ข่าววันนี้

เศร้าพบศพ “ลุงสู้ชีวิต” วัย 66 ปี ดับบนรถบรรทุกดิน ที่ตัวเองใช้ขับตระเวนรับงาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานที่ทุ่มเททำงานหนักจนวาระสุดท้ายของชีวิต ล่าสุดมีเหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่ามีการเศร้าพบศพ “ลุงสู้ชีวิต” วัย 66 ปี ดับบนรถบรรทุกดิน ที่ตัวเองใช้ขับตระเวนรับงาน ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ท่ามกลางความเสียใจของญาติพี่น้องที่ทราบข่าว

เศร้าพบศพ “ลุงสู้ชีวิต” วัย 66 ปี ดับบนรถบรรทุกดิน ที่ตัวเองใช้ขับตระเวนรับงาน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับนายรบ จารัตน์ วัย 66 ปี ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิตที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว โดยเขาประกอบอาชีพขับรถบรรทุกดินรับจ้างไปทั่วสารทิศ การเสียชีวิตครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียใจให้กับคนรอบข้าง แต่ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ แม้จะมีภาระหน้าที่หนักอึ้งเพียงใดก็ตาม

บทเรียนจากความสูญเสียเมื่อ “ลุงสู้ชีวิต” ดับบนรถบรรทุกดิน

จากการสอบถามญาติผู้เสียชีวิต พบข้อมูลที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งว่า คุณลุงมีโรคประจำตัวคือเบาหวานและโรคเกาต์ แต่ด้วยความที่ต้องดิ้นรนหาเงินส่งเสียครอบครัว จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาไปพบแพทย์ตามนัด และใช้วิธีซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อร่างกายอย่างยิ่ง

  • อย่าละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี แม้จะงานยุ่งเพียงใด
  • การซื้อยาแก้ปวดทานเองในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อตับและหัวใจอย่างรุนแรง
  • สัญญาณเตือนจากร่างกายควรได้รับการใส่ใจจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
  • ความกตัญญูและหน้าที่ครอบครัวเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของชีวิตผู้ให้ด้วย

ในกรณีของเศร้าพบศพ “ลุงสู้ชีวิต” วัย 66 ปี ดับบนรถบรรทุกดิน ที่ตัวเองใช้ขับตระเวนรับงาน ถือเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องทำงานหนักเพื่อประทังชีวิต เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนให้ผู้สูงวัยเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำรอยอีก

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณลุงด้วยนะครับ หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนหันมามองสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวมากขึ้น อย่าปล่อยให้งานหนักมาทำลายสุขภาพจนสายเกินแก้ เพราะไม่มีเงินทองใดมีค่าเท่ากับลมหายใจที่ได้อยู่กับคนที่เรารักครับ

ที่มา – เศร้าพบศพ “ลุงสู้ชีวิต” วัย 66 ปี ดับบนรถบรรทุกดิน ที่ตัวเองใช้ขับตระเวนรับงาน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายๆ ฝ่าย เมื่อมีการรายงานอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ หรือ “จ่าโจ้” ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เหยียบระเบิด PMN 2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้วและกำลังอยู่ในช่วงการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งส่งผลให้จ่าโจ้วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาและมือทั้งสองข้าง โชคดีที่หน่วยเสนารักษ์และทีม Sky Doctor กองทัพภาคที่ 2 ได้รีบเข้าช่วยเหลือและลำเลียงส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างรวดเร็ว

ทีมแพทย์ระดมกำลังช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

ความซับซ้อนของบาดแผลทำให้ต้องมีการระดมทีมศัลยแพทย์ถึง 3 ทีม เพื่อผ่าตัดรักษาทั้งกระดูกนิ้วมือที่แตกและบาดแผลบริเวณขา การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 35 นาที ซึ่งถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ล่าสุดเช้านี้ พบว่าเขาได้ย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหนัก (ICU) เรียบร้อยแล้ว

  • ทีมแพทย์ผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกมือขวา 4 นิ้ว
  • ทำการดามเหล็กและซ่อมแซมมือซ้าย
  • รักษาบาดแผลบริเวณขาทั้งสองข้างและข้อเท้า

แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าซ้ายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด โดยแผนการรักษาในระยะยาว แพทย์ได้กำหนดให้พักฟื้นและเฝ้าประเมินอาการเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวมากที่สุดก่อนจะทำการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตามแผนที่วางไว้

การที่ได้ทราบว่าการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวของทหารผู้เสียสละ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าโจ้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – อัปเดตอาการ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” ปลอดภัยแล้ว รอฟักฟื้น 2 สัปดาห์ ก่อนส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “ป้าดา” หรือนางชมณี น้อยจันทร์ ที่ล่าสุดได้เดินทางไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าและขอตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับ ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ความจริงปรากฏว่าที่ดินผืนดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม เพื่อพิสูจน์ความจริง

