ข่าววันนี้

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับแวดวงข้าราชการไทย เมื่อนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้การสอบเลื่อนตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยยึดหลักการที่ว่าประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบราชการไทย

ในการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอาสพลธ์ได้ให้กำลังใจผู้เข้าสอบทุกคนที่กำลังมุ่งมั่นก้าวสู่เส้นทางความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าการสอบในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกคนได้เริ่มต้นจากจุดสตาร์ตเดียวกัน ความรู้ความสามารถจะเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้เส้นสายหรือการจ่ายเงินเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สังคมไทยรอคอยมานาน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระบบราชการไทย

ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเรียกรับเงินใต้โต๊ะหรือการซื้อตำแหน่ง ซึ่งสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับครอบครัวของข้าราชการ แต่ในยุคสมัยนี้ ภายใต้นโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากใครทุจริตต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น การที่ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า จึงไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ตรวจสอบทำงานจริงจัง

  • ระบบคัดเลือกคนเน้นความรู้ความสามารถเป็นที่ตั้ง
  • หยุดวงจรการกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อตำแหน่ง
  • เพิ่มความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการรับใช้ชาติ
  • การตรวจสอบจากทั้งภาคประชาชนและสื่อมวลชนที่เข้มข้น

ความสำเร็จของการสอบในครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้คนเก่งเข้าสู่ระบบงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกู้คืนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทยอีกด้วย เมื่อคนเก่งและคนดีมีโอกาสก้าวหน้าโดยไม่ต้องมีตั๋วหรือจ่ายเงิน ประเทศชาติย่อมพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

บทเรียนสำคัญในครั้งนี้คือ การร่วมมือกันจับตาดูความโปร่งใสของทุกภาคส่วน หากสังคมไม่ยอมรับการทุจริต ระบบที่บิดเบี้ยวก็จะค่อยๆ หายไปเองในที่สุด เราหวังว่าทิศทางนี้จะกลายเป็นมาตรฐานหลักในการสอบและประเมินผลทุกประเภทในประเทศไทยต่อไป เพื่อให้คนที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริงได้รับโอกาสที่สมควรได้รับ

ที่มา – ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพข่าวที่น่าสนใจเมื่อท่านนายกฯ เดินทางลงพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายต้องเท่าเทียมและศักดิ์สิทธิ์เสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

สถานการณ์จริงในการ ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมมือกันตั้งด่านตรวจค้นอย่างเข้มงวดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของอาวุธปืนและยาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมาโดยตลอด ทันทีที่ขบวนรถของนายกฯ ผ่านด่าน เจ้าหน้าที่ก็ทำตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยการขอตรวจค้นตามปกติ ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ

บรรยากาศตอนตรวจค้นเมื่อ นายกฯ ลงพื้นที่

ในจังหวะที่มีการพูดคุยกัน นายกรัฐมนตรีได้สอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยความสนใจว่า “เจออะไรไหม” ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ตอบกลับตามความเป็นจริงว่า “เจอแต่ยาครับ” การที่ผู้นำประเทศยอมรับการตรวจค้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ถือเป็นการตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน อย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

มาตรการความปลอดภัยในครั้งนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสังคมไทยเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกี่ยวกับอาวุธปืนหลายครั้ง ทางรัฐบาลจึงได้สั่งการมาตรการเด็ดขาดดังนี้:

  • ระงับการออกใบอนุญาตซื้อปืน (ป.3) และครอบครองปืน (ป.4) ทั้งหมดชั่วคราว
  • สั่งให้กรมการปกครองยกเลิกการมอบอาวุธปืนเป็นรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน
  • เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งด่านตรวจสกัดอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายทั่วประเทศ

การดำเนินการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนโยบาย แต่คือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน การที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งโดยมีผู้นำเป็นต้นแบบเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมของสังคมในระยะยาวครับ เราในฐานะประชาชนก็ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาดเพื่อบ้านเมืองต่อไป

