกครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการดำเนินคดี หาก “ดิว อริสรา” เข้าให้ปากคำ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนและพิสูจน์ความจริง แต่หากเพิกเฉย ก็อาจนำไปสู่การที่ต้องถูกออกหมายจับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรูปคดีและความน่าเชื่อถือของตนเอง

สถานการณ์ขณะนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า “ดิว อริสรา” จะตัดสินใจอย่างไร จะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกหรือไม่ หรือจะเลือกที่จะดำเนินการทางกฎหมายในรูปแบบอื่น สิ่งที่แน่นอนคือคดีนี้จะยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมต่อไป

การยักยอกทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษทางกฎหมาย การที่คดีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงยิ่งทำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมาย และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง

  • ความสำคัญของการปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • ผลกระทบของการเพิกเฉยต่อหมายเรียก
  • กระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดีอาญา

ความโปร่งใสในการดำเนินคดีนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ไม่ว่าผลลัพธ์ของคดีจะเป็นเช่นไร การที่ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนในสังคม ในเรื่องของการเคารพกฎหมาย และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

ที่มา – ออกหมายเรียก “ดิว อริสรา” แจงคดียักยอกทรัพย์ หากเพิกเฉย อาจโดนหมายจับ

Scroll to top