การเคลื่อนไหวของป้าดาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการออกมาเรียกร้องลอยๆ แต่เป็นการใช้สิทธิ์ในฐานะทายาทเพื่อขอดูเอกสารสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวัดป่าอดุลยาราม โดยเฉพาะเอกสารการจัดตั้งวัดและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ป้าดาย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และพร้อมที่จะยอมรับผลการตรวจสอบทุกประการ หากผลออกมาว่าครอบครัวของตนเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมที่จะจบเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม

รายละเอียดสำคัญของการขอตรวจสอบ

ในการเดินหน้า ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ต้องการเห็นหนังสือถวายฎีกาและเอกสารการจัดตั้งวัดที่ถูกต้อง
  • ตรวจสอบสถานะที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 56 ว่ามีความซับซ้อนอย่างไร
  • ต้องการความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน

ป้าดายังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของตนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย จนทำให้สมาชิกในครอบครัวหลายคนล้มป่วย แต่กระนั้นเธอก็ยังยืนยันว่า “ตนไม่ใช่โจรและไม่ใช่คนโหดร้าย” เพียงแต่ต้องการตามหาความจริงผ่านหลักฐานทางกฎหมายเท่านั้น

สำหรับใครที่กำลังติดตามกรณีนี้ เชื่อว่าวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดชัดเจนขึ้น เราทุกคนควรติดตามผลการตรวจสอบด้วยความเป็นธรรมและรอฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายประกอบกัน เพื่อให้ความเป็นจริงปรากฏออกมาอย่างถูกต้องที่สุดครับ

ที่มา – “ป้าดา” บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน “วัดป่าอดุลยาราม” พร้อมยอมรับผลการตรวจสอบ

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก เมื่อมีการรายงานว่าทางการจีนได้จัดพิธีฌาปนกิจอดีตนายกรัฐมนตรี จู หรงจี อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่คุมเข้มและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่หนาแน่น โดยมีการลดธงครึ่งเสาตามสถานที่ราชการทั่วประเทศเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของรัฐบุรุษผู้เป็นตำนานการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในวัย 97 ปี

แม้จะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของแผ่นดินใหญ่ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะกังวลเป็นพิเศษต่อกระแสการแสดงความรักและรำลึกถึงในโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การเซ็นเซอร์เนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบยุคสมัยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งการที่ จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในยุคปัจจุบัน

ย้อนรอยความสำเร็จของ “จู หรงจี” สถาปนิกผู้วางรากฐานเศรษฐกิจจีน

นายจู หรงจี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1998 ถึง 2003 โดยเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่โดดเด่น ผู้อยู่เบื้องหลังการเปิดรับระบบตลาด และนำจีนก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจจีนไปตลอดกาล นอกจากนี้เขายังมีบุคลิกที่โดดเด่นในการกล้าพูดความจริง ไม่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพล และใส่ใจในความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้เขายังคงเป็นที่จดจำในใจของคนจีนจำนวนมาก

  • ผู้นำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนครั้งใหญ่
  • ผู้ผลักดันให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจผ่าน WTO
  • นักการเมืองที่มีบุคลิกตรงไปตรงมาและเข้าถึงง่าย

ในขณะที่ จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ เรากลับเห็นกระแสการถวิลหาอดีตจากชาวจีนในโซเชียลมีเดีย หลายคนเปรียบเทียบยุคสมัยที่ตนเองเคยมีความหวังและมองเห็นอนาคตที่ชัดเจน แม้ในช่วงนั้นสถานะทางเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ร่ำรวยเท่าปัจจุบัน แต่ความรู้สึกปลอดภัยและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกลับเป็นสิ่งที่ผู้คนโหยหาอย่างยิ่ง

การจากไปของผู้นำในยุคปฏิรูป ไม่เพียงแต่เป็นการปิดฉากยุคแห่งการส่งเสริมภาคเอกชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างถึงทิศทางการเมืองจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลางและการพึ่งพาตนเอง ซึ่งแตกต่างจากวิสัยทัศน์ในอดีตอย่างสิ้นเชิง ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในวันนี้ ทั้งปัญหาอสังหาริมทรัพย์และอัตราการว่างงานของเยาวชน คือเชื้อเพลิงที่ทำให้ผู้คนหันกลับมามองหาแบบอย่างผู้นำในอดีตเพื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตที่เผชิญอยู่

บทเรียนสำคัญจากการจากไปของนายจู หรงจี คือเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของชาติไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นและการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รู้สึกว่าอนาคตของพวกเขายังมีความหวัง ท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้พิสูจน์ว่าแนวทางการบริหารแบบใดที่เหมาะสมกับประเทศที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเช่นจีน

ที่มา – จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเดินเกมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีการพยายามยกประเด็น ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต มาเป็นหัวข้อในการตรวจสอบรัฐบาล

นายภราดรกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างสบายๆ ว่า ฝ่ายค้านยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลือกยื่นตามมาตรา 151 หรือ 152 แต่ในส่วนของประเด็นที่หยิบยกมานั้น ตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันตามที่ฝ่ายค้านพยายามกล่าวอ้างแต่อย่างใด