ที่มา – ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับคนใช้รถใช้ถนนทุกคนกับ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล เพื่อให้ทุกคนได้วางแผนการเติมน้ำมันกันอย่างคุ้มค่าที่สุดครับ เพราะราคาน้ำมันในแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเช็กราคาก่อนเข้าไปใช้บริการที่ปั๊มน้ำมันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที, ซัสโก้ หรือคาลเท็กซ์ จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

อัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล แต่ละปั๊ม

หลายคนคงสงสัยว่าในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นี้ ราคาแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร ข้อมูลที่เรานำมาฝากในวันนี้เป็นการอัปเดตจากหน้าเว็บไซต์หลักของบริษัทน้ำมันชั้นนำ ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบราคาครับ

รายละเอียด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล รายปั๊ม

สำหรับราคาของปั๊มบางจาก มีรายละเอียดดังนี้: ไฮดีเซล S อยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 36.84 บาท/ลิตร และ GSH91S EVO อยู่ที่ 36.47 บาท/ลิตร ในส่วนของปั๊ม ปตท. ราคาน้ำมันดีเซลปกติอยู่ที่ 37.54 บาท/ลิตร, เบนซินอยู่ที่ 45.83 บาท/ลิตร และกลุ่มซูเปอร์พาวเวอร์ก็มีราคาที่ปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละสูตรครับ

หากคุณใช้บริการปั๊มเชลล์, พีที, ซัสโก้ หรือคาลเท็กซ์ ก็สามารถเช็กราคาได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่ราคากลุ่มแก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ประมาณ 36.84 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 36.47 บาท/ลิตร แต่อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นในบางพื้นที่อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ

การติดตามข่าวสารเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่คนมีรถทุกคนต้องใส่ใจครับ การเลือกเติมน้ำมันในเวลาที่เหมาะสมหรือตรวจสอบโปรโมชั่นส่วนลดจากบัตรเครดิตต่างๆ จะช่วยให้คุณลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าข้อมูลที่เราสรุปมาให้จะช่วยให้ทุกคนวางแผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้ได้ราบรื่นและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นนะครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

ยศชนัน นำเพื่อไทยหนุน ไข่มุก เฉลิมขวัญ ชิงนายก อบจ.กาฬสินธุ์

พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเต็มสูบในการลงพื้นที่ภาคอีสาน ล่าสุด ยศชนัน นำเพื่อไทยเปิด 2 เวทีใหญ่หนุน “ไข่มุก เฉลิมขวัญ” ชิงนายก อบจ.กาฬสินธุ์ อย่างคึกคัก เพื่อตอกย้ำถึงความพร้อมในการพัฒนาท้องถิ่นและเชื่อมโยงนโยบายจากรัฐบาลสู่ประชาชนชาวกาฬสินธุ์โดยตรง

ยศชนัน นำเพื่อไทยเปิด 2 เวทีใหญ่หนุน “ไข่มุก เฉลิมขวัญ” ชิงนายก อบจ.กาฬสินธุ์

บรรยากาศการปราศรัยทั้ง 2 จุด ณ อ.คำม่วง และ อ.กุฉินารายณ์ เต็มไปด้วยพลังจากพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล มาร่วมสมทบ เพื่อสนับสนุนให้ ไข่มุก – เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าใจรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องเลือก ไข่มุก เฉลิมขวัญ ในนามพรรคเพื่อไทย

นายยศชนันได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญ 5 สร้าง ที่จะเป็นรากฐานในการพลิกโฉมจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่

  • สร้างสุขภาพ: ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงการแพทย์ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่
  • สร้างรายได้: ยกระดับเกษตรนวัตกรรมและปศุสัตว์ให้มีมูลค่าเพิ่ม
  • สร้างการศึกษา: พัฒนาเยาวชนด้วยหลักสูตรที่ทันสมัย
  • สร้างคุณภาพชีวิต: ดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ
  • สร้างเมืองปลอดภัย: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ ยศชนัน นำเพื่อไทยเปิด 2 เวทีใหญ่หนุน “ไข่มุก เฉลิมขวัญ” ชิงนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การหาเสียงธรรมดา แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานต่อเนื่องจากระดับชาติสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะการดึงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจและการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวชื่นชมในตัวคุณไข่มุกว่าเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเพื่อไทยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง และเชื่อมั่นว่าพลังของชาวกาฬสินธุ์จะนำพาให้เธอได้รับชัยชนะเพื่อเข้าไปรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างภาคภูมิใจ หากเราต้องการเห็นกาฬสินธุ์ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง การเลือกคนที่มีวิสัยทัศน์และมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งหนุนหลังคือคำตอบที่สำคัญที่สุดสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้