มุมมองต่อประเด็นคดีฮั้ว สว. และการทำงานของรัฐบาล

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้น เจ้าตัวได้อธิบายให้ฟังว่า คดีฮั้ว สว. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าฝ่ายค้านจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ในเรื่องของการทุจริตอื่นๆ เช่น การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น นายภราดรย้ำชัดว่าเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งจัดการแก้ไขปัญหาอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้

  • รัฐบาลเน้นการแก้ไขปัญหาเป็นหลักตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
  • คดีฮั้ว สว. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2567
  • นายภราดรยืนยันพร้อมรับมือหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันจากฝ่ายค้าน แต่นายภราดรยังคงยืนหยัดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด การที่ ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการบริหารงานที่โปร่งใส โดยหากมีการยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการในอนาคต ทางทีมงานก็จะกลับมาศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวชี้แจงตามกระบวนการของรัฐสภาต่อไป

ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและผลงานที่ผ่านมาเพื่อสยบข่าวลือความทุจริตได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างคะแนนเสียงของฝ่ายค้านเพียงเท่านั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “ภราดร” เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือน ไม่เห็นมีเรื่องทุจริต

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน ช่วงนี้กระแสข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในแวดวงกระทรวงต่างๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้า ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยระบุชัดเจนว่ายังไม่ได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศเสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้หารือถึงแนวทางที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน

ทำไมการเสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ถึงต้องรอ?

สาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องนี้ยังต้องชะลอออกไป เป็นเพราะความรอบคอบในการทำงานครับ เนื่องจาก:

  • ต้องรอการตัดสินใจและหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีหลังจากกลับจากต่างประเทศ
  • ต้องมีการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระเบียบราชการ
  • ต้องการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ

ทางด้านปลัดคนปัจจุบัน นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งกำลังจะครบวาระ 4 ปีนั้น นายวราวุธได้แสดงความชื่นชมว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและมีองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์อย่างเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้น รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าคนในกระทรวงเก่งๆ มีอยู่มากมาย และหน้าที่ของท่านคือการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมาขับเคลื่อนกระทรวงต่อไป

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมมองว่าการโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของระบบราชการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้เติบโตในสายงานและใช้ศักยภาพใหม่ๆ พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพื่อนๆ ล่ะครับมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา – “วราวุธ” รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้า ครม. ต้องรอคุยนายกฯ ก่อน

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาก เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่หลายคนจับตามองกันมาสักพักเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพลังงาน เพื่อแทนที่ตำแหน่งเดิมที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้

ทำความรู้จัก ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงพลังงานท่ามกลางความท้าทายด้านราคาพลังงานและนโยบายระดับประเทศที่ต้องเร่งขับเคลื่อน

เส้นทางก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงข้าราชการระดับสูง โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ที่โดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)

ด้วยประสบการณ์การบริหารงานในหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้การที่ ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายว่าเขาจะเข้ามาบริหารจัดการนโยบายพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

ก่อนที่จะมาถึงบทสรุปนี้ มีกระแสข่าวมากมายเกี่ยวกับการโยกย้ายข้ามกระทรวง แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นยังต้องรอการพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกลับจากการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศครับ

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงคนใหม่ ทิศทางของกระทรวงพลังงานจะเป็นอย่างไร จะมีโครงการใหม่ๆ หรือการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าสนใจครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ พิพัฒน์ลั่นสวนมาสวนกลับ

ช่วงนี้วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ที่มักจะมีการคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ สวนมาสวนกลับ

นายพิพัฒน์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา นั้น ทุกอย่างควรวางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มเอ็นจีโอจะออกมาคัดค้าน ก็ควรจะมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าสิ่งที่คัดค้านนั้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะนึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้สุดท้ายแล้วผลกระทบก็มักจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่เอง

มุมมองต่อการพัฒนาและไทยติดกับดักเอ็นจีโอ

นอกจากนี้ ท่านยังได้ย้ำถึงกรณีการประท้วงโครงการแลนด์บริดจ์หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่มีการยกเลิกไปแล้วแต่ยังคงมีการหยิบยกขึ้นมาทวงถาม โดยมองว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ท่านยังเสริมว่าตนเองเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่ชอบพูดอ้อมค้อม ใครแรงมาก็พร้อมจะแรงกลับ เพราะเชื่อว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง

  • รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำเสนอโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ
  • ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอควรคัดค้านด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
  • โครงการท่าเรือน้ำลึกจะนะมีความจำเป็นเนื่องจากพื้นที่เดิมเต็มความจุ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลยุคนี้จะไม่ยอมให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักเพียงเพราะการคัดค้านที่ไม่มีที่มาที่ไป หากมองในแง่การพัฒนา การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์และรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแบ่งแยกฝ่ายจนลืมเป้าหมายหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

หากเราต้องการเห็นประเทศก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ เราอาจต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าการฟังเพียงแค่กระแสในโซเชียลมีเดีย ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? การคัดค้านควรมีเส้นแบ่งแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาในภาพรวม มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” บอกไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ไม่ใช่นึกอยากค้านก็ค้านทุกเรื่อง ลั่น สวนมาสวนกลับ

Scroll to top