ที่มา – “ยศชนัน” นำเพื่อไทยเปิด 2 เวทีใหญ่หนุน “ไข่มุก เฉลิมขวัญ” ชิงนายก อบจ.กาฬสินธุ์

เหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย

เหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อนักท่องเที่ยวชาวสเปนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเที่ยวชมโบราณสถานต้องเผชิญกับเหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณข้างกำแพงวัดพระศรีสรรเพชญ์ สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

ในวันที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีต้นนกยูงขนาดใหญ่หักโค่นลงมาทับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย แบ่งเป็นชาย 1 ราย และหญิง 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญูและพุทไธศวรรย์ได้เร่งเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาทันที

รายละเอียดและมาตรการป้องกันเหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าต้นไม้ดังกล่าวมีลักษณะผุเป็นโพรงบริเวณโคนต้น ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้จนเกิดการหักโค่นลงมาท่ามกลางสภาพอากาศปกติที่ไม่มีลมแรงหรือฝนตก เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดการดูแลพื้นที่โบราณสถานอย่างเร่งด่วน

หลังจากได้รับรายงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รุดลงพื้นที่และเยี่ยมผู้บาดเจ็บทันที พร้อมสั่งการให้มีมาตรการป้องกันดังนี้:

  • ประสานอุทยานประวัติศาสตร์ฯ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
  • ส่งทีม ‘รุกขกร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ใหญ่ เข้าตรวจสอบความแข็งแรงของต้นไม้ทั่วเมืองอยุธยา
  • เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวภายในเขตโบราณสถาน

หลายคนอาจสงสัยว่าการท่องเที่ยวอยุธยายังปลอดภัยหรือไม่ จากเหตุการณ์เหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย ทางการขอยืนยันว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นจุดเฉพาะเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบในเชิงรุกจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อีกครั้ง

เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนหายป่วยโดยเร็ววัน และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถจัดการดูแลโบราณสถานให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์อันล้ำค่าได้อย่างสบายใจไร้กังวลครับ

ที่มา – เหตุระทึกข้างวัดดัง จ.อยุธยา ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ทับนักท่องเที่ยวสเปน เจ็บ 4 ราย

“สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังจะมาถึง หลายคนจับตาดูว่ารัฐบาลจะรับมืออย่างไร โดยล่าสุด “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณบวกจากพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันถึงความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นข้อสงสัยจากฝ่ายค้านครับ

“สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลมาตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. หรือเรื่องการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยนายสิริพงศ์มองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรัฐบาลยึดถือความโปร่งใสและหลักฐานเป็นสำคัญ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านมักจะใช้สูตรสำเร็จว่า “ว่าไปก่อน ถูกผิดค่อยไปพิสูจน์” นายสิริพงศ์ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • การชี้แจงต้องอาศัยหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่พยานบุคคล
  • รัฐบาลทำงานตามกระบวนการที่ตรวจสอบได้ เช่น กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่เริ่มตั้งแต่ปี 2562
  • โครงการ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความชัดเจนและถึงมือประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา โดยเขายืนยันว่าเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น และไม่มีการไปดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมเพิ่มตามที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภามีการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานต่างๆ นั้นส่งผลดีต่อประชาชนจริงหรือไม่ การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูผลลัพธ์จากการอภิปรายจริงว่าข้อมูลจะแน่นเพียงใดและคำตอบจะถูกใจผู้ฟังมากน้อยแค่ไหนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” มั่นใจรัฐบาลตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หมด ย้ำ เรื่องเสียงไร้ปัญหา

รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ล่าสุดทางตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการเดือด บุกทลายและจับกุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของแก๊งมิจฉาชีพในการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายครับ

รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบจนพบว่า มีกลุ่มบุคคลจำนวนมากเข้าไปวนเวียนอยู่ตามเคาน์เตอร์ธนาคารในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง โดยมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงและทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่านี่คือการ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ที่มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนราวกับบริษัทจำกัดเลยทีเดียวครับ

เบื้องลึกการทำงานของขบวนการฟอกเงิน

จากการสอบสวนพบว่าขบวนการนี้มีการทำงานที่ซับซ้อน โดยเริ่มต้นจาก:

  • แอดมินเพจจะหา “ลูกค้า” หรือผู้ให้เช่าบัญชีผ่านโซเชียลมีเดีย
  • เมื่อได้เหยื่อแล้วจะนัดหมายมาเจอกันที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เซลล์พาไปถอนเงินที่ธนาคาร
  • มีการใช้แอปพลิเคชันธนาคารเพื่อถอนเงินจำนวนมากในเวลาสั้นๆ
  • เงินที่ถอนได้จะถูกนำไปฟอกต่อโดยการซื้อทองคำหรือโอนต่อไปยังบัญชีม้าอื่นๆ เพื่อตัดเส้นทางการเงิน

ด้วยเหตุนี้เอง ตำรวจจึงสามารถติดตามและ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ได้ถึง 9 ราย พร้อมของกลางทั้งเงินสด โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหนัก ทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: การรับจ้างเปิดบัญชีหรือถอนเงินให้คนแปลกหน้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถือเป็นความผิดร้ายแรงและทำลายชีวิตของตัวเองได้ง่ายๆ อย่าหลงเชื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ที่เขาเสนอมา เพราะสุดท้ายเมื่อถูกจับกุม คุณจะต้องรับโทษทางอาญาหนักและอาจติดคุกโดยไม่รู้ตัวครับ

ที่มา – รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง โดนข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซัดป้าดา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและที่มาของวัดในพื้นที่ชุมชน โดยล่าสุด นายไชยยงค์ กงศรี ข้าราชการบำนาญ ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังสำคัญเกี่ยวกับ ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หลายคนได้ทราบความจริงว่า กว่าจะมาเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนอย่างไร

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม อย่างละเอียด

นายไชยยงค์เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 ตนได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่หนองแวงตราชู ซึ่งในขณะนั้นสภาพพื้นที่ยังคงเป็นป่ารกชัฏและไม่มีความเจริญเข้าถึง ต่อมาในปี 2536 นายของ อินทรีย์ ไวยาวัจกรของวัด ได้เข้ามาปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำในการจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมการศาสนา ตนจึงได้รับหน้าที่เป็น ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ตามขั้นตอนของทางราชการจนสำเร็จลุล่วง

เบื้องหลังการทำงานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้ระยะเวลานานหลายปี กว่าที่กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2541 โดยนายไชยยงค์ย้ำชัดว่า ทุกอย่างทำไปตามหลักฐานและระเบียบปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด

  • ขั้นตอนการจัดตั้งวัดต้องมีการทำเอกสารอย่างเป็นลำดับขั้น
  • เมื่อมีการถวายที่ดินให้วัด ที่ดินผืนนั้นจะกลายเป็นธรณีสงฆ์ทันที
  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องอ้างอิงตามพระราชบัญญัติ ไม่ใช่การพูดลอยๆ

นอกจากนี้ นายไชยยงค์ยังได้ฝากข้อคิดเห็นถึงกรณีของ ‘ป้าดา’ ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ข้อมูลที่อีกฝ่ายให้สัมภาษณ์นั้นมีความขัดแย้งกันเองอย่างมาก การจะออกมาพูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรใช้ความรู้และความเข้าใจในข้อกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องของธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลทางกฎหมายที่ชัดเจน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า การทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับที่ดินศาสนสมบัติจำเป็นต้องมีความรอบคอบและยึดหลักฐานทางเอกสารเป็นที่ตั้ง การออกมาให้ข้อมูลโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้องอาจสร้างความสับสนให้กับสังคมได้ ดังนั้น เราจึงควรรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาตามความเป็นจริงเป็นหลักครับ

ที่มา – ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง “วัดป่าอดุลยาราม” ซัดป้าดา พูดแต่จะเอาชนะ

“จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวสุดประทับใจของเหล่าน้องหมาที่ผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาจนกลายเป็นฮีโร่ในใจคน ล่าสุดมีการประกวดที่น่าสนใจมากอย่างการแข่งขัน “จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026 ซึ่งสร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับคนรักสัตว์ทั่วโลก โดยงานนี้จัดขึ้นที่เมืองซานตาโรซา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประกวดความแปลก แต่เป็นเวทีที่ส่งต่อความเมตตาให้กับสุนัขที่ถูกทอดทิ้งครับ

ทำความรู้จัก “จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

เจ้าปั๊กน้อยที่มีชื่อว่า “จินนี่ ลู” วัย 6 ปีตัวนี้ มีเรื่องราวชีวิตที่ไม่ธรรมดาเลยครับ ก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้ชนะเลิศการประกวดระดับโลก เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในตลาดค้าเนื้อสุนัขที่เกาหลีใต้มาก่อน แต่โชคชะตาพลิกผันเมื่อได้รับการช่วยเหลือและรับอุปการะโดย มิเชลล์ เกรดี ที่เห็นความน่ารักในแบบฉบับเฉพาะตัวของจินนี่ ลู จนกระทั่งวันนี้ เธอกลายเป็นแชมป์เปี้ยนที่มาพร้อมกับรางวัลเงินสดกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เบื้องหลังความน่ารักที่ซ่อนอยู่ใน “จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการประกวดนี้ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก คำตอบคือผู้จัดงานไม่ได้ตั้งใจจะล้อเลียนความบกพร่องทางร่างกายของน้องๆ แต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ความรักและโอกาส คือสิ่งสำคัญที่สุดสุนัขทุกตัวควรได้รับครับ รายละเอียดที่น่าสนใจของการแข่งขันครั้งนี้มีดังนี้:

  • จินนี่ ลู เข้าร่วมการประกวดมาแล้วถึง 3 ครั้งก่อนจะคว้าชัยในปีนี้
  • นอกจากเงินรางวัลแล้ว เธอยังได้ออกรายการทีวีชื่อดังอย่าง Today และได้ขึ้นโฆษณาบนกระป๋องเครื่องดื่มอีกด้วย
  • การประกวดมีเป้าหมายหลักในการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการรับเลี้ยงสุนัขจากศูนย์พักพิง

นอกเหนือจากจินนี่ ลู แล้ว ยังมีน้องหมาตัวอื่นๆ ที่สร้างสีสันอย่าง “พิงกี้” และ “ออตโต” ที่แสดงให้เห็นว่าภาวะบกพร่องทางร่างกายไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเลย แม้แต่ออตโตที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้หากได้รับความรักที่ถูกต้องจากเจ้าของครับ

ในทุกๆ ปี สุนัขและแมวนับล้านตัวยังคงรอคอยบ้านใหม่ในศูนย์พักพิง การประกวดครั้งนี้จึงเป็นกระบอกเสียงชั้นดีที่ทำให้สังคมตระหนักว่า รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งตัดสินคุณค่าของสัตว์เลี้ยง แต่การมอบความรักและความอบอุ่นต่างหากที่เปลี่ยนสุนัขที่เคยหวาดกลัวให้กลายเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีความสุขได้

บทเรียนจากจินนี่ ลู สอนให้เราได้รู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเคยผ่านอุปสรรคหนักหนาแค่ไหน หรือรูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นอย่างไร ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ หากคุณกำลังมองหาสมาชิกใหม่ในครอบครัว ลองเปิดใจรับน้องหมาจากศูนย์พักพิงดูสิครับ คุณอาจจะได้พบกับแชมป์เปี้ยนในหัวใจของคุณเองก็ได้

ที่มา – “จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

Scroll to top